about 1 month ago - No comments
ครั้งที่แล้ว: 14/5/53 FBS = 127 mg/dl, HbA1C = 6.5, BMI 19.3 ล่าสุด: 14/7/53 FBS = 186 mg/dl, HbA1C = 8.8, BMI 20.1 BMI ก็เพิ่มได้ไม่ถึงเป้า น้ำตาลก็กลับมาสูงปี๊ดอีกแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ต้องพึ่งตัวช่วยอย่างเจ้านี้ คอยดูว่าครั้งหน้าจะดีขึ้นมั้ย คุ้มกับราคาเจ้าตัวช่วยหรือเปล่า ปล. บทความนี้เขียนเพื่อบันทึกไว้ประเมินตัวเองเฉยๆ ไม่แนะนำให้นำไปใช้อ้างอิงในการรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนนำข้อมูลไปใช้
about 2 months ago - 3 comments
อากาศดี มีฤดูครบสามฤดู ร้อน ฝน หนาว ความหนาแน่นไม่เกินเทศบาลเมือง อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยที่มีคณะเภสัชศาสตร์ไม่เกิน 15 นาที มาลองค้นหากันดูว่าสถานที่ตามเงื่อนไขนี้ มีอยู่ที่ไหนบ้างในประเทศไทย
about 2 months ago - 7 comments
ทำไมถึงมาเรียนเภสัช คำถามนี้เป็นคำถามที่ผ่านมาแล้ว 9 ปี แต่ผมก็ยังไม่เคยตอบมันอย่างจริงจังได้เลย คำถามนี้เป็นหนึ่งในงานที่ได้รับมอบหมายของวิชา Pharmacy Orientation วิชาแนะนำงานของเภสัชกรว่าเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง คำตอบที่ผมตอบไปตอนนั้นคือ มาเรียนเพราะไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดี แล้วก็ไม่ได้ชอบวิชาชีพนี้เป็นพิเศษ สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นตอบไปแบบส่งๆ เพราะเห็นเพื่อนๆ ตอบกันประมาณว่า “รักวิชาชีพนี้ ฝันอยากจะเป็นมาตั้งแต่เด็ก” ก็เลยหมันไส้ตอบมันกวนทีนแบบนี้แหละ (นึกแล้วก็ขำตัวเองตอนนั้น นิสัยเด็กจริงๆ ที่เพื่อนตอบก็ถูกของเพื่อน ก็พวกเค้าฝันแบบนี้กันจริงๆ นี่) แล้วคำตอบนี้มันก็ส่งผลให้ผมได้เกรดบีในวิชานี้ วิชาที่แจกเอเกือบหมดชั้นปี มีแค่ผมกับเพื่อนอีกคนที่ได้บี แล้วมันก็ซิ่วไปเรียนแพทย์จนกลายเป็นนายแพทย์ไปแล้วด้วย แต่จะโทษคำตอบนี้อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมชอบเลี่ยงการออกไปนำเสนอด้วย ก็สมควรหรอกที่จะได้คะแนนน้อย ถึงผมจะย้อนเวลากลับไปแก้คำตอบนี้ไม่ได้แล้ว ผมก็อยากหาคำตอบของคำถามนี้ให้ได้ ก่อนที่ผมจะลืมความรู้สึกของตัวเองเมื่อ 9 ปีที่แล้วไปซะก่อน ขั้นแรกก็ต้องย้อนอดีตกลับไปว่าตอนนั้นผมกำลังคิด กำลังทำอะไรอยู่ มีอะไรที่พอจะเป็นคำตอบได้บ้าง ช่วงก่อนจะยื่นคะแนนโควต้าของมหาวิทยาลัยนเรศวรประมาณ 2 เดือน น้าชายที่ใกล้ชิดกับผมมาตั้งแต่เด็ก ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับอาชีพเภสัชให้ผมฟัง ซึ่งผมจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่สรุปได้ว่าอาชีพนี้น่าสนใจ และเหมาะกับผมดี แพทย์เป็นอาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่มัธยมต้น แล้วก็ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนมาค่อนข้างเยอะ แล้วก็ได้รู้ว่าต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย แล้วผมก็กลัว แล้วผมก็คิดเอาเองว่าเรียนเภสัชไม่ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ แล้วผมก็ได้รู้ว่าผมเข้าใจผิด เภสัชก็ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย แค่ไม่ต้องผ่าเท่านั้นเอง
