Hiranwong
แล้วไงต่อ
คำถามนี้ไม่ได้ถามใครหรอก ถามตัวผมเองนี่แหละ
จากเดิมที่คิดว่าคงได้ใช้ชีวิตชิลๆ เป็นเภสัชกรปฏิบัติการ (ก่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบแท่ง ถูกเรียกว่าเภสัชกร 3, 4 หรือ 5) ไปอีก 3 ปี แต่ชีวิตคนเรามันไม่มีความแน่นอน หลังจากพี่ๆ รุ่นแรกของหลักสูตร 6 ปีได้ส่งเรื่องไปให้กพ. ตีความเรื่องปริญญาเภสัชศาสตร์ 6 ปีว่าเทียบเท่าปริญญาโทหรือไม่ ในกรณีที่ต้องการทำเรื่องขอเลื่อนตำแหน่งเป็นเภสัชกรชำนาญการ (เภสัชกร 6, 7 เดิม) ซึ่งทางกพ. ก็ตอบกลับมาว่าได้
ทีนี้หละชีวิตชิลๆ ผมหายไป 2 ปีทันตาเพราะเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งเดิมต้องครองตำแหน่งเภสัชกรปฏิบัติการให้ครบ 6 ปีลดลงเหลือ 4 ปีทันที แล้วผมกำลังจะมีอายุงานครบ 4 ปีในปี 54 ที่จะถึงนี้แล้ว
แล้วมันยังไง?
คืออย่างนี้ครับอาชีพเภสัชกรโรงพยาบาลของรัฐบาลส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 ถ้าไม่ลาออกซะก่อนก็จะเกษียณไปด้วยตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ ส่วนอีก 5% ที่เหลืออาจจะขึ้นไปถึงเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เภสัชกร 8, 9 เดิม) หรือเภสัชกรเชี่ยวชาญ (เภสัชกร 10, 11 เดิม) ซึ่งคนที่ไม่ชอบงานบริหาร และไม่อยากแข่งขันกับคนอื่นแบบผม คงไปได้ไม่พ้นเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ สรุปแล้ว career path เภสัชกรโรงพยาบาลของผมจะถึงทางตันตอนอายุ 28 หรือนี่ ทำไมมันช่างหดหูอย่างนี้ ถ้าเป็นเกมส์ก็คงเก็บเลเวลแบบเบื่อๆ เพราะ job ไม่ level up แล้ว
แต่โชคดีที่ผมเจอสิ่งที่ผมอาจจะชอบมากกว่างานเภสัชกรโรงพยาบาลไปแล้วตอน 3 year ทำให้สิ่งที่บ่นถึงไม่กระทบกับชีวิตของผมมาก เป็นเพียงแค่อาชีพหลักที่ยังคงต้องทำต่อไปอีก 5 – 10 ปีเพื่อเลี้ยงชีวิตในระหว่างที่รอให้งานในฝันพิสูจน์ตนเอง แต่่การที่จะทำงานแบบเรื่อยเปื่อยไปอีกตั้งเป็น 10 ปีก็ใช่เรื่อง คงต้องวางแผนกันหน่อย ว่าจะทำงานเภสัชกรโรงพยาบาลต่อไปอย่างมีความสุขและสนุกกับมันอย่างไร
ก่อนที่จะวางแผนก็ลองมองคนรอบๆ ตัวก่อนว่าพี่ๆ เค้าใช้ชีวิตกันอย่างไร
- เปิดร้านยา อยู่เวรน้อยลง มีความสุขกับการอยู่้ร้านยา แต่ก็ไม่ปล่อยให้งานที่โรงพยาบาลบกพร่อง
- ลาเรียนต่อ หรือเรียนตอนเสาร์ อาทิตย์ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่โรงพยาบาลอยู่ดี
- ไม่เปิดร้านแต่ไปอยู่เวรร้านยา หรือโรงพยาบาลเอกชน (อันนี้ผมก็ทำอยู่)
- ทำธุรกิจส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับวิชาชีพเภสัช
