about 1 month ago - No comments
ครั้งที่แล้ว: 14/5/53 FBS = 127 mg/dl, HbA1C = 6.5, BMI 19.3 ล่าสุด: 14/7/53 FBS = 186 mg/dl, HbA1C = 8.8, BMI 20.1 BMI ก็เพิ่มได้ไม่ถึงเป้า น้ำตาลก็กลับมาสูงปี๊ดอีกแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ต้องพึ่งตัวช่วยอย่างเจ้านี้ คอยดูว่าครั้งหน้าจะดีขึ้นมั้ย คุ้มกับราคาเจ้าตัวช่วยหรือเปล่า ปล. บทความนี้เขียนเพื่อบันทึกไว้ประเมินตัวเองเฉยๆ ไม่แนะนำให้นำไปใช้อ้างอิงในการรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนนำข้อมูลไปใช้
about 2 months ago - 1 comment
ได้อ่านเรื่อง Divide and conquer ของคุณเม่นมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้เขียนถึงซะที เพราะปกติชอบใช้สัญชาตญาณ จัดการกับเรื่องราวที่เข้ามาในชีวิตไปเรื่อยเปื่อย พอได้ทบทวนก็พบว่าเสียเวลา และพลังงานไปกับเรื่องราวที่แก้ไม่ได้ตั้งมากมาย แต่หลังจากพยายามพูดคุยกับตัวเองให้มากขึ้น เวลามีเรื่องราวต่างๆ เข้ามาในชีวิต จึงได้ลองนำวิธีของคุณเม่นไปใช้จัดการกับเรื่องราวของตัวเอง และคนอื่น หลังจากลองใช้อยู่ระยะหนึ่ง พบว่าผมนำวิธีไปจัดการกับเรื่องราวของคนอื่นเช่น คนไข้ ได้ค่อนข้างดี เพราะแยกแยะว่าเรื่องใดเป็น “กฎ” เรื่องใดเป็น “ปัญหา” ได้ชัดเจน แต่พอถึงคราวต้องจัดการกับเรื่องราวของตัวเอง มักจะเกิดอคติจัดทุกเรื่องราวให้เป็น “ปัญหา” เกือบทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่น่าจะเยอะขนาดนี้ เพราะผมไม่ได้มีความสามารถที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ ซึ่งมันส่งผลให้ผมต้องหมกมุ่นกับการพยายามแก้ “ปัญหา” หลายอย่าง ที่ควรจะเป็น “กฎ” ตั้งแต่แรก ถ้าวนลูปแค่ครั้งเดียวก็ยังไม่เสียหายเท่าไหร่ แต่กับบางเรื่องผมก็พยายามซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนเรื่องราวใหญ่โตขึ้นแทนที่จะลดลง ซึ่งผลนี้เกิดจากการไม่ทำตามวิธีนั่นเอง ก็เลยต้องย้อนกับมาดูที่ตัวเอง ว่าทำไมถึงจัดการกับเรื่องราวของตัวเองได้ไม่ดี เหมือนกับจัดการเรื่องราวของคนอื่น เลยพบว่าเวลามองเรื่องราวคนอื่น ผมจะมองในฐานะ “คนนอก” ทำให้ทำตามวิธีได้ดี แต่พอมองเรื่องราวของตัวเอง ผมกลับไม่ได้มองในฐานะ “คนนอก” เข้าข้างตัวเองมากเกินไป เลยเกิดความลำเอียงในการตัดสินใจ ทางแก้ก็คือต้องมองเรื่องราวของตัวเองในฐานะ “คนนอก”
about 2 months ago - 3 comments
อากาศดี มีฤดูครบสามฤดู ร้อน ฝน หนาว ความหนาแน่นไม่เกินเทศบาลเมือง อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยที่มีคณะเภสัชศาสตร์ไม่เกิน 15 นาที มาลองค้นหากันดูว่าสถานที่ตามเงื่อนไขนี้ มีอยู่ที่ไหนบ้างในประเทศไทย
about 2 months ago - 7 comments
ทำไมถึงมาเรียนเภสัช คำถามนี้เป็นคำถามที่ผ่านมาแล้ว 9 ปี แต่ผมก็ยังไม่เคยตอบมันอย่างจริงจังได้เลย คำถามนี้เป็นหนึ่งในงานที่ได้รับมอบหมายของวิชา Pharmacy Orientation วิชาแนะนำงานของเภสัชกรว่าเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง คำตอบที่ผมตอบไปตอนนั้นคือ มาเรียนเพราะไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดี แล้วก็ไม่ได้ชอบวิชาชีพนี้เป็นพิเศษ สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นตอบไปแบบส่งๆ เพราะเห็นเพื่อนๆ ตอบกันประมาณว่า “รักวิชาชีพนี้ ฝันอยากจะเป็นมาตั้งแต่เด็ก” ก็เลยหมันไส้ตอบมันกวนทีนแบบนี้แหละ (นึกแล้วก็ขำตัวเองตอนนั้น นิสัยเด็กจริงๆ ที่เพื่อนตอบก็ถูกของเพื่อน ก็พวกเค้าฝันแบบนี้กันจริงๆ นี่) แล้วคำตอบนี้มันก็ส่งผลให้ผมได้เกรดบีในวิชานี้ วิชาที่แจกเอเกือบหมดชั้นปี