about 2 months ago - 7 comments
คำถามนี้ไม่ได้ถามใครหรอก ถามตัวผมเองนี่แหละ จากเดิมที่คิดว่าคงได้ใช้ชีวิตชิลๆ เป็นเภสัชกรปฏิบัติการ (ก่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบแท่ง ถูกเรียกว่าเภสัชกร 3, 4 หรือ 5) ไปอีก 3 ปี แต่ชีวิตคนเรามันไม่มีความแน่นอน หลังจากพี่ๆ รุ่นแรกของหลักสูตร 6 ปีได้ส่งเรื่องไปให้กพ. ตีความเรื่องปริญญาเภสัชศาสตร์ 6 ปีว่าเทียบเท่าปริญญาโทหรือไม่ ในกรณีที่ต้องการทำเรื่องขอเลื่อนตำแหน่งเป็นเภสัชกรชำนาญการ (เภสัชกร 6, 7 เดิม) ซึ่งทางกพ. ก็ตอบกลับมาว่าได้ ทีนี้หละชีวิตชิลๆ ผมหายไป 2 ปีทันตาเพราะเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งเดิมต้องครองตำแหน่งเภสัชกรปฏิบัติการให้ครบ 6 ปีลดลงเหลือ 4 ปีทันที แล้วผมกำลังจะมีอายุงานครบ 4 ปีในปี 54 ที่จะถึงนี้แล้ว แล้วมันยังไง? คืออย่างนี้ครับอาชีพเภสัชกรโรงพยาบาลของรัฐบาลส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 ถ้าไม่ลาออกซะก่อนก็จะเกษียณไปด้วยตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ ส่วนอีก 5% ที่เหลืออาจจะขึ้นไปถึงเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เภสัชกร 8, 9 เดิม) หรือเภสัชกรเชี่ยวชาญ (เภสัชกร 10,
about 3 months ago - No comments
ครั้งที่แล้ว: 11/3/53 FBS = 85 mg/dl, HbA1C = 7.4, BMI 20.1ล่าสุด: 14/5/53 FBS = 127 mg/dl, HbA1C = 6.5, BMI 19.3 เป้าหมายต่อไปคือเพิ่มน้ำหนักเอา BMI เพิ่มอีก 2 ปล. บทความนี้เขียนเพื่อบันทึกไว้ประเมินตัวเองเฉยๆ ไม่แนะนำให้นำไปใช้อ้างอิงในการรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนนำข้อมูลไปใช้
about 3 months ago - No comments
ช่วงนี้เริ่มทำอะไรเรื่อยเปื่อยนอก Short list แถมทำไปก็ไม่ได้มีความสุข แค่ทำไปเพราะขี้เกียจ ก็เลยต้องออกกฎมาควบคุมตัวเองซะหน่อย เดี๋ยวเดินไปไม่ถึงจุดหมายซะที กฎก็ง่ายๆ แบ่งกิจกรรมที่จะทำออกเป็น 3 ประเภทเหมือนการแบ่งประเภทอาหารที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานรับประทาน แบ่งออกมาได้ตามนี้ กิจกรรมที่ทำได้ไม่จำกัด อ่าน แปล และเขียนหนังสือ เขียนบล็อก สอนหนังสือ ออกกำลังกาย ซ้อมดนตรี ฝึกสมาธิ ท่องเที่ยว และถ่ายรูป กิจกรรมที่ทำได้จำกัด ดูหนัง กับ DVD รวมกันไม่เกินสัปดาห์ละ 4 เรื่อง ดู anime ไม่เกินวันละ 1 ตอน Facebook กับ Google reader ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง ดู TV ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง กิจกรรมที่ไม่ควรทำ ขับรถแบบไร้จุดหมาย เล่นเกมส์ เอางาน รพ. มาทำที่บ้าน อะไรที่ไม่อยู่ในกฎก็ยกผลประโยชน์ให้ไปก่อน ช่วงแรกกำหนดให้มี
