Hiranwong
Paracetamol 3
- ในกรณีที่ซื้อยามากินเอง ควรไปพบแพทย์เมื่อกินยาไปแล้ว 3 วันไข้ยังไม่ลดลง หรือกินเพื่อแก้ปวดไปแล้ว 5 วัน (เด็ก) หรือ 10 วัน (ผู้ใหญ่) แล้วอาการยังไม่ไดีขึ้น ไม่ควรฝืนกินยาต่อไป
- หลังจากกินยาไปแล้วประมาณ 30 นาทียาจึงจะออกฤทธิ์ เพราะฉะนั้นในช่วง 30 นาทีนี้ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ไม่ควรกินยาเพิ่มเข้าไป
- หลังจากยาออกฤทธิ์แล้ว ฤทธิ์นี้จะคงอยู่ประมาณ 4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรกินยา ครั้งถัดไปก่อนครบ 4 ชั่วโมง
- ถ้าไม่อยากให้ตับทำงานมากขึ้นจนอักเสบ ระหว่างที่ใช้ยานี้ อย่าดื่มเหล้ามาก หรือทางที่ดีหยุดดื่มไปเลยดีกว่า
- Tylenal 650 มิลลิกรัม ถูกออกแบบมาให้ค่อยๆ ปลดปล่อยตัวยาจึงออกฤทธิ์ได้นานถึง 8 ชัวโมง ทำให้กินแค่วันละ 3 ครั้งได้
- ยาตัวนี้ค่อนข้างปลอดภัยในการใช้ในสตรีมีครรภ์ จึงเป็นยาตัวแรกๆ ที่แนะนำให้ใช้ในการแก้ปวด ลดไข้ในสตรีมีครรภ์
- ยาตัวนี้ไม่ระคายกระเพาะอาหาร และมีผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือดน้อย จึงสามารถใช้ในผู้ที่มีประวัติเป็นโรคกระเพาะได้
- ยานี้ราคาถูกมาก แต่ในท้องตลาดก็มีการขายยาตัวนี้ในราคาตั้งแต่เม็ดละไม่กี่ 10 สตางค์ จนถึงเม็ดละ 6 บาท ลองคิดดูว่าตัวที่แพงน่าจะเป็นยี่ห้ออะไร และขายที่ไหน
จบแล้วครับ สำหรับบทความชุด Paracetamol
เตรียมพบกับบทความแนวนี้อีกได้ ถ้าผมนึกออกว่าจะเขียนถึงยาอะไรดี
| Print article | This entry was posted by Rachanont on September 5, 2007 at 0:22, and is filed under cool. Follow any responses to this post through RSS 2.0. You can leave a response or trackback from your own site. |
No trackbacks yet.
ทำไมถึงเลือกมาเรียนเภสัช
about 2 months ago - 7 comments
ทำไมถึงมาเรียนเภสัช คำถามนี้เป็นคำถามที่ผ่านมาแล้ว 9 ปี แต่ผมก็ยังไม่เคยตอบมันอย่างจริงจังได้เลย คำถามนี้เป็นหนึ่งในงานที่ได้รับมอบหมายของวิชา Pharmacy Orientation วิชาแนะนำงานของเภสัชกรว่าเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง คำตอบที่ผมตอบไปตอนนั้นคือ มาเรียนเพราะไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดี แล้วก็ไม่ได้ชอบวิชาชีพนี้เป็นพิเศษ สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นตอบไปแบบส่งๆ เพราะเห็นเพื่อนๆ ตอบกันประมาณว่า “รักวิชาชีพนี้ ฝันอยากจะเป็นมาตั้งแต่เด็ก” ก็เลยหมันไส้ตอบมันกวนทีนแบบนี้แหละ (นึกแล้วก็ขำตัวเองตอนนั้น นิสัยเด็กจริงๆ ที่เพื่อนตอบก็ถูกของเพื่อน ก็พวกเค้าฝันแบบนี้กันจริงๆ นี่) แล้วคำตอบนี้มันก็ส่งผลให้ผมได้เกรดบีในวิชานี้ วิชาที่แจกเอเกือบหมดชั้นปี มีแค่ผมกับเพื่อนอีกคนที่ได้บี