Hiranwong
Dispensing hack
เคยเขียนเกี่ยวกับเทคนิคการจ่ายยาไปแล้วครั้งนึง คราวนี้ก็เป็นเทคนิคอีก แต่ออกแนวแฮ็คมากกว่า
เริ่มแรกดูจากกระบวนการเดิมก่อน สมมติว่าจ่ายยาคนไข้ ท้องเสียปวดท้องได้ยา 4 ตัวคือ Norfloxacin Buscopan Domperidone และผงเกลือแร่
- เรียกผู้ป่วยรับยา
- ยืนยันตัวผู้ป่วยโดยการถามนามสกุล
- ถามว่า “เคยแพ้ยาหรือเปล่าครับ”
- สมมติว่าคนนี้ไม่มีประวัติแพ้ยา ก็เริ่มจ่ายยาเลย
- ยานี้ชื่อ Norfloxacin เป็นยาฆ่าเชื้อ ทานครั้งละ 1 เม็ดหลังอาหารเช้า เย็น ทานติดต่อกันทุกวันจนหมดนะครับ
- ยานี้ชื่อ Buscopan เป็นยาแก้ปวดท้อง ทานครั้งละ 2 เม็ดเมื่อมีอาการปวดท้อง ถ้าไม่หายปวดสามารถทานซ้ำได้ทุก 8 ชั่วโมงครับ
- ยานี้ชื่อ Domperidone เป็นยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน ทานครั้งละ 1 เม็ดก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง เช้า กลางวัน เย็น ครับ
- นี่คือผงเกลือแร่ ใช้ 1 ซองผสมน้ำ 1 แก้ว จิบบ่อยๆ แทนน้ำ วันนึงดื่มไม่เกิน 4 ซองนะครับ
- เรียบร้อยแล้ว สวัสดีครับ
จากประโยคการสนทนาข้างบน เฉพาะข้อ 4 และ 5 ผมต้องพูดถึง 110 คำ ใช้เวลา 20 วินาที หนึ่งวันจ่ายยาเคสแบบนี้ 300 เคส ต้องพูดถึง 33,000 คำ ใช้เวลา 100 นาที (เหมือนจะไม่เยอะนะครับ แต่อย่าลืมว่างานผมไม่ได้มีแค่จ่ายยา ต้องเช็คยา ตามคนไข้แพ้ยา เป็นต้น) ซึ่งปัญหาสำคัญไม่ใช่การที่พูดมากหรอกครับ แต่เป็นเวลาที่เสียไปมากกว่า
ก็เลยต้องมีการแฮ็คกันบ้าง โดยผมจะเปลี่ยนเฉพาะข้อ 4 ได้แบบใหม่ตามนี้
- ยานี้เป็นยาฆ่าเชื้อ กิน 1 เม็ดหลังข้าวเช้า เย็น กินทุกวันจนหมดนะครับ
- ยานี้เป็นยาแก้ปวดท้อง กิน 2 เม็ดเมื่อมีอาการ กินซ้ำได้ทุก 8 ชั่วโมงครับ
- ยานี้เป็นยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน กิน 1 เม็ดก่อนข้าวครึ่งชั่วโมง เช้า เที่ยง เย็นครับ
- นี่คือผงเกลือแร่ 1 ซองผสมน้ำ 1 แก้ว จิบบ่อยๆ แทนน้ำ วันนึงดื่มไม่เกิน 4 ซองนะครับ
ลองนับคำใหม่ คราวนี้เหลือ 90 คำ ใช้เวลา 15 วินาที 300 เคสใช้เวลา 75 นาที วันนึงได้เวลาเพิ่มมาอีกตั้ง 25 นาที เอาไปทำงานอื่นอย่างคู่มือการใช้ยาฉีด แนวทางการใช้ยา บัญชียาโรงพยาบาล ได้ตั้งเยอะ
นี่เป็นแค่การคิดคร่าวๆ เพราะสถานการณ์จริงมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เสียเวลาอีกเช่น ผู้ป่วยเดินมาช้า ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยา (บางเคสใช้เวลาสัมภาษณ์ประวัติไปซะ 10 นาที) ผู้ป่วยไม่ได้ยินเรียกชื่อเพราะไปเข้าห้องน้ำ เป็นต้น
ทุกวันนี้ยังใช้การจ่ายยาทั้ง 2 แบบอยู่ แล้วแต่ว่าช่วงเวลานั้นผู้ป่วยเยอะหรือน้อย อารมณ์ยังดีอยู่หรือไม่ (หงุดหงิดเพราะต้องรอมาทุกจุดให้บริการแล้ว) ซึ่งผู้ป่วยน้อยๆ ที่สามารถใช้แบบเดิมได้นี่ก็มักจะเป็นที่ SM กับที่ BL เฉพาะช่วงก่อนลงเวรบ่าย บอกแล้วว่าผม double standard โดยจำเป็นเนื่องจากระบบของโรงพยาบาลเอง
แต่ทุกวันนี้ก็พยายามเอาสิ่งที่ปฏิบัติกับผู้ป่วยโรงพยาบาลเอกชน มาใช้กับผู้ป่วยโรงพยาบาลรัฐบาลอยู่ตลอด เพราะถือว่าสิ่งพวกนี้เป็นการเพิ่มคุณค่าให้องค์กร และทำประโยชน์ให้คนไข้ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มนอกจากแรงเลย
ปล. อ่าน Part time = นักเทคนิคการแพทย์ ของหมอหนึ่งแล้ว ขึ้นเวรดึกของผมนี่แสนจะธรรมดา ของหมอหนึ่งเค้าเหนื่อยกว่าเยอะเลย
| Print article | This entry was posted by Rachanont on July 24, 2007 at 22:38, and is filed under cool. Follow any responses to this post through RSS 2.0. You can leave a response or trackback from your own site. |


about 3 years ago
แหะ ๆ ไม่หรอกครับ แต่ละอาชีพ แต่ละวิชาชีพ มันจะมีรายละเอียดปลีกย่อยในงานนั้น ๆ ต่างกันแต่ผมว่าเราคงภาวนาเหมือนกันว่า “หวังว่าวันนี้คนไข้คงจะไม่เยอะนะ”
about 3 years ago
ใช่ครับ เพราะคนไข้ไม่เยอะนี่ นอกจากจะทำให้เราเหนื่อยน้อยลงแล้ว ยังหมายความได้อีกอย่างว่ามีคนเจ็บป่วยกันน้อยลงครับ
about 3 years ago
ถ้าเกิดชั้นจำ ผป. ที่มาบ่อยยยยย มากๆๆ อาจจะใช้คำนี้อ่ะ ..
…ยาเดิม กินเหมือนเดิมนะป้า 0.0….
แต่ว่า ยังไม่เคยอ่ะ กลัวคุกแฮะ…..