Paburon

[รูปภาพโดย iMorpheus]
วันนี้มีเหตุต้องเจอกับยาชื่อไม่คุ้นอย่าง Paburon จากคนไข้ชาวญี่ปุ่น เปิดจากหนังสือค้นหาข้อมูลยาในประเทศอย่าง MIMs ก็ไม่เจอ เลยต้องเข้าไปหาจากกูเกิ้ล
ค้นมาได้ผลการค้นหามา 4390 อัน ซึ่งแต่ละอันมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ดีสุดคือผลการค้นหาอันแรกที่มีภาพประกอบข้างบน พร้อมกับข้อความประกอบว่ามันเป็นยาแก้หวัดที่ซึโค่ยมาก ลองค้นหาต่อใน Google Japan จึงเจอกับเว็บไซต์ผู้ผลิต จึงได้รู้ว่ายาชื่อนี้มันมีหลายตัวมาก โดยทุกตัวจะมีชื่อขึ้นต้นด้วย Paburon หมด แต่ส่วนประกอบในยาแต่ละตัวดันไม่เหมือนกันซะงั้น
ลองอ่านๆ ดูจึงรู้ว่ายาในรูปคือ Pabulon S Gold มีส่วนประกอบของยา 2 ตัวคือ bromhexine hydrochloride 12mg ยาขับเสมหะที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย กับ lysozyme chloride 90mg ยาที่ไม่มีใช้ในประเทศไทย ซึ่งตัวนี้น่าจะเป็นตัวออกฤทธิ์ที่ดีมากในการแก้อาการเจ็บคอ (เค้าเคลมมาว่าอย่างนี้)
สรุปแล้วมันก็คือยาผสมแก้หวัดคล้ายๆ ทิฟฟี่ กับดีคอลเจนของไทย เพียงแต่มันมี lysozyme ผสมเข้ามาด้วยเท่านั้นเอง
No comments yet.
880Smartphone and Healthcare Market
about 6 months ago - 2 comments
ช่วงนี้มีพี่ๆ หลายคนมาถามอยู่เรื่อยว่าควรใช้ smartphone ตัวไหนดีสำหรับใช้งานทางการแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการเรียกใช้ข้อมูลยา การคำนวณเป็นต้น ซึ่งคำตอบผมก็ง่ายๆ เลือกรุ่นที่มีบุคลากรทางการแพทย์ใช้เยอะๆ ไง (กำปั้นทุบดินมาก) บริษัทที่ผลิตโปรแกรมจะได้ตามไปผลิตโปรแกรมออกมาให้ได้ใช้กันมากๆ จะได้ไม่ต้องเสียใจที่เห็นโปรแกรมที่ต้องการใช้ไปลงบนระบบปฏิบัติการอื่น แต่ไม่มีบนเครื่องตัวเอง
แล้วรุ่นไหนหละที่ใช้กันเยอะ ?
จาก การสำรวจนี้ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ใช้ iPhone ที่เหลือก็ใช้ Windows mobile, Palm Pre, Google phone และ Blackberry ส่วนเหตุผลหลักในการเลือกใช้คือ โปรแกรมที่มีให้เลือกใช้ เพราะโปรแกรมทางการแพทย์มักไม่มีให้ใช้ครบทุกระบบปฏิบัติการ
ถ้าไม่อยากใช้ iPhone เพราะมันไม่มีคีย์บอร์ดหละ?
Windows mobile รุ่นที่มีคีย์บอร์ดสไลด์ ยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า Blackberry เพราะบุญเก่าสมัยที่เป็นเจ้าตลาดนี้ ทำให้มีโปรแกรมให้เลือกใช้มากมาย แต่ในอนาคตอาจจะไม่แน่ถ้านักพัฒนาหนีไปเขียนโปรแกรมให้ iPhone กันหมด
ถ้าให้คาดการณ์คิดว่าในอนาคต iPhone น่าจะเป็นเจ้าตลาดของบุคลากรทางการแพทย์ได้ ถ้า WM 7 ไม่ได้มีอะไรที่เหนือหรือเทียบเท่า iPhone แล้ว Android ไม่คิดจะบุกตลาดนี้
ส่วนผมตอนนี้รอ ipod touch gen 3 [...]