แล้วมันก็ซิ่วไปเรียนแพทย์จนกลายเป็นนายแพทย์ไปแล้วด้วย แต่จะโทษคำตอบนี้อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมชอบเลี่ยงการออกไปนำเสนอด้วย ก็สมควรหรอกที่จะได้คะแนนน้อย ถึงผมจะย้อนเวลากลับไปแก้คำตอบนี้ไม่ได้แล้ว ผมก็อยากหาคำตอบของคำถามนี้ให้ได้ ก่อนที่ผมจะลืมความรู้สึกของตัวเองเมื่อ 9 ปีที่แล้วไปซะก่อน ขั้นแรกก็ต้องย้อนอดีตกลับไปว่าตอนนั้นผมกำลังคิด กำลังทำอะไรอยู่ มีอะไรที่พอจะเป็นคำตอบได้บ้าง ช่วงก่อนจะยื่นคะแนนโควต้าของมหาวิทยาลัยนเรศวรประมาณ 2 เดือน น้าชายที่ใกล้ชิดกับผมมาตั้งแต่เด็ก ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับอาชีพเภสัชให้ผมฟัง ซึ่งผมจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่สรุปได้ว่าอาชีพนี้น่าสนใจ และเหมาะกับผมดี แพทย์เป็นอาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่มัธยมต้น แล้วก็ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนมาค่อนข้างเยอะ แล้วก็ได้รู้ว่าต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย แล้วผมก็กลัว แล้วผมก็คิดเอาเองว่าเรียนเภสัชไม่ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ แล้วผมก็ได้รู้ว่าผมเข้าใจผิด เภสัชก็ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย แค่ไม่ต้องผ่าเท่านั้นเอง
Smartphone and Healthcare Market
about 1 year ago - 2 comments
ช่วงนี้มีพี่ๆ หลายคนมาถามอยู่เรื่อยว่าควรใช้ smartphone ตัวไหนดีสำหรับใช้งานทางการแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการเรียกใช้ข้อมูลยา การคำนวณเป็นต้น ซึ่งคำตอบผมก็ง่ายๆ เลือกรุ่นที่มีบุคลากรทางการแพทย์ใช้เยอะๆ ไง (กำปั้นทุบดินมาก) บริษัทที่ผลิตโปรแกรมจะได้ตามไปผลิตโปรแกรมออกมาให้ได้ใช้กันมากๆ จะได้ไม่ต้องเสียใจที่เห็นโปรแกรมที่ต้องการใช้ไปลงบนระบบปฏิบัติการอื่น แต่ไม่มีบนเครื่องตัวเอง แล้วรุ่นไหนหละที่ใช้กันเยอะ ? จาก การสำรวจนี้ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ใช้ iPhone ที่เหลือก็ใช้ Windows mobile, Palm Pre, Google phone และ Blackberry ส่วนเหตุผลหลักในการเลือกใช้คือ โปรแกรมที่มีให้เลือกใช้ เพราะโปรแกรมทางการแพทย์มักไม่มีให้ใช้ครบทุกระบบปฏิบัติการ ถ้าไม่อยากใช้ iPhone เพราะมันไม่มีคีย์บอร์ดหละ? Windows mobile รุ่นที่มีคีย์บอร์ดสไลด์ ยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า Blackberry เพราะบุญเก่าสมัยที่เป็นเจ้าตลาดนี้ ทำให้มีโปรแกรมให้เลือกใช้มากมาย แต่ในอนาคตอาจจะไม่แน่ถ้านักพัฒนาหนีไปเขียนโปรแกรมให้ iPhone กันหมด ถ้าให้คาดการณ์คิดว่าในอนาคต iPhone น่าจะเป็นเจ้าตลาดของบุคลากรทางการแพทย์ได้ ถ้า WM 7 ไม่ได้มีอะไรที่เหนือหรือเทียบเท่า iPhone แล้ว Android ไม่คิดจะบุกตลาดนี้ ส่วนผมตอนนี้รอ
