about 2 months ago - 7 comments
คำถามนี้ไม่ได้ถามใครหรอก ถามตัวผมเองนี่แหละ จากเดิมที่คิดว่าคงได้ใช้ชีวิตชิลๆ เป็นเภสัชกรปฏิบัติการ (ก่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบแท่ง ถูกเรียกว่าเภสัชกร 3, 4 หรือ 5) ไปอีก 3 ปี แต่ชีวิตคนเรามันไม่มีความแน่นอน หลังจากพี่ๆ รุ่นแรกของหลักสูตร 6 ปีได้ส่งเรื่องไปให้กพ. ตีความเรื่องปริญญาเภสัชศาสตร์ 6 ปีว่าเทียบเท่าปริญญาโทหรือไม่ ในกรณีที่ต้องการทำเรื่องขอเลื่อนตำแหน่งเป็นเภสัชกรชำนาญการ (เภสัชกร 6, 7 เดิม) ซึ่งทางกพ. ก็ตอบกลับมาว่าได้ ทีนี้หละชีวิตชิลๆ ผมหายไป 2 ปีทันตาเพราะเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งเดิมต้องครองตำแหน่งเภสัชกรปฏิบัติการให้ครบ 6 ปีลดลงเหลือ 4 ปีทันที แล้วผมกำลังจะมีอายุงานครบ 4 ปีในปี 54 ที่จะถึงนี้แล้ว แล้วมันยังไง? คืออย่างนี้ครับอาชีพเภสัชกรโรงพยาบาลของรัฐบาลส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 ถ้าไม่ลาออกซะก่อนก็จะเกษียณไปด้วยตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ ส่วนอีก 5% ที่เหลืออาจจะขึ้นไปถึงเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เภสัชกร 8, 9 เดิม) หรือเภสัชกรเชี่ยวชาญ (เภสัชกร 10,
about 3 months ago - No comments
ช่วงนี้เริ่มทำอะไรเรื่อยเปื่อยนอก Short list แถมทำไปก็ไม่ได้มีความสุข แค่ทำไปเพราะขี้เกียจ ก็เลยต้องออกกฎมาควบคุมตัวเองซะหน่อย เดี๋ยวเดินไปไม่ถึงจุดหมายซะที กฎก็ง่ายๆ แบ่งกิจกรรมที่จะทำออกเป็น 3 ประเภทเหมือนการแบ่งประเภทอาหารที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานรับประทาน แบ่งออกมาได้ตามนี้ กิจกรรมที่ทำได้ไม่จำกัด อ่าน แปล และเขียนหนังสือ เขียนบล็อก สอนหนังสือ ออกกำลังกาย ซ้อมดนตรี ฝึกสมาธิ ท่องเที่ยว และถ่ายรูป กิจกรรมที่ทำได้จำกัด ดูหนัง กับ DVD รวมกันไม่เกินสัปดาห์ละ 4 เรื่อง ดู anime ไม่เกินวันละ 1 ตอน Facebook กับ Google reader ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง ดู TV ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง กิจกรรมที่ไม่ควรทำ ขับรถแบบไร้จุดหมาย เล่นเกมส์ เอางาน รพ. มาทำที่บ้าน อะไรที่ไม่อยู่ในกฎก็ยกผลประโยชน์ให้ไปก่อน ช่วงแรกกำหนดให้มี
about 3 months ago - 4 comments
จากเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานหนักๆ แบบใช้พลังชีวิตวัยรุ่นเต็มที่ไม่เกิน 3 ปี และประเมินผลงานไปแล้วตอนครึ่งทางรอบนึง ตอนนี้ก็ครบ 3 ปีแล้ว ปรากฎว่าทำได้ตามเป้าหมายตั้งแต่ตอนต้นปีแล้ว คือค่อยๆ ลดชั่วโมงการอยู่เวร โดยเฉพาะเวรดึก เท่าที่มองดูตัวเองอยู่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าลงจากยอดดอยของการทำงานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห้นได้ชัดคือ รายได้ที่หายไป แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เลี้ยงชีวิต และตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อยู่ แต่ก็ได้สิ่งที่มีค่าอย่างเวลาคืนกลับมา จากการเป็นเภสัชกรมาสามปี และมีอายุครบ 27 ปีได้ไม่กี่เดือน เลยลองถามตัวเองว่ายังรักอาชีพนี้อยู่มั้ย ก็ยังตอบว่ารักอยู่ แต่คงไม่ทำจนเกษียณ เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมทำแล้วมีความสุขที่สุดเนื่องจาก อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตการเรียนก่อนอุดมศึกษา เพราะเราพึ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่เดือนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเอง จากการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาผมไม่สามารถ ทำให้ตัวเองรักอาชีพเภสัชกรได้มากกว่าตอนเข้าทำงานใหม่เลย ชีวิตผมไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากๆ เพื่อสนองความต้องการไปตลอดชีวิต ตอนนี้ผมเรียนรู้ที่จะอยู่อย่า่งมีความสุข โดยไม่ต้องใช้เงินมากได้ในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ข้อจำกัดในการประกอบอาชีพลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน (ไม่ต้องหาอาชีพที่ได้เงินเท่ากับหรือมากกว่าอาชีพเภสัชกร) และ ตอนนี้ผมค้นพบอาชีพที่ผมอาจจะทำมันไปจนตายได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นอาชีพที่ผมรักจริงๆ และเลี้ยงชีวิตผมได้ ดูรายได้ตัวเองตอนนี้เทียบกับเมื่อก่อนก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่คิดดูดีๆ ถ้ายังฝืนทำงานหนักต่อไป เงินที่เก็บได้เยอะๆ คงได้เอาไว้ใช้ซ่อมตัวเองตอนอายุมากแน่ ขอเอาพลังวัยรุ่นที่ไม่รู้ยังเหลืออยู่หรือเปล่ามาทำตามฝันดีกว่า แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังมีฝันครับ ปล. พี่ที่เคยเขียนถึงตอน half way เขาก็หยุดทำงานหนักพร้อมกันกับผมโดยไม่ได้นัดหมายครับ
about 4 months ago - 1 comment
จาก Thriving on LESS #2 เลยลองเขียน Short list ของตัวเองออกมาบ้าง อาจจะคล้ายๆ กับของ Leo แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมต้องการทำจริงๆ ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เขียนหนังสือหรือบล็อก อ่านหนังสือ ดูแลสุขภาพ ทำเพื่อคนอื่นโดยเฉพาะเด็กๆ พอเอา year goal มาเทียบดูก็โอเคทุกข้ออยู่ใน list หมด ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง goal แต่อย่างใด ใครที่มี short list อยู่แล้วก็เอามาให้ดูกันได้นะครับ อยากเห็นของคนอื่นบ้าง
about 7 months ago - 4 comments
หลังจากแต่งงานแล้วชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เป้าหมายระยะยาวก็เลยต้องรีวิวกันใหม่ เพื่อที่เป้าหมายของปีจะได้เป็นไปตามเป้าหมายระยะยาว ก็เลยต้องรอจนเลยปีใหม่มากว่า 10 วันถึงจะกำหนดเป้าหมายได้ ครอบครัวสำหรับสิ่งที่ทำเพื่อภรรยามันเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องตั้งเป้าหมายแค่ทำให้เป็นแบบนี้ตลอดไปก็ใช้ได้แล้ว ปีนี้จึงย้อนกลับมาที่พ่อ แม่ และพี่น้อง รบกวนท่านน้องมาเฝ้าร้านเพื่อให้พ่อ กับแม่ได้ไปเที่ยว ให้ของขวัญวันเกิดท่านน้อง (น่าจะเป็นปีแรกนะ เพราะจำได้ว่าไม่เคยให้เลย) รวมกันสามพี่น้องกินข้าวด้วยกันสักครั้งนึง (ลำบากท่านน้องอีกแล้ว) สุขภาพปีนี้สุขภาพย่ำแย่ต่อเนื่องมาจากปลายปีที่แล้ว ถ้าทำตามเป้าหมายไม่ได้อายุก็อาจจะสั้นลงไปอีก ควบคุมน้ำหนักไม่ให้น้อยกว่า 60 กิโลกรัมและไม่ให้เกิน 70 กิโลกรัม วิ่งให้ได้อย่างน้อย 20 กิโลเมตรต่อสองสัปดาห์ HbA1C ต้องน้อยกว่า 7 ตลอดไป การเรียนปีนี้เริ่มเรียนใหม่แล้วต้องพยายามจบให้ได้ตามกำหนด สอบให้ผ่านทุกวิชาที่ลงทะเบียนไว้ การงานปีนี้คงโดนตามงานที่ติดค้างหลายๆ คนไว้ใช่น้อย เพราะไม่มีข้ออ้างเรื่องเตรียมงานแต่งงานอีกแล้ว ลดชั่วโมงอยู่เวรให้ได้อย่างน้อย 10% (ณ ต้นปีอยู่เวรประมาณ 140 ชม./เดือน) ทำเว็บไซต์เกี่ยวกับเภสัชอีก 1 เว็บเพื่อใครก็ได้ สอนน้องฝึกงานแบบเป็นเรื่อง เป็นราว ไม่สอนแบบเรื่อยเปื่อยอย่างที่ผ่านมา กลับมาตั้งเป้าหมาย 10 ข้ออีกแล้ว แต่ครั้งนี้จะทำคะแนนเต็มให้ได้
about 9 months ago - No comments