Hospital pharmacist (7) : Definition of Thai pharmacist career
about 7 months ago - No comments
ช่วงนี้มีเพื่อนคุยเรื่องเรียนต่อเฉพาะทางกันอีกแล้ว ในขณะที่รุ่นน้องนั้นไม่ต้องพูดถึง เริ่มเรียนกันไปแล้ว เป็นเภสัชกรประจำบ้านปี 1 มาบรรยายในงานประชุมกันกันซะหลายคน รวมถึงเพื่อนที่เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยด้วย
ในขณะที่แพทย์นั้นมี extern, intern, resident, fellow หรือ staff กันมานมนานแล้ว เภสัชกรไทยพึ่งจะเริ่มมีระบบการเรียนต่อเฉพาะทางได้ยังไม่ถึง 5 ปีเลย ซึ่งชื่อเรียกเภสัชกรในแต่ละช่วงจะคล้ายแพทย์ แต่ระยะเวลาที่ใช้เรียน กับสาขาที่มีให้เรียนอาจจะต่างกันบ้าง
เริ่มจากนิสิตเภสัชชั้นพรีคลินิก (pharmacy student, pre – clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ที่มีการเรียนวิชาพื้นฐานสำหรับไว้ใช้ตอนขึ้นเรียนคลินิก
นิสิตเภสัชชั้นคลินิก (pharmacy student, clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 4, 5 และ 6 ที่เป็นการเรียนวิชาสำหรับใช้ดูแลคนป่วย โดยเป็นการเรียนจากคนป่วยจริงๆ และคนป่วยในกระดาษสลับกันไป และในชั้นปีที่ 6 ที่ในบางประเทศเรียกว่า pre – registered pharmacist จะต้องทำงานได้ทุกอย่างได้เหมือนกับเภสัชกร เพียงแต่ยังไม่จบและยังไม่มีใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งในปีสุดท้ายนี้จะได้ฝึกงานแบบ [...]
Next big goal
about 7 months ago - No comments
อ่านที่คุณขุนอรรถรีวิวหนังสือ “เขาเรียกผมว่า คุณหมอผู้เปลี่ยนโลก” ของนายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องแวะไปที่ร้านหนังสือเพื่อหาซื้อหนังสือเล่มนี้ ซึ่ง B2S ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง วางหนังสือเล่มนี้ไว้แถวสิบอันดับหนังสือขายดี ทำให้หาได้ง่าย
หลังจากได้มาก็ใช้เวลาอ่านถึงสองครั้งจึงจบ เป็นเพราะหนังสือคุณนรินทร์ที่ซื้อมาพร้อมกันก็น่าอ่านเลยอ่านสลับไปมา ทำให้ขาดความต่อเนื่องของอารมณ์ไปหน่อยนึง นี่แหละนะผลของการทำ multi task สุดท้ายก็ให้ผลสู้ทำทีละอย่างหรือ single task ไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมก็ห้ามตัวเองไม่ให้ทำ multi task กับสิ่งหนึ่งได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งสิ่งนั่นก็คือ ความรัก
กลับมาเรื่องหนังสือต่อ ภาพรวมผมว่าขุนอรรถเขียนได้ชัดเจนแล้ว แต่ที่ผมสนใจคือ โครงการถุงยาง 100% นี่ ทำให้งานของผมยังเป็นงานที่ทำได้โดยไม่รู้ตัว เพราะถ้าไม่มีโครงการนี้ผมอาจจะถอดใจกับการดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีไปแล้ว เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่มากเกินกำลังบุคลากรอันจำกัดจะรับไหว เพราะทุกวันนี้ขนาดมีโครงการแล้วเภสัชกร 2 คนยังมีเวลาให้ผู้ป่วย 200 คน (ทั้งหมดประมาณ 800 คน) แค่ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลย เจ้าหน้าที่ทุกคนก็อยากให้เวลามากกว่านี้เหมือนกันแต่ ภาระงานทุกคนล้นมือหมดแล้ว ก็เลยต้องกัดฟันสู้กันต่อไป รอวันที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง หรือไม่ก็รอวันที่เจ้าหน้าที่ด้านนี้เพิ่มขึ้น เป็นจริงได้สักอย่างก็ดี
อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ไฟในการที่จะเปลี่ยนบางสิ่งที่หลายๆ คนคิดว่าใหญ่เกินตัว กลับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง [...]
My patients at Emergency Department
about 7 months ago - 3 comments
ช่วงนี้อยู่เวรแล้วในหัวเหมือนมีฝ่ายดีกับฝ่ายเลวตีกันในหัวตลอดเวลา
ฝ่ายเลว: มาทำไมกันนี่เป็นแค่นี้ นอนอยู่บ้านก็หายแล้ว
ฝ่ายดี: เห้นใจเขาเหอะ ลองคิดดูถ้าเป็นลูกเรา ไม่ว่าจะหนักจะเบาแค่ไหนก็ต้องพามาอยู่ดีแหละ ถ้ารักษาเองไม่ได้
จบแค่นี้ให้พอเห็นภาพคือ ตอนนี้ช่วงอยู่เวรไม่ว่าคนไข้จะเป็นเคสอะไร ถ้ามองดูแล้วอาการไม่หนัก บวกกับรายการยาที่ต้องจ่ายเกิน 5 รายการ และเป็นยาน้ำนี่จะเกิดเรื่องแบบนี้ในหัวตลอด ก็เลยลองลิสต์ดูคร่าวๆ แบบไม่ต้องดึงข้อมูลออกมาจากฐานข้อมูลของโรงพยาบาล (เพราะขี้เกียจ) ว่าคนไข้ที่มาในแต่ละแผนกมาด้วยอาการอะไรกันบ้าง โดยเริ่มจากแผนกฉุกเฉิน หรือ Emergency room นั่นเอง
- อุบัติเหตุทางถนน นี่แทบจะเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งเลยมั้ง เพราะแทบทุกครึ่งชั่วโมงจะต้องจ่ายยาให้คนไข้กลุ่มนี้ตลอด ซึ่งมันง่ายมากครับ มีหลักๆ แค่ยาฆ่าเชื้อ กับยาแก้ปวด ซึ่งคนไข้หรือญาติบางคนชอบมีอาการงุนงงหลังรับยา แล้วก็ถามมาว่า “มียาแค่นี้เองหรอ” อืมถ้ามันมียามากกว่านี้ แพทย์ก็คงสั่งให้หมดทุกตัวแหละครับ แต่มันมีอยู่แค่นี้จริงๆ ครับ ที่รพ. เอกชนจ่ายเพิ่มจากนี้มันเป็นยาเสริม กินหรือไม่กินก็แทบไม่ต่างกันครับ
- ถูกทำร้ายร่างกาย ทะเลาะวิวาท นี่ก็เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ เหมือนกันในแถบนี้ ซึ่งมันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่เลือกพักอยู่ใกล้โรงพยาบาล ยอมขับรถไกลๆ มาทำงาน
- อุบัติเหตุอื่นๆ นี่ก็เยอะใช่เล่นมีทั้งเกิดที่ทำงาน (เขตก่อสร้าง) เกิดที่บ้าน ซึ่งยาที่ได้ก็จะเหมือนๆ กับสองสาเหตุข้างบน เพราะเกิดแผล [...]