Hospital pharmacist (7) : Definition of Thai pharmacist career
about 1 year ago - No comments
ช่วงนี้มีเพื่อนคุยเรื่องเรียนต่อเฉพาะทางกันอีกแล้ว ในขณะที่รุ่นน้องนั้นไม่ต้องพูดถึง เริ่มเรียนกันไปแล้ว เป็นเภสัชกรประจำบ้านปี 1 มาบรรยายในงานประชุมกันกันซะหลายคน รวมถึงเพื่อนที่เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยด้วย ในขณะที่แพทย์นั้นมี extern, intern, resident, fellow หรือ staff กันมานมนานแล้ว เภสัชกรไทยพึ่งจะเริ่มมีระบบการเรียนต่อเฉพาะทางได้ยังไม่ถึง 5 ปีเลย ซึ่งชื่อเรียกเภสัชกรในแต่ละช่วงจะคล้ายแพทย์ แต่ระยะเวลาที่ใช้เรียน กับสาขาที่มีให้เรียนอาจจะต่างกันบ้าง เริ่มจากนิสิตเภสัชชั้นพรีคลินิก (pharmacy student, pre – clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ที่มีการเรียนวิชาพื้นฐานสำหรับไว้ใช้ตอนขึ้นเรียนคลินิก นิสิตเภสัชชั้นคลินิก (pharmacy student, clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 4, 5 และ 6 ที่เป็นการเรียนวิชาสำหรับใช้ดูแลคนป่วย โดยเป็นการเรียนจากคนป่วยจริงๆ และคนป่วยในกระดาษสลับกันไป และในชั้นปีที่ 6 ที่ในบางประเทศเรียกว่า pre – registered pharmacist จะต้องทำงานได้ทุกอย่างได้เหมือนกับเภสัชกร
Next big goal
about 1 year ago - No comments
อ่านที่คุณขุนอรรถรีวิวหนังสือ “เขาเรียกผมว่า คุณหมอผู้เปลี่ยนโลก” ของนายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องแวะไปที่ร้านหนังสือเพื่อหาซื้อหนังสือเล่มนี้ ซึ่ง B2S ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง วางหนังสือเล่มนี้ไว้แถวสิบอันดับหนังสือขายดี ทำให้หาได้ง่าย หลังจากได้มาก็ใช้เวลาอ่านถึงสองครั้งจึงจบ เป็นเพราะหนังสือคุณนรินทร์ที่ซื้อมาพร้อมกันก็น่าอ่านเลยอ่านสลับไปมา ทำให้ขาดความต่อเนื่องของอารมณ์ไปหน่อยนึง นี่แหละนะผลของการทำ multi task สุดท้ายก็ให้ผลสู้ทำทีละอย่างหรือ single task ไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมก็ห้ามตัวเองไม่ให้ทำ multi task กับสิ่งหนึ่งได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งสิ่งนั่นก็คือ ความรัก กลับมาเรื่องหนังสือต่อ ภาพรวมผมว่าขุนอรรถเขียนได้ชัดเจนแล้ว แต่ที่ผมสนใจคือ โครงการถุงยาง 100% นี่ ทำให้งานของผมยังเป็นงานที่ทำได้โดยไม่รู้ตัว เพราะถ้าไม่มีโครงการนี้ผมอาจจะถอดใจกับการดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีไปแล้ว เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่มากเกินกำลังบุคลากรอันจำกัดจะรับไหว เพราะทุกวันนี้ขนาดมีโครงการแล้วเภสัชกร 2 คนยังมีเวลาให้ผู้ป่วย 200 คน (ทั้งหมดประมาณ 800 