Hiranwong
Syringe and needle
ชื่อ: Syringe and needle (กระบอก และเข็มฉีดยา)
ข้อบ่งใช้: ใช้โยกย้ายถ่ายเทยาที่อยู่ในรูปของเหลว ไปผสมกับยาด้วยกัน หรือไปผสมกับน้ำเกลือ
ข้อห้ามใช้: ผู้ที่มีอาการกลัวเข็ม กลัวของแหลม แพ้พลาสติก
ขนาดการใช้: คืนละ 0 – 4 ครั้ง ขนาดสูงสุดไม่เกิน 10 ครั้งต่อคืน เพราะถ้ามากกว่านี้ คงไม่ต้องนอนกันแล้ว
ผลข้างเคียง: ค่าเวรลดลง (เมื่อทำขวดยาแตก) เลือดออกตามนิ้ว หรือมือ (เพราะโดนเศษแก้วบาด หรือเข็มตำมือ)
ตัวแปรที่ต้องติดตาม: เวลาที่ใช้ในการเรียกสติเพื่อเตรียมผสมยา (ต้องแปรผกผันกับจำนวนครั้งที่ผสมยา)
ด้วยมาตรฐานระดับโลกอย่าง JCI ทำให้ผมได้กลับมาคุ้นเคยกับเข็มฉีดยาอีกครั้ง หลังจากห่างเหินไปเกือบ 3 ปี ตั้งแต่ฝึกงานผสมยาเคมีบำบัด
| Print article | This entry was posted by Rachanont on October 2, 2008 at 0:50, and is filed under cool. Follow any responses to this post through RSS 2.0. You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed. |
ทำไมถึงเลือกมาเรียนเภสัช
about 2 months ago - 7 comments
ทำไมถึงมาเรียนเภสัช คำถามนี้เป็นคำถามที่ผ่านมาแล้ว 9 ปี แต่ผมก็ยังไม่เคยตอบมันอย่างจริงจังได้เลย คำถามนี้เป็นหนึ่งในงานที่ได้รับมอบหมายของวิชา Pharmacy Orientation วิชาแนะนำงานของเภสัชกรว่าเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง คำตอบที่ผมตอบไปตอนนั้นคือ มาเรียนเพราะไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดี แล้วก็ไม่ได้ชอบวิชาชีพนี้เป็นพิเศษ สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นตอบไปแบบส่งๆ เพราะเห็นเพื่อนๆ ตอบกันประมาณว่า “รักวิชาชีพนี้ ฝันอยากจะเป็นมาตั้งแต่เด็ก” ก็เลยหมันไส้ตอบมันกวนทีนแบบนี้แหละ (นึกแล้วก็ขำตัวเองตอนนั้น นิสัยเด็กจริงๆ ที่เพื่อนตอบก็ถูกของเพื่อน ก็พวกเค้าฝันแบบนี้กันจริงๆ นี่) แล้วคำตอบนี้มันก็ส่งผลให้ผมได้เกรดบีในวิชานี้ วิชาที่แจกเอเกือบหมดชั้นปี มีแค่ผมกับเพื่อนอีกคนที่ได้บี แล้วมันก็ซิ่วไปเรียนแพทย์จนกลายเป็นนายแพทย์ไปแล้วด้วย แต่จะโทษคำตอบนี้อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมชอบเลี่ยงการออกไปนำเสนอด้วย ก็สมควรหรอกที่จะได้คะแนนน้อย ถึงผมจะย้อนเวลากลับไปแก้คำตอบนี้ไม่ได้แล้ว ผมก็อยากหาคำตอบของคำถามนี้ให้ได้ ก่อนที่ผมจะลืมความรู้สึกของตัวเองเมื่อ 9 ปีที่แล้วไปซะก่อน ขั้นแรกก็ต้องย้อนอดีตกลับไปว่าตอนนั้นผมกำลังคิด กำลังทำอะไรอยู่ มีอะไรที่พอจะเป็นคำตอบได้บ้าง ช่วงก่อนจะยื่นคะแนนโควต้าของมหาวิทยาลัยนเรศวรประมาณ 2 เดือน น้าชายที่ใกล้ชิดกับผมมาตั้งแต่เด็ก ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับอาชีพเภสัชให้ผมฟัง ซึ่งผมจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่สรุปได้ว่าอาชีพนี้น่าสนใจ และเหมาะกับผมดี แพทย์เป็นอาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่มัธยมต้น แล้วก็ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนมาค่อนข้างเยอะ แล้วก็ได้รู้ว่าต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย แล้วผมก็กลัว แล้วผมก็คิดเอาเองว่าเรียนเภสัชไม่ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ แล้วผมก็ได้รู้ว่าผมเข้าใจผิด เภสัชก็ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย แค่ไม่ต้องผ่าเท่านั้นเอง