about 4 months ago - 1 comment
จาก Thriving on LESS #2 เลยลองเขียน Short list ของตัวเองออกมาบ้าง อาจจะคล้ายๆ กับของ Leo แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมต้องการทำจริงๆ ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เขียนหนังสือหรือบล็อก อ่านหนังสือ ดูแลสุขภาพ ทำเพื่อคนอื่นโดยเฉพาะเด็กๆ พอเอา year goal มาเทียบดูก็โอเคทุกข้ออยู่ใน list หมด ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง goal แต่อย่างใด ใครที่มี short list อยู่แล้วก็เอามาให้ดูกันได้นะครับ อยากเห็นของคนอื่นบ้าง
about 5 months ago - No comments
ครั้งที่แล้ว: 21/1/53 FBS = 117 mg/dl, HbA1C = 9.1, BMI 19.8 ล่าสุด: 11/3/53 FBS = 85 mg/dl, HbA1C = 7.4, BMI 20.1 เย้ในที่สุดก็ลงจากยอดเขามาได้แล้ว ปล. บทความนี้เขียนเพื่อบันทึกไว้ประเมินตัวเองเฉยๆ ไม่แนะนำให้นำไปใช้อ้างอิงในการรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนนำข้อมูลไปใช้
about 7 months ago - No comments
ครั้งที่แล้ว 4/1/53 FBS = 140 mg/dl, BMI 19.8 ล่าสุด 21/1/53 FBS = 117 mg/dl, HbA1C = 9.1, BMI 19.8 ผ่านไปอีกครึ่งเดือน ผลงานออกมาน่าพอใจ ระดับน้ำตาลถึงเป้าหมายไปตัวนึงแล้ว เหลือ HbA1C ที่ค่าครึ่งชีวิตยาวคงอีกเดือนสองเดือนถึงจะอยู่ระดับที่เหมาะสม ผลการตรวจระบบต่างๆ ของร่างกายออกมาปกติหมด ค่อยยังชั่วนึกว่าจะเจอโรคอะไรเพิ่มซะอีก ปล. บทความนี้เขียนเพื่อบันทึกไว้ประเมินตัวเองเฉยๆ ไม่แนะนำให้นำไปใช้อ้างอิงในการรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนนำข้อมูลไปใช้
about 7 months ago - 4 comments
หลังจากแต่งงานแล้วชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เป้าหมายระยะยาวก็เลยต้องรีวิวกันใหม่ เพื่อที่เป้าหมายของปีจะได้เป็นไปตามเป้าหมายระยะยาว ก็เลยต้องรอจนเลยปีใหม่มากว่า 10 วันถึงจะกำหนดเป้าหมายได้ ครอบครัวสำหรับสิ่งที่ทำเพื่อภรรยามันเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องตั้งเป้าหมายแค่ทำให้เป็นแบบนี้ตลอดไปก็ใช้ได้แล้ว ปีนี้จึงย้อนกลับมาที่พ่อ แม่ และพี่น้อง รบกวนท่านน้องมาเฝ้าร้านเพื่อให้พ่อ กับแม่ได้ไปเที่ยว ให้ของขวัญวันเกิดท่านน้อง (น่าจะเป็นปีแรกนะ เพราะจำได้ว่าไม่เคยให้เลย) รวมกันสามพี่น้องกินข้าวด้วยกันสักครั้งนึง (ลำบากท่านน้องอีกแล้ว) สุขภาพปีนี้สุขภาพย่ำแย่ต่อเนื่องมาจากปลายปีที่แล้ว ถ้าทำตามเป้าหมายไม่ได้อายุก็อาจจะสั้นลงไปอีก ควบคุมน้ำหนักไม่ให้น้อยกว่า 60 กิโลกรัมและไม่ให้เกิน 