ช่วยน้องที่เป็น Ondine’s Curse
about 10 months ago - No comments
วันนี้เห็นข่าวหลายช่องเลย สรุปรายละเอียดได้ตามนี้
ข้อมูลเรื่องโรค Ondine’s Curse [Wikipedia]
ชื่อโรคภาษาไทยคือ “โรคถูกสาป” ไม่แน่ใจว่าใครกำหนดชื่อนี้ เพราะผมคิดว่าชื่อ “โรคคำสาปของโอนดีน” น่าจะเหมาะกว่า
ใครที่ไม่ได้ดูข่าวดูรายการย้อนหลังได้ที่ MCOT เมื่อลูกเป็นโรคถูกสาป ตอน 1 ตอน 2
น้องที่ต้องการความช่วยเหลือมี 2 คนคือ ด.ญ.ฐิติญาพร วัตรเยื้อง หรือ น้องออมทรัพย์ อายุ 2 ปี 5 เดือน และด.ญ.มินตรา คำมูล หรือ น้องมิ้นท์ อายุ 3 ปีเศษ
น้องทั้งสองคนต้องการเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งมีราคาเกือบ 5 แสนบาท เพื่อที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตที่บ้านได้ (น้องอยู่โรงพยาบาลมาตั้งแต่เกิด)
ตอนนี้เงินบริจาคระลอกแรกพอซื้อให้น้องออมทรัพย์แล้ว ส่วนน้องมิ้นท์ยังรอเงินบริจาคอยู่
ผู้ใจบุญที่สนใจบริจาคเงินเพื่อช่วยซื้อเครื่องช่วยหายใจ อีก 1 เครื่องให้กับเด็กหญิงมินตรา หรือ น้องมิ้นท์
สามารถติดต่อบริจาคได้ที่ โทร 02 – 256 4951 และ [...]
ยาแก้ป่วย และ สวย perfect
about 10 months ago - No comments
ยาแก้ป่วย ซื้อยากินเองอย่างไรให้หายป่วย หนังสือสำหรับคนที่ชอบซื้อยาจากร้านยา หรือว่ามีคนรู้จักจำเป็นต้องใช้ยาอยู่บ่อยๆ แนะนำหนังสือเล่มนี้เลย ส่วนสาวๆ ที่นิยมผลิตภัณฑ์บำรุง เพื่อความสวย ความงามแนะนำหนังสือ สวย perfect บำรุงสวยอย่างไรให้ปลอดภัย จะได้รู้ทันบริษัทที่ผลิตของพวกนี้ออกมาขายครับ
หนังสือทั้งสองเล่มนี้หาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปนะครับ
ปล. ไม่ได้รู้จักกับพี่เค้า แต่รู้สึกว่าเนื้อหามันโดนมากโดยเฉพาะยาแก้ป่วย แบบนี้เลยที่ผมอยากเขียน
Shellfish Allergy
about 10 months ago - 7 comments
[ภาพประกอบจาก olivetti]
การแพ้สัตว์ทะเลที่มีเปลือกแข็งเป็นสาเหตุการแพ้อันดับต้นๆ ในผุ้ใหญ่โดยเฉพาะวัยรุ่น
การแพ้มักจะคงอยู่ไปตลอดชีวิตเหมือนกับการแพ้ถั่วลิสง
สัตว์ทะเลมีเปลือกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ Crustacea เช่น กุ้ง ปู กุ้งก้ามกราม และ Mollusc เช่น หอย หมึก
บางคนอาจจะแพ้เพียงแค่กลุ่มเดียว จึงสามารถกินอีกกลุ่มหนึ่งได้ แต่ถ้าไม่ชัวร์ว่าเคยกินอีกกลุ่มหนึ่งได้จริง ก็อย่าลองเพราะมันสามารถแพ้ข้ามกลุ่มได้
การกินยาสเตียรอยด์เพื่อกดภูมิคุ้มกันไว้ แล้วหวังว่าจะกินได้โดยไม่มีอาการแพ้ ไม่แนะนำให้ทำ เพราะเราไม่รู้ว่าแอนติบอดี้ที่มีอยู่ในเลือดมีมากแค่ไหน ต้องกินยาไปเท่าไหร่ถึงจะกดไว้ได้หมดทุกส่วนในร่างกาย