แล้วไงต่อ
about 2 months ago - 7 comments
คำถามนี้ไม่ได้ถามใครหรอก ถามตัวผมเองนี่แหละ จากเดิมที่คิดว่าคงได้ใช้ชีวิตชิลๆ เป็นเภสัชกรปฏิบัติการ (ก่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบแท่ง ถูกเรียกว่าเภสัชกร 3, 4 หรือ 5) ไปอีก 3 ปี แต่ชีวิตคนเรามันไม่มีความแน่นอน หลังจากพี่ๆ รุ่นแรกของหลักสูตร 6 ปีได้ส่งเรื่องไปให้กพ. ตีความเรื่องปริญญาเภสัชศาสตร์ 6 ปีว่าเทียบเท่าปริญญาโทหรือไม่ ในกรณีที่ต้องการทำเรื่องขอเลื่อนตำแหน่งเป็นเภสัชกรชำนาญการ (เภสัชกร 6, 7 เดิม) ซึ่งทางกพ. ก็ตอบกลับมาว่าได้ ทีนี้หละชีวิตชิลๆ ผมหายไป 2 ปีทันตาเพราะเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งเดิมต้องครองตำแหน่งเภสัชกรปฏิบัติการให้ครบ 6 ปีลดลงเหลือ 4 ปีทันที แล้วผมกำลังจะมีอายุงานครบ 4 ปีในปี 54 ที่จะถึงนี้แล้ว แล้วมันยังไง? คืออย่างนี้ครับอาชีพเภสัชกรโรงพยาบาลของรัฐบาลส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 ถ้าไม่ลาออกซะก่อนก็จะเกษียณไปด้วยตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ ส่วนอีก 5% ที่เหลืออาจจะขึ้นไปถึงเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เภสัชกร 8, 9 เดิม) หรือเภสัชกรเชี่ยวชาญ (เภสัชกร 10,
3 Years
about 3 months ago - 4 comments
จากเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานหนักๆ แบบใช้พลังชีวิตวัยรุ่นเต็มที่ไม่เกิน 3 ปี และประเมินผลงานไปแล้วตอนครึ่งทางรอบนึง ตอนนี้ก็ครบ 3 ปีแล้ว ปรากฎว่าทำได้ตามเป้าหมายตั้งแต่ตอนต้นปีแล้ว คือค่อยๆ ลดชั่วโมงการอยู่เวร โดยเฉพาะเวรดึก เท่าที่มองดูตัวเองอยู่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าลงจากยอดดอยของการทำงานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห้นได้ชัดคือ รายได้ที่หายไป แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เลี้ยงชีวิต และตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อยู่ แต่ก็ได้สิ่งที่มีค่าอย่างเวลาคืนกลับมา จากการเป็นเภสัชกรมาสามปี และมีอายุครบ 27 ปีได้ไม่กี่เดือน เลยลองถามตัวเองว่ายังรักอาชีพนี้อยู่มั้ย ก็ยังตอบว่ารักอยู่ แต่คงไม่ทำจนเกษียณ เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมทำแล้วมีความสุขที่สุดเนื่องจาก อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตการเรียนก่อนอุดมศึกษา เพราะเราพึ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่เดือนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเอง จากการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาผมไม่สามารถ ทำให้ตัวเองรักอาชีพเภสัชกรได้มากกว่าตอนเข้าทำงานใหม่เลย ชีวิตผมไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากๆ เพื่อสนองความต้องการไปตลอดชีวิต ตอนนี้ผมเรียนรู้ที่จะอยู่อย่า่งมีความสุข โดยไม่ต้องใช้เงินมากได้ในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ข้อจำกัดในการประกอบอาชีพลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน (ไม่ต้องหาอาชีพที่ได้เงินเท่ากับหรือมากกว่าอาชีพเภสัชกร) และ ตอนนี้ผมค้นพบอาชีพที่ผมอาจจะทำมันไปจนตายได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นอาชีพที่ผมรักจริงๆ และเลี้ยงชีวิตผมได้ ดูรายได้ตัวเองตอนนี้เทียบกับเมื่อก่อนก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่คิดดูดีๆ ถ้ายังฝืนทำงานหนักต่อไป เงินที่เก็บได้เยอะๆ คงได้เอาไว้ใช้ซ่อมตัวเองตอนอายุมากแน่ ขอเอาพลังวัยรุ่นที่ไม่รู้ยังเหลืออยู่หรือเปล่ามาทำตามฝันดีกว่า แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังมีฝันครับ ปล. พี่ที่เคยเขียนถึงตอน half way เขาก็หยุดทำงานหนักพร้อมกันกับผมโดยไม่ได้นัดหมายครับ
Mobile Applications For Physicians
about 1 year ago - 5 comments
Mobile Applications For Physicians View more presentations from Ben Zipkin. ด้วยจิตใจที่เอนเอียง ทำให้ผมดูยังไงโปรแกรมที่อยู่บน iPhone มันก็น่าใช้ แถมโปรแกรมฟรีที่มีให้ใช้ก็แทบจะครอบคลุมการใช้งานทั้งหมด หรือถ้าอยากได้โปรแกรมที่คุ้นเคยอย่าง lexidrug มาใช้ก็จ่ายเพิ่มอีกไม่ถึงหมื่นก็โอเคแล้ว
Smartphone and Healthcare Market
about 1 year ago - 2 comments
ช่วงนี้มีพี่ๆ หลายคนมาถามอยู่เรื่อยว่าควรใช้ smartphone ตัวไหนดีสำหรับใช้งานทางการแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการเรียกใช้ข้อมูลยา การคำนวณเป็นต้น ซึ่งคำตอบผมก็ง่ายๆ เลือกรุ่นที่มีบุคลากรทางการแพทย์ใช้เยอะๆ ไง (กำปั้นทุบดินมาก) บริษัทที่ผลิตโปรแกรมจะได้ตามไปผลิตโปรแกรมออกมาให้ได้ใช้กันมากๆ จะได้ไม่ต้องเสียใจที่เห็นโปรแกรมที่ต้องการใช้ไปลงบนระบบปฏิบัติการอื่น แต่ไม่มีบนเครื่องตัวเอง แล้วรุ่นไหนหละที่ใช้กันเยอะ ? จาก การสำรวจนี้ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ใช้ iPhone ที่เหลือก็ใช้ Windows mobile, Palm Pre, Google phone และ Blackberry ส่วนเหตุผลหลักในการเลือกใช้คือ โปรแกรมที่มีให้เลือกใช้ เพราะโปรแกรมทางการแพทย์มักไม่มีให้ใช้ครบทุกระบบปฏิบัติการ ถ้าไม่อยากใช้ iPhone เพราะมันไม่มีคีย์บอร์ดหละ? Windows mobile รุ่นที่มีคีย์บอร์ดสไลด์ ยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า Blackberry เพราะบุญเก่าสมัยที่เป็นเจ้าตลาดนี้ ทำให้มีโปรแกรมให้เลือกใช้มากมาย แต่ในอนาคตอาจจะไม่แน่ถ้านักพัฒนาหนีไปเขียนโปรแกรมให้ iPhone กันหมด ถ้าให้คาดการณ์คิดว่าในอนาคต iPhone น่าจะเป็นเจ้าตลาดของบุคลากรทางการแพทย์ได้ ถ้า WM 7 ไม่ได้มีอะไรที่เหนือหรือเทียบเท่า iPhone แล้ว Android ไม่คิดจะบุกตลาดนี้ ส่วนผมตอนนี้รอ
Hospital pharmacist (7) : Definition of Thai pharmacist career
about 1 year ago - No comments
ช่วงนี้มีเพื่อนคุยเรื่องเรียนต่อเฉพาะทางกันอีกแล้ว ในขณะที่รุ่นน้องนั้นไม่ต้องพูดถึง เริ่มเรียนกันไปแล้ว เป็นเภสัชกรประจำบ้านปี 1 มาบรรยายในงานประชุมกันกันซะหลายคน รวมถึงเพื่อนที่เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยด้วย ในขณะที่แพทย์นั้นมี extern, intern, resident, fellow หรือ staff กันมานมนานแล้ว เภสัชกรไทยพึ่งจะเริ่มมีระบบการเรียนต่อเฉพาะทางได้ยังไม่ถึง 5 ปีเลย ซึ่งชื่อเรียกเภสัชกรในแต่ละช่วงจะคล้ายแพทย์ แต่ระยะเวลาที่ใช้เรียน