70 กิโลกรัม วิ่งให้ได้อย่างน้อย 20 กิโลเมตรต่อสองสัปดาห์ HbA1C ต้องน้อยกว่า 7 ตลอดไป การเรียนปีนี้เริ่มเรียนใหม่แล้วต้องพยายามจบให้ได้ตามกำหนด สอบให้ผ่านทุกวิชาที่ลงทะเบียนไว้ การงานปีนี้คงโดนตามงานที่ติดค้างหลายๆ คนไว้ใช่น้อย เพราะไม่มีข้ออ้างเรื่องเตรียมงานแต่งงานอีกแล้ว ลดชั่วโมงอยู่เวรให้ได้อย่างน้อย 10% (ณ ต้นปีอยู่เวรประมาณ 140 ชม./เดือน) ทำเว็บไซต์เกี่ยวกับเภสัชอีก 1 เว็บเพื่อใครก็ได้ สอนน้องฝึกงานแบบเป็นเรื่อง เป็นราว ไม่สอนแบบเรื่อยเปื่อยอย่างที่ผ่านมา กลับมาตั้งเป้าหมาย 10 ข้ออีกแล้ว แต่ครั้งนี้จะทำคะแนนเต็มให้ได้
about 2 years ago
เรื่องอาบน้ำไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่หรอกครับ แต่เรื่องอันตรายนี่แหละที่กลัว ขนาดขับรถยนต์สายนี้มาได้ปีนึง ยังรู้สึกเสียวๆ อยู่เลย อีกอย่างผมเคยแต่วิ่งไกลๆ แต่ปั่นจักรยานระยะทางประมาณนี้ยังไม่เคยเลย อย่างเก่งก็ปั่นอยู่แค่ 2 – 3 กิโลเมตร ไม่รู้ว่าปั่นจริงๆ จะไหวหรือเปล่าครับ
ไปอ่านบล็อกคุณ merf มา ชักเริ่มมีไฟอยากจะลองปั่นจักรยานไปทำงานดูซะแล้ว แต่รอหมดหน้าฝนก่อนแล้วกัน
about 2 years ago
เอาเลยครับ ผมปั่นจักรยานไปทำงานวันแรก ก็ไม่รีบรออะไรเลยครับ
เข้าไปร้านจักรยาน บอกความต้องการให้เจ้าของร้านฟัง พร้อมทั้งงบ
เจ้าของร้านแนะนำมาให้
รุ่งวันปั่นไปทำงานเลย ตอนนั้น ลาดพร้าวรถติดมาก
เฉลี่ยเวลาปั่นกับนั่งรถตู้ ใช้เวลาเดินทางห่างกันนิดเดียว (จักรยานช้ากว่า)
แต่นั่นก็เพราะว่า ตอนนั้นผมปั่นวันแรก ยังไม่ชำนาญคุ้นเคยบนถนนลาดพร้าว
ส่วนใหญ่แล้วก็ปั่นบนทางเท้ามากกว่า ปั่นเรื่อย
แต่พอปั่นซักพัก (3 เดือนขึ้นไป) ก็เลยรู้แล้วว่าตรงไหนควรลงถนน
ตรงไหนควรขึ้นทางเท้า ตรงไหนควรเข้าเลนใน (หมายถึงเลนในสุด ช่องที่ติดกับเกาะกลาง)
ทำให้ ใช้เวลาน้อยกว่าเดิมลงไปอีกเยอะ ถึงขนาดว่า ใช้เวลาน้อยกว่ารถโดยสารก็ว่าได้
ทุกวันนี้ย้ายไปตามไซด์งาน ก็ยังคงปั่นจักรยานอยู่อย่างที่หมออ่านน่านแหละครับ
ค่า น้ำมัน เห้นแล้วเจ็บใจมาก มัดมือชกจริงๆเลย
ขนาดเติมมอไซด์ขับไป-กลับนะ (จอมเทียน-กระทิงลาย)
ตกแล้วยังวันละ 50 บาทเลยครับ แล้วรถยนต์จะปาเข้าไปเท่าไหร่กันล่ะครับ …
about 2 years ago
โอ้โหคุณ merf ตัวจริงมาตอบให้เลย ขอบคุณมากครับ
ไหนๆ ก็มาแล้วงั้นขอคำปรึกษาเลยนะครับ
- ในพัทยานี่ มีร้านจักรยานไหน แนะนำบ้างครับ
- แล้วนอกจากรถนี่ต้องใช้อะไรเพิ่มอีกครับ เช่น หมวกนิรภัย รองเท้า หรือชุดสำหรับปั่น
- คำถามสุดท้ายครับ การดูแลรักษาจักรยานนี้มีอะไรบ้างครับ เพราะผมรู้แต่ว่าต้องดูสภาพยาง ไม่รู้ต้องดูอะไรอีก
ขอบคุณอีกทีนะครับ
about 2 years ago
พัทยา เท่าที่เห็นผ่านตาก็มี 2 ร้าน (ร้านขายจักรยานเสือภูเขา ที่เป็นเรื่องเป็นราวนะ)
อยู่ตรงบริเวณแยกนาเกลือ ถ้ามาจากกรุงเทพ ก็อยู่เลยไฟแดง ไปซัก 30 ม.