ส่วนไอ้น้องชาย ณ ปัจจุบันยังไม่มีทางทำมันให้หายขาดได้ แต่ตอนนี้มีการวิจัยเกี่ยวกับยาที่รักษาอาการแพ้ให้หายขาดอยู่ ถึงแม้มันจะไม่ค่อยก้าวหน้าซักเท่าไหร่ แต่ซักวันหนึ่งคงจะทำออกมาจนได้แหละ
คิดซะว่าการพยายามมีชีวิตให้นานที่สุดเพื่อที่จะกินอาหารทะเลได้ ยังดีกว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ต้องพยายามมีชีวิตให้นานที่สุด เพื่อรอให้โรคนี้มันรักษาให้หายขาดได้นะ
ปล. กินทูน่าแล้วสลบนี่โกหกใช่มั้ย เพราะนายไม่ได้แพ้ปลา (fish) นายแพ้สัตว์ทะเลที่มีเปลือกแข็ง (shellfish) ต่างหาก อย่ามาเนียนอาการแพ้แบบสลบแล้วฟื้นได้นี่มัน rare มากนะเพราะส่วนใหญ่ถ้าแพ้แบบสลบไปเลยมักจะไม่ฟื้นขึ้นมานะ
strength of community hospital
about 10 months ago - 2 comments
จุดแข็งของโรงพยาบาลชุมชน
ใกล้ชิดชุมชน
คุ้นเคยกับผู้ป่วย
คนในฝ่ายมีไม่มาก (อ่านขาด)
- เภสัชกรภูธรพันธุ์ใหม่
จริงๆ ต้องขยายตวามต่อว่าเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กด้วย เพราะโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่อย่างโรงพยาบาลผม พวกนี้แทบจะเป็นจุดอ่อนหมดเลย
ใกล้ชิดชุมชน -> เราช่างห่างไกลกันเหลือเกิน (มีชุมชนในรับผิดชอบเป็น 100 ชุมชน)
คุ้นเคยกับผู้ป่วย -> ป้าคนไหนป่วยมาบ่อยๆ ก็ใกล้ชิดนะ แต่ภาพรวมแล้วเหมือนเป็นคนแปลกหน้ามากกว่า
คนในฝ่ายมีไม่มาก (อ่านขาด) -> มีมากแต่ก็อ่านขาดนะ แต่อ่านขาดแล้วทำยังไงต่อละ ในเมื่อ power ไม่พอ
เกร็ดข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลประเภทต่างๆ ในประเทศไทย
โรงพยาบาลศูนย์ เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่สุด ตั้งอยู่ตามจังหวัดใหญ่ มีจำนวนเตียงมากที่สุด
โรงพยาบาลทั่วไป เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด ตั้งอยู่ตามอำเภอเมือง และอำเภอขนาดใหญ่ มีจำนวนเตียงปานกลาง
โรงพยาบาลชุมชน เป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ ตั้งอยู่ที่ตัวอำเภอ หรือตำบลขนาดใหญ่ มีจำนวนเตียงตั้งแต่ 10 เตียงไปจนถึง 150 เตียง (โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ กับโรงพยาบาลทั่วไปมันจะเหลื่อมๆ กันอยู่เพราะการขึ้นเป็นโรงพยาบาลทั่วไป จะต้องเปลี่ยนสายการบังคับบัญชา บางโรงพยาบาลเลยยังคงเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ต่อไปเรื่อยๆ อย่างโรงพยาบาลผมเป็นต้น)
ของกระทรวงสาธารณสุขจะมีหลักๆ อยู่ 3 ประเภทนอกนั้นจะเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงอื่นที่ไม่ได้แบ่งตามจำนวนเตียงเหมือนสาธารณสุขได้แก่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลประจำค่ายทหาร โรงพยาบาลประจำเมือง หรือเทศบาล โรงพยาบาลรถไฟ เป็นต้นครับ