กับสาขาที่มีให้เรียนอาจจะต่างกันบ้าง เริ่มจากนิสิตเภสัชชั้นพรีคลินิก (pharmacy student, pre – clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ที่มีการเรียนวิชาพื้นฐานสำหรับไว้ใช้ตอนขึ้นเรียนคลินิก นิสิตเภสัชชั้นคลินิก (pharmacy student, clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 4, 5 และ 6 ที่เป็นการเรียนวิชาสำหรับใช้ดูแลคนป่วย โดยเป็นการเรียนจากคนป่วยจริงๆ และคนป่วยในกระดาษสลับกันไป และในชั้นปีที่ 6 ที่ในบางประเทศเรียกว่า pre – registered pharmacist จะต้องทำงานได้ทุกอย่างได้เหมือนกับเภสัชกร
Next big goal
about 1 year ago - No comments
อ่านที่คุณขุนอรรถรีวิวหนังสือ “เขาเรียกผมว่า คุณหมอผู้เปลี่ยนโลก” ของนายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องแวะไปที่ร้านหนังสือเพื่อหาซื้อหนังสือเล่มนี้ ซึ่ง B2S ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง วางหนังสือเล่มนี้ไว้แถวสิบอันดับหนังสือขายดี ทำให้หาได้ง่าย หลังจากได้มาก็ใช้เวลาอ่านถึงสองครั้งจึงจบ เป็นเพราะหนังสือคุณนรินทร์ที่ซื้อมาพร้อมกันก็น่าอ่านเลยอ่านสลับไปมา ทำให้ขาดความต่อเนื่องของอารมณ์ไปหน่อยนึง นี่แหละนะผลของการทำ multi task สุดท้ายก็ให้ผลสู้ทำทีละอย่างหรือ single task ไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมก็ห้ามตัวเองไม่ให้ทำ multi task กับสิ่งหนึ่งได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งสิ่งนั่นก็คือ ความรัก กลับมาเรื่องหนังสือต่อ ภาพรวมผมว่าขุนอรรถเขียนได้ชัดเจนแล้ว แต่ที่ผมสนใจคือ โครงการถุงยาง 100% นี่ ทำให้งานของผมยังเป็นงานที่ทำได้โดยไม่รู้ตัว เพราะถ้าไม่มีโครงการนี้ผมอาจจะถอดใจกับการดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีไปแล้ว เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่มากเกินกำลังบุคลากรอันจำกัดจะรับไหว เพราะทุกวันนี้ขนาดมีโครงการแล้วเภสัชกร 2 คนยังมีเวลาให้ผู้ป่วย 200 คน (ทั้งหมดประมาณ 800 คน) แค่ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลย เจ้าหน้าที่ทุกคนก็อยากให้เวลามากกว่านี้เหมือนกันแต่ ภาระงานทุกคนล้นมือหมดแล้ว ก็เลยต้องกัดฟันสู้กันต่อไป รอวันที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง หรือไม่ก็รอวันที่เจ้าหน้าที่ด้านนี้เพิ่มขึ้น เป็นจริงได้สักอย่างก็ดี อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ไฟในการที่จะเปลี่ยนบางสิ่งที่หลายๆ คนคิดว่าใหญ่เกินตัว
My patients at Emergency Department
about 1 year ago - 3 comments
ช่วงนี้อยู่เวรแล้วในหัวเหมือนมีฝ่ายดีกับฝ่ายเลวตีกันในหัวตลอดเวลา ฝ่ายเลว: มาทำไมกันนี่เป็นแค่นี้ นอนอยู่บ้านก็หายแล้ว ฝ่ายดี: เห้นใจเขาเหอะ ลองคิดดูถ้าเป็นลูกเรา ไม่ว่าจะหนักจะเบาแค่ไหนก็ต้องพามาอยู่ดีแหละ ถ้ารักษาเองไม่ได้ จบแค่นี้ให้พอเห็นภาพคือ ตอนนี้ช่วงอยู่เวรไม่ว่าคนไข้จะเป็นเคสอะไร ถ้ามองดูแล้วอาการไม่หนัก บวกกับรายการยาที่ต้องจ่ายเกิน 5 รายการ และเป็นยาน้ำนี่จะเกิดเรื่องแบบนี้ในหัวตลอด ก็เลยลองลิสต์ดูคร่าวๆ แบบไม่ต้องดึงข้อมูลออกมาจากฐานข้อมูลของโรงพยาบาล (เพราะขี้เกียจ) ว่าคนไข้ที่มาในแต่ละแผนกมาด้วยอาการอะไรกันบ้าง โดยเริ่มจากแผนกฉุกเฉิน