ชื่อร้าน ช.นำชัย อยู่ซ้ายมือ ขออภัยไม่มีเบอร์โทรร้านนี้
อีกร้านเป็นร้านประจำผม อยู่ในซอยเทพประสิทะธิ์ แถวๆสนามรถโคคาร์ท ปากซอยที่ทะลุไป ตึกคอมได้
ชื่อว่าร้าน สังวาลย์ จักรยาน (SV- Bike) เบอร์โทรก็ 038-300378
ส่วนถ้าศรีราชาที่เห็นๆ ก็มีอยู่ 2 ร้าน
ราชาจักรยาน อยู่ในซอยข้างๆด้านหลัง โรบินสัน ศรีราชา เบอร์โทรก็ 038-770097
ร้านเวิลด์ไบท์ เบอร์โทรผมไม่มี อยู่เส้นข้างๆถนนเส้นสุขุมวิทเลย เลยทางเลี้ยวลงไปเกาะลอยหน่อยหนึ่ง
ถ้าอยากปั่นจักรยานก็ต้องตอบคำถามตัวเองก่อนว่าจะปั่นแบบไหน
เท่าที่อ่านดู เข้าใจว่าอยากปั่นไปทำงาน
Road Bikes หรือที่เรียกกันว่า “เสือหมอบ”
เป็นจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อขี่บนถนนที่มีสภาพราบเรียบ เช่น ถนนคอนกรีต,ถนนยาแอสฟัลท์ (ที่เรียบ)
รถแบบนี้ทำความเร็วได้สูง มียางหน้าแคบ นน.รถก็เบา
Hybrid bikes
จักรยานชนิดนี้นับว่าเหมาะกับใช้งานจริงๆ (เห็นในหนังฝรั่ง ประเทศแถบยุโรป ชอบใช้มาก โดยเฉพาะในเมือง)
จักรยานแบบนี้ มีอัตราทดเกียร์ได้ดี มียางที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเดียวกับเสือหมอบ แต่หน้ายางจะกว้างกว่าเสือหมอบ
ดอกยางก็จะไม่ลึกมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะเกาะถนนได้
Mountain Bikes (MTB) หรือที่เรียกกันว่า “เสือภูเขา”
นับว่าเป็นจักรยานที่ได้รับความนิยมสูง ในช่วง สิบกว่าปีมานี้
เป็นจักรยานที่สามารถขี้ได้หลายลักษณะภูมิประเทศ โครงสร้างค่อนข้างจะแข็งแรง
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อก็อยู่ที่ 26 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดมาตราฐานของจักรยานทั่วไป
ส่วนหน้ากว้างของยางก็มีหลายขนาด มีระบบกันสั่นสะเทือนหลักๆเลยก็คือโช๊คหน้า (บางแบบอาจจะมีโช๊คหลังด้วย)
มีระบบทดเกียร์ตั้งแต่ 24 เกียร์ หรือ 27 เกียร์
(จานหน้า 3 จาน เฟืองหลังอาจจะ 8 หรือ 9 เฟือง)
เสือหมอบ คือลักษณะของจักรยานที่ผมคิดว่าสามารถใช้ในการเดินทางได้ที่สุด เร็วที่สุด
แต่เสือหมอบ มีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่ ก็คือไม่สามารถปั่นลุยๆ สมบุกสมบันได้มากนัก