ใบประกอบ
about 10 months ago - No comments
ใบประกอบไม่ได้วัดว่าเราฉลาดหรือโง่ แต่วัดว่าเราจะมีกินหรือไม่มีกิน
- น้องคนหนึ่งใน Pharmacafe
ความจริงแท้หนึ่งเดียวสำหรับน้องๆ ที่สอบไม่ผ่านตอนนี้ คือเครียดกันว่าจะทำมาหากินกันอย่างไร ในเมื่อจบเภสัชศาสตรบัณฑิต แต่ไม่มีใบประกอบ ก็เท่ากับไม่ใช่เภสัชกรจริงๆ
Hospital pharmacist (6)
about 12 months ago - No comments
งานสอนในโรงพยาบาล
ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลฝึกงานของน้องนิสิตเภสัช, นักศึกษาเภสัช (นสภ., นศภ.) อีกแล้ว ทำให้นึกถึงงานอีกงานหนึ่งนั่นคือ งานสอน หรือให้ความรู้ ซึ่งมีทั้งแบบที่ไปสอนที่มหาวิทยาลัยในฐานะอาจารย์พิเศษ กับสอนอยู่ในโรงพยาบาลในฐานะของเภสัชกรผู้มีความเชี่ยวชาญด้านยา ซึ่งผมจะเขียนถึงแต่แบบหลังคือการสอนอยู่ในโรงพยาบาล
งานสอนของเภสัชกรในโรงพยาบาล จะมีทั้งการให้ความรู้กับบุคลากรนอกฝ่ายเช่น นักศึกษาพยาบาล พยาบาล แพทย์ เจ้าหน้าที่ และให้ความรู้กับบุคลากรในฝ่ายคือ เภสัชกรด้วยกัน ผู้ช่วย และน้องนักศึกษาเภสัชฝึกงาน
การให้ความรู้ที่ผู้เรียนมักจะต้องตั้งใจเรียนคือ การให้ความรู้กับน้องนักศึกษาเภสัช และนักศึกษาพยาบาล เพราะมันต้องมีการวัดผลพ่วงเข้าไปด้วย ซึ่งเภสัชกรคนไหนๆ คิดจะสอนขำๆ แต่ไม่รู้เรื่อง น้องๆ ก็คงจะขำไม่ออก ดังนั้นถ้าผู้สอนไม่พร้อมจริง ก็ไม่ควรรับงานนี้มา (เว้นแต่ว่าจำเป็นต้องทำ)
ส่วนการให้ความรู้กับบุคลากรทั้งใน และนอกฝ่าย จะมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความรู้เฉพาะด้านกับบุคลากร ซึ่งมักจะได้ผลน้อย เพราะส่วนใหญ่ไม่มีการวัดผล เป็นการจัดเพื่อให้มีการสอนครบตามเป้าหมายของฝ่ายบุคคล ดังนั้นผมมักจะใช้โอกาสนี้ส่งข้อความที่บุคลากรเหล่านี้ควรทราบผ่านเนื้อหาอีกที
นอกจากการสอนในแบบอาจารย์แล้ว เรายังมีการสอนอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับน้องนักศึกษาเภสัชฝึกงานโดยเฉพาะนั่นคือ การสอนในฐานะพี่เลี้ยง (preceptor) ซึ่งการสอนจะเป็นแบบเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยพี่เลี้ยงเป็นคนคอยชี้แนะแนวทางให้น้อง แล้วคอยประเมินและแนะนำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งการสอนแบบนี้จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายที่มีความตั้งใจ เพราะถ้าฝ่ายใดไม่ตั้งใจก็จบกัน
สรุปแล้วงานสอนเป็นอีกงานหนึ่งที่ช่วยลดความน่าเบื่อจากงานประจำได้ และถ้าตั้งใจสอนยังส่งผลดีกลับมายังงานประจำได้อีก