หรือ Emergency room นั่นเอง – อุบัติเหตุทางถนน นี่แทบจะเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งเลยมั้ง เพราะแทบทุกครึ่งชั่วโมงจะต้องจ่ายยาให้คนไข้กลุ่มนี้ตลอด ซึ่งมันง่ายมากครับ มีหลักๆ แค่ยาฆ่าเชื้อ กับยาแก้ปวด ซึ่งคนไข้หรือญาติบางคนชอบมีอาการงุนงงหลังรับยา แล้วก็ถามมาว่า “มียาแค่นี้เองหรอ” อืมถ้ามันมียามากกว่านี้ แพทย์ก็คงสั่งให้หมดทุกตัวแหละครับ แต่มันมีอยู่แค่นี้จริงๆ ครับ ที่รพ. เอกชนจ่ายเพิ่มจากนี้มันเป็นยาเสริม กินหรือไม่กินก็แทบไม่ต่างกันครับ – ถูกทำร้ายร่างกาย ทะเลาะวิวาท นี่ก็เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ เหมือนกันในแถบนี้ ซึ่งมันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่เลือกพักอยู่ใกล้โรงพยาบาล ยอมขับรถไกลๆ มาทำงาน – อุบัติเหตุอื่นๆ นี่ก็เยอะใช่เล่นมีทั้งเกิดที่ทำงาน (เขตก่อสร้าง)
ยาแก้ป่วย และ สวย perfect
about 1 year ago - No comments
ยาแก้ป่วย ซื้อยากินเองอย่างไรให้หายป่วย หนังสือสำหรับคนที่ชอบซื้อยาจากร้านยา หรือว่ามีคนรู้จักจำเป็นต้องใช้ยาอยู่บ่อยๆ แนะนำหนังสือเล่มนี้เลย ส่วนสาวๆ ที่นิยมผลิตภัณฑ์บำรุง เพื่อความสวย ความงามแนะนำหนังสือ สวย perfect บำรุงสวยอย่างไรให้ปลอดภัย จะได้รู้ทันบริษัทที่ผลิตของพวกนี้ออกมาขายครับ หนังสือทั้งสองเล่มนี้หาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปนะครับ ปล. ไม่ได้รู้จักกับพี่เค้า แต่รู้สึกว่าเนื้อหามันโดนมากโดยเฉพาะยาแก้ป่วย แบบนี้เลยที่ผมอยากเขียน
strength of community hospital
about 1 year ago - 2 comments
จุดแข็งของโรงพยาบาลชุมชน ใกล้ชิดชุมชน คุ้นเคยกับผู้ป่วย คนในฝ่ายมีไม่มาก (อ่านขาด) – เภสัชกรภูธรพันธุ์ใหม่ จริงๆ ต้องขยายตวามต่อว่าเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กด้วย เพราะโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่อย่างโรงพยาบาลผม พวกนี้แทบจะเป็นจุดอ่อนหมดเลย ใกล้ชิดชุมชน -> เราช่างห่างไกลกันเหลือเกิน (มีชุมชนในรับผิดชอบเป็น 100 ชุมชน) คุ้นเคยกับผู้ป่วย -> ป้าคนไหนป่วยมาบ่อยๆ ก็ใกล้ชิดนะ แต่ภาพรวมแล้วเหมือนเป็นคนแปลกหน้ามากกว่า คนในฝ่ายมีไม่มาก (อ่านขาด) -> มีมากแต่ก็อ่านขาดนะ แต่อ่านขาดแล้วทำยังไงต่อละ ในเมื่อ power ไม่พอ เกร็ดข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลประเภทต่างๆ ในประเทศไทย โรงพยาบาลศูนย์ เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่สุด ตั้งอยู่ตามจังหวัดใหญ่ มีจำนวนเตียงมากที่สุด โรงพยาบาลทั่วไป เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด ตั้งอยู่ตามอำเภอเมือง และอำเภอขนาดใหญ่ มีจำนวนเตียงปานกลาง โรงพยาบาลชุมชน เป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ ตั้งอยู่ที่ตัวอำเภอ หรือตำบลขนาดใหญ่ มีจำนวนเตียงตั้งแต่ 10 เตียงไปจนถึง 150 เตียง (โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ กับโรงพยาบาลทั่วไปมันจะเหลื่อมๆ กันอยู่เพราะการขึ้นเป็นโรงพยาบาลทั่วไป จะต้องเปลี่ยนสายการบังคับบัญชา บางโรงพยาบาลเลยยังคงเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ต่อไปเรื่อยๆ



about 1 year ago
เห็นเข็มแล้ว กลัวครับ…