ยิ่งหมอบอกว่ากลัวอันตรายบนถนนอีก ก็เลยไม่อยากจะแนะนำ เพราะว่าถ้านำสือหมอบมาปั่นไหล่ทาง
ซึ่งผมเคยใช้เส้นทางนั้นอยู่ ดูแล้วไม่เหมาะแน่ครับ
มาดูที่เสือภูเขา (MTB) ดีกว่า
เสือภูเขาทุกวันนี้ สามารถทำความเร็วได้พอสมควรเลยครับ เพราะมีตั้งแต่ 24 -27 เกียร์
สามารถขีได้หลายลักษณะภูมิปรเทศ เพราะหลักๆของจักรยานชนิดแล้วมีโช๊คหน้า มียางที่มีหน้า เล็ก-ใหญ่
(ยางยิ่งใหญ่ยิ่งเกาะถนน แต่ก็ดูดแรงจากการปั่นไปเยอะ)
เสือภูเขาบังสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นลักษณะของรถ ทรัวร์ริ่ง ได้อีกด้วย
(รถที่พวกฝรั่งปั่น แบบที่ว่ามีกระเป๋าสัมภาระห้อยด้านข้างของตะแกรงหลังน่ะ)
ราคาของเสื้อภูเขาก็มีหลายราคาครับ ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่มากับรถ
แนะนำว่าให้หาซื้อรุ่นที่ราคาเบาๆก่อน เพราะว่ามีหลายท่าน ซื้อมาปั่นแล้วปรากฎว่าไม่ใช่ ไม่ชอบ
ส่วนจะเป็นยี้ห้อไหนนั้น ผมคงบอกไม่ได้ดีครับ ทางที่ดีลองไปร้านจักรยานแล้วสอบถามทางร้าน จะดีที่สุดครับ
การเลือกซื้อจักรยานนั้น ก็ขึ้นอยู่กบความสูงของคนปั่นด้วยนะครับ
เพราะขนาดเฟรมของจักรยานมีหลายขนาดนะครับ ดังนั้นจึงควรเลือกขนาดจักรยานให้เหมาะกับความสูง
about 2 years ago
่ส่วนอุปกรณ์เพิ่มเติมหลังจากที่ท่านไปสอยจักรยานมาแล้วนั้น
- หมวกกันน๊อก อันนี้จำเป็นมากเลยครับ หามาใส่เถอะครับ
ราคาก็มีตั้งแต่ 800-8,000 อย่าไปเอาหมวกนักน๊อกมอเตอร์ไซด์มาใช้นะครับ
มันหนักมาก และไม่ระบายความร้อนด้วย ปั่นไปหัวอาจจะระเบิดได้ (ฮา)
หมวกกันน๊อกก็ควรมี มาตราฐาน ซักหน่อย
- ไฟหน้า-หลัง อันนี้สำคัญรองลงมาจากหมวก
เอาไว้ใช้ประโยชน์ตอนปั่นในช่วง ตะวันชิงพลบ หรือในที่มืด
ส่วนใหญ่แล้ว ไฟสำหรับจักรยานจะมีโหมดกระพริบได้ด้วย
เดี๋ยวนี้ ของจีนทำมาเยอะ ราคาก็ไม่แพง
- เสื้อ-กางเกง กางเกงนี่จำเป็นกว่าเสื้อ เพราะกางเกงปั่นจักรยานนั้นมันจะมีที่รองก้นอีก
บางตัวก็เป็นแบบฟองน้ำ บางตัวก็เป็นแบบผ้าคล้ายๆสักกะหลาด (ไม่รู้เค้าเรียกอะไร)
เนื้อผ้าก็เป็นผ้าแบบระบายเหงื่อ (กันเหงื่อตกกีบ อิๆ) ระบายความร้อนได้ดี
บางท่านมือใหม่ อาจจะเขิน ใส่แล้วเหมือนข้าต้มมัด หรือไม่ก็แหนม
ก็อาจจะนุ่งกางเกงขาสั้นสวมทับอีกทีก็ไม่ว่ากัน ทุกวันนี้ผมก็ทำอย่างนั้น