- ไม่เปิดร้าน ไม่อยู่เวรที่อื่น ทำแต่งานที่โรงพยาบาล
ดูๆ แล้วอันที่น่าจะเหมาะกับผมที่สุดคงเป็นแบบสุดท้าย คือเลิกอยู่เวรที่อื่น ไม่เปิดร้าน ทำงานที่โรงพยาบาลที่เดียว แล้วงานในอนาคตละจะเป็นอย่างไร ผมก็ลองคะเนดูจากความเป็นไปได้ ได้ออกมาสามแบบคือ
- ถ้าได้เภสัชกรใหม่ๆ มาเพิ่มเยอะพอ อาจขยายงานคลินิกบนหอผู้ป่วยให้มากขึ้น และอาจจะรับน้องปี 6 มาฝึกงานทั้งปี เพราะถ้าให้เลือกระหว่างทำงานคลินิกที่ต้องเครียดกับการค้นข้อมูล และพูดคุยกับผู้คน กับงานตรวจสอบยา จ่ายยาที่นับวันยิ่งรู้สึกว่าตัวเองใกล้เคียงเครื่องจักรไปทุกที ผมขอเลือกงานคลินิกดีกว่า
- ถ้ารพ. ขยายใหญ่ขึ้น มีแพทย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้น และแพทย์อยากรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไม่ส่งต่อไปโรงพยาบาลศูนย์ ผมอาจจะขอเปิดหน่วยผสมยาเคมีบำบัด เพราะมันเป็นอีกงานหนึ่งที่ผมชอบมากทั้งตอนเรียน และตอนทำงาน
- ถ้าไม่มีปัจจัยส่งเสริมที่มากพอก็คงต้องทำงานแบบเดิมต่อไป งานคลินิกครึ่งนึง งานตรวจสอบยา จ่ายยาครึ่งนึง แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมงานและน้องฝึกงานให้มากที่สุด ก่อนที่ผมจะต้องหันหลังให้กับอาชีพนี้
ถึงตรงนี้ผมคงตอบคำถามตัวเองในส่วนของงานเภสัชกรโรงพยาบาลได้เกือบหมดแล้ว ที่เหลือก็ทุ่มกับให้กับงานและความฝันที่ต้องทำให้สำเร็จต่อไป
สู้ต่อไปรชานนท์
| Print article | This entry was posted by Rachanont on June 11, 2010 at 0:56, and is filed under cool. Follow any responses to this post through RSS 2.0. You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed. |


about 3 months ago
เติ้ล ถ้าเปิดงาน มะเร็งแล้ว บอกด้วย อยากทำจะได้ย้ายไปอยู่ด้วยยยยยย……..
เบื่อจ่ายยามากๆๆๆๆๆๆๆ
about 3 months ago
ป้าขอย้ายมารพศ.ชลบุรีดิ ได้ทำแน่แต่อาจจะต้องราวด์วอร์ดด้วย
about 3 months ago
เดี๋ยวได้เลื่อนขั้นก่อนน (ถ้าทำ อวช ผ่าน) จะหาทางขยับขยาย ตอนนั้นแกก็อย่าไปไหนนะยะ
about 3 months ago
เออไม่ไปไหนหรอก เว้นแต่จะโดนน้ำทะเลพัดไปซะก่อน
about 2 months ago
แผน
ปลูกมะนาว ทำกำไร ปีละ 1ล้านบาท 3ปี คงได้
ขาย อะเมซอน ให้ได้ วันละ 100 ดอลลาร์
ยากว่ะ
อยู่กับ ลูกและภรรยา
about 2 months ago
เภสัชศุภรักษ์ : เป็นกำลังใจให้กับทุกความฝันครับพี่
about 2 months ago
มีเภสัชมาราวน์ด้วยนี่ดีมากเลยนะครับ ช่วยได้เยอะเลย (บอกว่าผมสั่งยาผิด dose บ่อยดี 55)