คน) แค่ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลย เจ้าหน้าที่ทุกคนก็อยากให้เวลามากกว่านี้เหมือนกันแต่ ภาระงานทุกคนล้นมือหมดแล้ว ก็เลยต้องกัดฟันสู้กันต่อไป รอวันที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง หรือไม่ก็รอวันที่เจ้าหน้าที่ด้านนี้เพิ่มขึ้น เป็นจริงได้สักอย่างก็ดี อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ไฟในการที่จะเปลี่ยนบางสิ่งที่หลายๆ คนคิดว่าใหญ่เกินตัว
My patients at Emergency Department
about 1 year ago - 3 comments
ช่วงนี้อยู่เวรแล้วในหัวเหมือนมีฝ่ายดีกับฝ่ายเลวตีกันในหัวตลอดเวลา ฝ่ายเลว: มาทำไมกันนี่เป็นแค่นี้ นอนอยู่บ้านก็หายแล้ว ฝ่ายดี: เห้นใจเขาเหอะ ลองคิดดูถ้าเป็นลูกเรา ไม่ว่าจะหนักจะเบาแค่ไหนก็ต้องพามาอยู่ดีแหละ ถ้ารักษาเองไม่ได้ จบแค่นี้ให้พอเห็นภาพคือ ตอนนี้ช่วงอยู่เวรไม่ว่าคนไข้จะเป็นเคสอะไร ถ้ามองดูแล้วอาการไม่หนัก บวกกับรายการยาที่ต้องจ่ายเกิน 5 รายการ และเป็นยาน้ำนี่จะเกิดเรื่องแบบนี้ในหัวตลอด ก็เลยลองลิสต์ดูคร่าวๆ แบบไม่ต้องดึงข้อมูลออกมาจากฐานข้อมูลของโรงพยาบาล (เพราะขี้เกียจ) ว่าคนไข้ที่มาในแต่ละแผนกมาด้วยอาการอะไรกันบ้าง โดยเริ่มจากแผนกฉุกเฉิน หรือ Emergency room นั่นเอง – อุบัติเหตุทางถนน นี่แทบจะเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งเลยมั้ง เพราะแทบทุกครึ่งชั่วโมงจะต้องจ่ายยาให้คนไข้กลุ่มนี้ตลอด ซึ่งมันง่ายมากครับ มีหลักๆ แค่ยาฆ่าเชื้อ กับยาแก้ปวด ซึ่งคนไข้หรือญาติบางคนชอบมีอาการงุนงงหลังรับยา แล้วก็ถามมาว่า “มียาแค่นี้เองหรอ” อืมถ้ามันมียามากกว่านี้ แพทย์ก็คงสั่งให้หมดทุกตัวแหละครับ แต่มันมีอยู่แค่นี้จริงๆ ครับ ที่รพ. เอกชนจ่ายเพิ่มจากนี้มันเป็นยาเสริม กินหรือไม่กินก็แทบไม่ต่างกันครับ – ถูกทำร้ายร่างกาย ทะเลาะวิวาท นี่ก็เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ เหมือนกันในแถบนี้ ซึ่งมันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่เลือกพักอยู่ใกล้โรงพยาบาล ยอมขับรถไกลๆ มาทำงาน – อุบัติเหตุอื่นๆ นี่ก็เยอะใช่เล่นมีทั้งเกิดที่ทำงาน (เขตก่อสร้าง)
ยาแก้ป่วย และ สวย perfect
about 1 year ago - No comments
ยาแก้ป่วย ซื้อยากินเองอย่างไรให้หายป่วย หนังสือสำหรับคนที่ชอบซื้อยาจากร้านยา หรือว่ามีคนรู้จักจำเป็นต้องใช้ยาอยู่บ่อยๆ แนะนำหนังสือเล่มนี้เลย ส่วนสาวๆ ที่นิยมผลิตภัณฑ์บำรุง เพื่อความสวย ความงามแนะนำหนังสือ สวย perfect บำรุงสวยอย่างไรให้ปลอดภัย จะได้รู้ทันบริษัทที่ผลิตของพวกนี้ออกมาขายครับ หนังสือทั้งสองเล่มนี้หาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปนะครับ ปล. ไม่ได้รู้จักกับพี่เค้า แต่รู้สึกว่าเนื้อหามันโดนมากโดยเฉพาะยาแก้ป่วย แบบนี้เลยที่ผมอยากเขียน