เพราะว่าแถวพัทยา ตุ๊ดเยอะ เวลาเค้าจ้องมาตรงนั้นแล้ว ผมเดินขาขวิดเลย (ฮา)
ส่วนเสื้อนั้น ก้แล้วแต่ความชอบ เสื้อจักรยานนั้น จะระบายความร้อนได้ดีกว่าเสื้อยืดเยอะ
ด้านหลังเสื้อ ส่วนมากจะมีช่องไว้ใส่ของ สามารถหยิบใช้ได้ง่าย ในเวลาปั่น
ผมมักจะไว้ใช้ใส่ กระบอกน้ำ โทรศัพท์
- รองเท้านั้น บอกตรงๆว่ายังไม่แนะนำครับ เพราะรองเท้าปั่นจักรยาน มันจะมีตัวล๊อกติดกับบันไดเลยครับ
ถ้าไม่มีความชำนาญพอ มีกลิ้งแน่ครับ (ผมเคยมาแล้ว) อีกอย่าง รองเท้าแบบมีตัวล็อก ก็ต้องใช้กับบันไดที่มีตัวล็อก
เอาไว้ให้ปั่นชำนาญ แล้วคิดว่าชอบจักรยานก่อน แล้วค่อยหามาใช้
เพราะราคารองเท้า อย่าราคาต่ำๆก็ เกือบ 2,000 บาทเข้าไปแล้ว (แล้วไหนจะบันไดอีก)
*** แต่การใช้รองเท้าจักรยานปั่น นับว่าช่วยเซฟแรงผู้ปั่นได้มากเลยครับ***
about 2 years ago
ส่วนการดูแลจักรยานนั้น ไม่มีอะไรมากหรอกครับ
ผมว่าดูแลรถยนต์นั้น มีมากกว่าเยอะ (แต่คงไม่เยอะกว่า ภรรยา ว่าปะ! 555)
หลักๆเลยก็ระบบเกียร์ ควรดูแลให้มีความแม่นยำอยู่ตลอด (สาเหตุที่ไม่แม่นก็ ส่วนมากเกิดจากการล้ม หรือไม่ก็สายเกียร์ดึง/หย่อน)
ส่วนโซ่นั้นก็ดูแลให้มีความสะอาดซักหน่อย ปั่นไปนานๆ ขี้ฝุ่นขี้ดิน อาจจะเข้าไปกาะ ก็ล้างมัน แล้วหยอดสารหล่อลื่นซักหน่อย
ปั่นจักรยานแถวๆจังหวัดแถบชายทะเล หลังปั่นแล้วก็ควรทำความสะอาดด้วยการเช็ดน้ำเปล่าซักหน่อย
เพราะว่ามันมีไอเค็ม ดังนั้นอาจจะทำให้เกิดสนิมได้ง่าย ถึงแม้ว่าจะเป็น อลูมิเนียมก็เถอะ สีอาจจะปูด หลุดร่อนออกมาได้
ปล. ปั่นจักรยานทางใกล้หรือไกล ก็ควรจะมียางใน และอุปกรณ์ปะยาง สำรองไว้ เพื่อว่าโดนตะปู หรือเศษแก้ว
(เส้นสุขุมวิทนี่ เยอะมาก เศษกระจกรถชนกัน)
เวลายางรั่ว ท่านก็สามารถปะเองได้เลย หรือไม่ก็เปลี่ยนยางในเลย แล้วค่อยเอามาปะที่บ้าน
มียางในแล้ว อย่าลืมหาซื้อสูบมือแบบพกพาด้วยนะ ราคาสองร้อยกว่าบาทก็หรูแร๊ะ
เพราะว่า ท่านไม่สามารถก้มลงเป่ายาง แบบเป่าลูกโปงได้ (ฮา)
ขอให้โชคดีในการปั่นครับ
about 2 years ago
ขอบคุณกับข้อมูลที่ละเอียดมากครับ เดี๋ยวถ้าที่บ้านอนุมัติคงจะได้ปั่นครับ เพราะเค้ายังห่วงเรื่องอันตรายจากรถบนถนนสายนี้อยู่ครับ