จาก This year’s goal (2009) ความรัก แต่งงาน สุขภาพ ควบคุม BMI ให้อยู่ในช่วง 18 – 23 ออกกำลังกายเป็นประจำ (15 วันต่อเดือน) หลังจากเดือนมกราคมต้องคุม FBS และ HbA1C ให้อยู่ในเป้าหมายตลอด การงาน งานวิจัย 1 เรื่องจะเอาไปนำเสนอในงานประชุมหรือไม่ก็ได้ โปรแกรมสำหรับใช้ในงานเภสัชกรรม 1 โปรแกรม ปีนี้ตั้งไว้ 6 ข้อทำได้ 2 ข้อแต่ข้อ 1 มีคะแนน 5 คะแนนเลยได้คะแนนรวม 6 เต็ม 10 ซะงั้น เอาไว้ปีหน้าตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ ไว้ทำอีกจะได้คะแนนเยอะๆ
about 1 year ago - 4 comments
about 1 year ago - No comments
อ่านที่คุณขุนอรรถรีวิวหนังสือ “เขาเรียกผมว่า คุณหมอผู้เปลี่ยนโลก” ของนายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องแวะไปที่ร้านหนังสือเพื่อหาซื้อหนังสือเล่มนี้ ซึ่ง B2S ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง วางหนังสือเล่มนี้ไว้แถวสิบอันดับหนังสือขายดี ทำให้หาได้ง่าย หลังจากได้มาก็ใช้เวลาอ่านถึงสองครั้งจึงจบ เป็นเพราะหนังสือคุณนรินทร์ที่ซื้อมาพร้อมกันก็น่าอ่านเลยอ่านสลับไปมา ทำให้ขาดความต่อเนื่องของอารมณ์ไปหน่อยนึง นี่แหละนะผลของการทำ multi task สุดท้ายก็ให้ผลสู้ทำทีละอย่างหรือ single task ไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมก็ห้ามตัวเองไม่ให้ทำ multi task กับสิ่งหนึ่งได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งสิ่งนั่นก็คือ ความรัก กลับมาเรื่องหนังสือต่อ ภาพรวมผมว่าขุนอรรถเขียนได้ชัดเจนแล้ว แต่ที่ผมสนใจคือ โครงการถุงยาง 100% นี่ ทำให้งานของผมยังเป็นงานที่ทำได้โดยไม่รู้ตัว เพราะถ้าไม่มีโครงการนี้ผมอาจจะถอดใจกับการดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีไปแล้ว เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่มากเกินกำลังบุคลากรอันจำกัดจะรับไหว เพราะทุกวันนี้ขนาดมีโครงการแล้วเภสัชกร 2 คนยังมีเวลาให้ผู้ป่วย 200 คน (ทั้งหมดประมาณ 800 คน) แค่ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลย เจ้าหน้าที่ทุกคนก็อยากให้เวลามากกว่านี้เหมือนกันแต่ ภาระงานทุกคนล้นมือหมดแล้ว ก็เลยต้องกัดฟันสู้กันต่อไป รอวันที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง หรือไม่ก็รอวันที่เจ้าหน้าที่ด้านนี้เพิ่มขึ้น เป็นจริงได้สักอย่างก็ดี อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ไฟในการที่จะเปลี่ยนบางสิ่งที่หลายๆ คนคิดว่าใหญ่เกินตัว
about 1 year ago - 1 comment
หลังจากที่เปลี่ยนเลนส์ให้กับแว่นเ่ก่า ในที่สุดก็ถึงเวลาตัดแว่นใหม่ซะที เพื่อเตรียมถ่ายรูปงาน… แว่นนี้ถือว่าเป็นแว่นอันแรกที่ใช้เงินตัวเองตัด และเป็นอันแรกหลังจากเริ่มทำงาน และราคาแพงที่สุดเท่าที่เคยตัดมาเหมือนกัน และหวังว่ามันจะอยู่ได้สัก 2 ปีตามอายุการใช้งานเฉลี่ยของแว่นอันที่ผ่านๆ มา (20 ปี กับแว่นกว่า 10 อัน) สาธุ
about 1 year ago - No comments
เดือนที่ผ่านมาวุ่นวายมากจนลืมสรุปผลงานเลย BMI ลดเหลือ 20.7 แล้วเนื่องจากผลของยาที่ทำให้ความอยากอาหารลดลง แต่จากระดับน้ำตาลที่ดีขึ้นมากทำให้ไม่ต้องใช้ยาตัวนี้แล้ว FBS เหลือแค่ 96 mg/dl ถึงแม้จะลดลงมาแค่ 1 แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีแล้ว ส่วน HbA1C เหลือแค่ 5.9 กลับมาอยู่ในระดับของคนปกติซะที (< 6) ออกกำลังกายทำได้แค่ 8 วันเป็นการเล่น Wii อย่างเดียวจน tennis เทิร์นโปรไปแล้ว แถมได้เหรียญทองของเทนนิสในโหมดฝึกครบสามเหรียญเลย แต่ยังไงก็ถือว่าล้มเหลว ทำให้ผมต้องเพิ่มการออกกำลังกายขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งคือ burpee โดยตอนนี้ขอกำหนดไว้ก่อนว่าต้องทำอย่างน้อย 5 นาทีถึงจะนับเป็นการออกกำลังกายของวัน