strength of community hospital
about 1 year ago - 2 comments
จุดแข็งของโรงพยาบาลชุมชน ใกล้ชิดชุมชน คุ้นเคยกับผู้ป่วย คนในฝ่ายมีไม่มาก (อ่านขาด) – เภสัชกรภูธรพันธุ์ใหม่ จริงๆ ต้องขยายตวามต่อว่าเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กด้วย เพราะโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่อย่างโรงพยาบาลผม พวกนี้แทบจะเป็นจุดอ่อนหมดเลย ใกล้ชิดชุมชน -> เราช่างห่างไกลกันเหลือเกิน (มีชุมชนในรับผิดชอบเป็น 100 ชุมชน) คุ้นเคยกับผู้ป่วย -> ป้าคนไหนป่วยมาบ่อยๆ ก็ใกล้ชิดนะ แต่ภาพรวมแล้วเหมือนเป็นคนแปลกหน้ามากกว่า คนในฝ่ายมีไม่มาก (อ่านขาด) -> มีมากแต่ก็อ่านขาดนะ แต่อ่านขาดแล้วทำยังไงต่อละ ในเมื่อ power ไม่พอ เกร็ดข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลประเภทต่างๆ ในประเทศไทย โรงพยาบาลศูนย์ เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่สุด ตั้งอยู่ตามจังหวัดใหญ่ มีจำนวนเตียงมากที่สุด โรงพยาบาลทั่วไป เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด ตั้งอยู่ตามอำเภอเมือง และอำเภอขนาดใหญ่ มีจำนวนเตียงปานกลาง โรงพยาบาลชุมชน เป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ ตั้งอยู่ที่ตัวอำเภอ หรือตำบลขนาดใหญ่ มีจำนวนเตียงตั้งแต่ 10 เตียงไปจนถึง 150 เตียง (โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ กับโรงพยาบาลทั่วไปมันจะเหลื่อมๆ กันอยู่เพราะการขึ้นเป็นโรงพยาบาลทั่วไป จะต้องเปลี่ยนสายการบังคับบัญชา บางโรงพยาบาลเลยยังคงเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ต่อไปเรื่อยๆ
ใบประกอบ
about 1 year ago - No comments
ใบประกอบไม่ได้วัดว่าเราฉลาดหรือโง่ แต่วัดว่าเราจะมีกินหรือไม่มีกิน – น้องคนหนึ่งใน Pharmacafe ความจริงแท้หนึ่งเดียวสำหรับน้องๆ ที่สอบไม่ผ่านตอนนี้ คือเครียดกันว่าจะทำมาหากินกันอย่างไร ในเมื่อจบเภสัชศาสตรบัณฑิต แต่ไม่มีใบประกอบ ก็เท่ากับไม่ใช่เภสัชกรจริงๆ
Hospital pharmacist (6)
about 1 year ago - No comments
งานสอนในโรงพยาบาล ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลฝึกงานของน้องนิสิตเภสัช, นักศึกษาเภสัช (นสภ., นศภ.) อีกแล้ว ทำให้นึกถึงงานอีกงานหนึ่งนั่นคือ งานสอน หรือให้ความรู้ ซึ่งมีทั้งแบบที่ไปสอนที่มหาวิทยาลัยในฐานะอาจารย์พิเศษ กับสอนอยู่ในโรงพยาบาลในฐานะของเภสัชกรผู้มีความเชี่ยวชาญด้านยา ซึ่งผมจะเขียนถึงแต่แบบหลังคือการสอนอยู่ในโรงพยาบาล งานสอนของเภสัชกรในโรงพยาบาล จะมีทั้งการให้ความรู้กับบุคลากรนอกฝ่ายเช่น นักศึกษาพยาบาล พยาบาล แพทย์ เจ้าหน้าที่ และให้ความรู้กับบุคลากรในฝ่ายคือ เภสัชกรด้วยกัน ผู้ช่วย และน้องนักศึกษาเภสัชฝึกงาน การให้ความรู้ที่ผู้เรียนมักจะต้องตั้งใจเรียนคือ การให้ความรู้กับน้องนักศึกษาเภสัช และนักศึกษาพยาบาล เพราะมันต้องมีการวัดผลพ่วงเข้าไปด้วย ซึ่งเภสัชกรคนไหนๆ คิดจะสอนขำๆ แต่ไม่รู้เรื่อง น้องๆ ก็คงจะขำไม่ออก ดังนั้นถ้าผู้สอนไม่พร้อมจริง ก็ไม่ควรรับงานนี้มา (เว้นแต่ว่าจำเป็นต้องทำ) ส่วนการให้ความรู้กับบุคลากรทั้งใน และนอกฝ่าย จะมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความรู้เฉพาะด้านกับบุคลากร ซึ่งมักจะได้ผลน้อย เพราะส่วนใหญ่ไม่มีการวัดผล เป็นการจัดเพื่อให้มีการสอนครบตามเป้าหมายของฝ่ายบุคคล ดังนั้นผมมักจะใช้โอกาสนี้ส่งข้อความที่บุคลากรเหล่านี้ควรทราบผ่านเนื้อหาอีกที นอกจากการสอนในแบบอาจารย์แล้ว เรายังมีการสอนอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับน้องนักศึกษาเภสัชฝึกงานโดยเฉพาะนั่นคือ การสอนในฐานะพี่เลี้ยง (preceptor) ซึ่งการสอนจะเป็นแบบเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยพี่เลี้ยงเป็นคนคอยชี้แนะแนวทางให้น้อง แล้วคอยประเมินและแนะนำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งการสอนแบบนี้จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายที่มีความตั้งใจ เพราะถ้าฝ่ายใดไม่ตั้งใจก็จบกัน สรุปแล้วงานสอนเป็นอีกงานหนึ่งที่ช่วยลดความน่าเบื่อจากงานประจำได้ และถ้าตั้งใจสอนยังส่งผลดีกลับมายังงานประจำได้อีก
Paburon
about 1 year ago - No comments
[รูปภาพโดย iMorpheus] วันนี้มีเหตุต้องเจอกับยาชื่อไม่คุ้นอย่าง Paburon จากคนไข้ชาวญี่ปุ่น เปิดจากหนังสือค้นหาข้อมูลยาในประเทศอย่าง MIMs ก็ไม่เจอ เลยต้องเข้าไปหาจากกูเกิ้ล ค้นมาได้ผลการค้นหามา 4390 อัน ซึ่งแต่ละอันมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ดีสุดคือผลการค้นหาอันแรกที่มีภาพประกอบข้างบน พร้อมกับข้อความประกอบว่ามันเป็นยาแก้หวัดที่ซึโค่ยมาก ลองค้นหาต่อใน Google Japan จึงเจอกับเว็บไซต์ผู้ผลิต จึงได้รู้ว่ายาชื่อนี้มันมีหลายตัวมาก โดยทุกตัวจะมีชื่อขึ้นต้นด้วย Paburon หมด แต่ส่วนประกอบในยาแต่ละตัวดันไม่เหมือนกันซะงั้น ลองอ่านๆ ดูจึงรู้ว่ายาในรูปคือ Pabulon S Gold มีส่วนประกอบของยา 2 ตัวคือ bromhexine hydrochloride 12mg ยาขับเสมหะที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย กับ lysozyme chloride 90mg ยาที่ไม่มีใช้ในประเทศไทย ซึ่งตัวนี้น่าจะเป็นตัวออกฤทธิ์ที่ดีมากในการแก้อาการเจ็บคอ (เค้าเคลมมาว่าอย่างนี้) สรุปแล้วมันก็คือยาผสมแก้หวัดคล้ายๆ ทิฟฟี่ กับดีคอลเจนของไทย เพียงแต่มันมี lysozyme ผสมเข้ามาด้วยเท่านั้นเอง


about 2 years ago
สนใจอยากอ่าน เพราะว่าตัวเองทานยาพาราบ่อยอยู่เหมือนกัน
แต่หลังๆมานี้ก็พยายามลดลงถึงจะปวดหัวหรือปวดกระบอกตาก็ไม่กิน
แต่ถ้าเ็ป็นไข้หวัดก็ยังกินอยู่
ขอบคุณมากๆค่ะ