มีแค่ผมกับเพื่อนอีกคนที่ได้บี แล้วมันก็ซิ่วไปเรียนแพทย์จนกลายเป็นนายแพทย์ไปแล้วด้วย แต่จะโทษคำตอบนี้อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมชอบเลี่ยงการออกไปนำเสนอด้วย ก็สมควรหรอกที่จะได้คะแนนน้อย ถึงผมจะย้อนเวลากลับไปแก้คำตอบนี้ไม่ได้แล้ว ผมก็อยากหาคำตอบของคำถามนี้ให้ได้ ก่อนที่ผมจะลืมความรู้สึกของตัวเองเมื่อ 9 ปีที่แล้วไปซะก่อน ขั้นแรกก็ต้องย้อนอดีตกลับไปว่าตอนนั้นผมกำลังคิด กำลังทำอะไรอยู่ มีอะไรที่พอจะเป็นคำตอบได้บ้าง ช่วงก่อนจะยื่นคะแนนโควต้าของมหาวิทยาลัยนเรศวรประมาณ 2 เดือน น้าชายที่ใกล้ชิดกับผมมาตั้งแต่เด็ก ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับอาชีพเภสัชให้ผมฟัง ซึ่งผมจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่สรุปได้ว่าอาชีพนี้น่าสนใจ และเหมาะกับผมดี แพทย์เป็นอาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่มัธยมต้น แล้วก็ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนมาค่อนข้างเยอะ แล้วก็ได้รู้ว่าต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย แล้วผมก็กลัว แล้วผมก็คิดเอาเองว่าเรียนเภสัชไม่ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ แล้วผมก็ได้รู้ว่าผมเข้าใจผิด เภสัชก็ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย แค่ไม่ต้องผ่าเท่านั้นเอง
about 2 months ago - 7 comments
คำถามนี้ไม่ได้ถามใครหรอก ถามตัวผมเองนี่แหละ จากเดิมที่คิดว่าคงได้ใช้ชีวิตชิลๆ เป็นเภสัชกรปฏิบัติการ (ก่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบแท่ง ถูกเรียกว่าเภสัชกร 3, 4 หรือ 5) ไปอีก 3 ปี แต่ชีวิตคนเรามันไม่มีความแน่นอน หลังจากพี่ๆ รุ่นแรกของหลักสูตร 6 ปีได้ส่งเรื่องไปให้กพ. ตีความเรื่องปริญญาเภสัชศาสตร์ 6 ปีว่าเทียบเท่าปริญญาโทหรือไม่ ในกรณีที่ต้องการทำเรื่องขอเลื่อนตำแหน่งเป็นเภสัชกรชำนาญการ (เภสัชกร 6, 7 เดิม) ซึ่งทางกพ. ก็ตอบกลับมาว่าได้ ทีนี้หละชีวิตชิลๆ ผมหายไป 2 ปีทันตาเพราะเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งเดิมต้องครองตำแหน่งเภสัชกรปฏิบัติการให้ครบ 6 ปีลดลงเหลือ 4 ปีทันที แล้วผมกำลังจะมีอายุงานครบ 4 ปีในปี 54 ที่จะถึงนี้แล้ว แล้วมันยังไง? คืออย่างนี้ครับอาชีพเภสัชกรโรงพยาบาลของรัฐบาลส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 ถ้าไม่ลาออกซะก่อนก็จะเกษียณไปด้วยตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ ส่วนอีก 5% ที่เหลืออาจจะขึ้นไปถึงเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เภสัชกร 8, 9 เดิม) หรือเภสัชกรเชี่ยวชาญ (เภสัชกร 10,
about 3 months ago - No comments
ครั้งที่แล้ว: 11/3/53 FBS = 85 mg/dl, HbA1C = 7.4, BMI 20.1ล่าสุด: 14/5/53 FBS = 127 mg/dl, HbA1C = 6.5, BMI 19.3 เป้าหมายต่อไปคือเพิ่มน้ำหนักเอา BMI เพิ่มอีก 2 ปล. บทความนี้เขียนเพื่อบันทึกไว้ประเมินตัวเองเฉยๆ ไม่แนะนำให้นำไปใช้อ้างอิงในการรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนนำข้อมูลไปใช้
about 3 months ago - 4 comments
จากเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานหนักๆ แบบใช้พลังชีวิตวัยรุ่นเต็มที่ไม่เกิน 3 ปี และประเมินผลงานไปแล้วตอนครึ่งทางรอบนึง ตอนนี้ก็ครบ 3 ปีแล้ว ปรากฎว่าทำได้ตามเป้าหมายตั้งแต่ตอนต้นปีแล้ว คือค่อยๆ ลดชั่วโมงการอยู่เวร โดยเฉพาะเวรดึก เท่าที่มองดูตัวเองอยู่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าลงจากยอดดอยของการทำงานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห้นได้ชัดคือ รายได้ที่หายไป แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เลี้ยงชีวิต และตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อยู่ แต่ก็ได้สิ่งที่มีค่าอย่างเวลาคืนกลับมา จากการเป็นเภสัชกรมาสามปี และมีอายุครบ 27 ปีได้ไม่กี่เดือน เลยลองถามตัวเองว่ายังรักอาชีพนี้อยู่มั้ย ก็ยังตอบว่ารักอยู่ แต่คงไม่ทำจนเกษียณ เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมทำแล้วมีความสุขที่สุดเนื่องจาก อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตการเรียนก่อนอุดมศึกษา เพราะเราพึ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่เดือนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเอง จากการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาผมไม่สามารถ ทำให้ตัวเองรักอาชีพเภสัชกรได้มากกว่าตอนเข้าทำงานใหม่เลย ชีวิตผมไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากๆ เพื่อสนองความต้องการไปตลอดชีวิต ตอนนี้ผมเรียนรู้ที่จะอยู่อย่า่งมีความสุข โดยไม่ต้องใช้เงินมากได้ในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ข้อจำกัดในการประกอบอาชีพลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน (ไม่ต้องหาอาชีพที่ได้เงินเท่ากับหรือมากกว่าอาชีพเภสัชกร) และ ตอนนี้ผมค้นพบอาชีพที่ผมอาจจะทำมันไปจนตายได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นอาชีพที่ผมรักจริงๆ และเลี้ยงชีวิตผมได้ ดูรายได้ตัวเองตอนนี้เทียบกับเมื่อก่อนก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่คิดดูดีๆ ถ้ายังฝืนทำงานหนักต่อไป เงินที่เก็บได้เยอะๆ คงได้เอาไว้ใช้ซ่อมตัวเองตอนอายุมากแน่ ขอเอาพลังวัยรุ่นที่ไม่รู้ยังเหลืออยู่หรือเปล่ามาทำตามฝันดีกว่า แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังมีฝันครับ ปล. พี่ที่เคยเขียนถึงตอน half way เขาก็หยุดทำงานหนักพร้อมกันกับผมโดยไม่ได้นัดหมายครับ
about 4 months ago - 1 comment
จาก Thriving on LESS #2 เลยลองเขียน Short list ของตัวเองออกมาบ้าง อาจจะคล้ายๆ กับของ Leo แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมต้องการทำจริงๆ ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เขียนหนังสือหรือบล็อก อ่านหนังสือ ดูแลสุขภาพ ทำเพื่อคนอื่นโดยเฉพาะเด็กๆ พอเอา year goal มาเทียบดูก็โอเคทุกข้ออยู่ใน list หมด ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง goal แต่อย่างใด ใครที่มี short list อยู่แล้วก็เอามาให้ดูกันได้นะครับ อยากเห็นของคนอื่นบ้าง
about 5 months ago - No comments
ครั้งที่แล้ว: 21/1/53 FBS = 117 mg/dl, HbA1C = 9.1, BMI 19.8 ล่าสุด: 11/3/53 FBS = 85 mg/dl, HbA1C = 7.4, BMI 20.1 เย้ในที่สุดก็ลงจากยอดเขามาได้แล้ว ปล. บทความนี้เขียนเพื่อบันทึกไว้ประเมินตัวเองเฉยๆ ไม่แนะนำให้นำไปใช้อ้างอิงในการรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนนำข้อมูลไปใช้
about 7 months ago - No comments
ครั้งที่แล้ว 4/1/53 FBS = 140 mg/dl, BMI 19.8 ล่าสุด 21/1/53 FBS = 117 mg/dl, HbA1C = 9.1, BMI 19.8 ผ่านไปอีกครึ่งเดือน ผลงานออกมาน่าพอใจ ระดับน้ำตาลถึงเป้าหมายไปตัวนึงแล้ว เหลือ HbA1C ที่ค่าครึ่งชีวิตยาวคงอีกเดือนสองเดือนถึงจะอยู่ระดับที่เหมาะสม ผลการตรวจระบบต่างๆ ของร่างกายออกมาปกติหมด ค่อยยังชั่วนึกว่าจะเจอโรคอะไรเพิ่มซะอีก ปล. บทความนี้เขียนเพื่อบันทึกไว้ประเมินตัวเองเฉยๆ ไม่แนะนำให้นำไปใช้อ้างอิงในการรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนนำข้อมูลไปใช้