Archive for the 'cool' Category

Take before bedtime

July 23rd, 2008

รับประทานยานี้ก่อนนอน

คำสั่งที่ดูง่าย ใครอ่านก็เข้าใจ แต่คุณแน่ใจแล้วหรือว่าสิ่งที่คุณเข้าใจนั้นถูกต้อง

ก่อนนอนในความหมายของการกินยา จริงๆ แล้วมันไม่ค่อยจะเกี่ยวกับการนอนสักเท่าไหร่ แต่ที่ต้องระบุเป็นก่อนนอน มันมีสาเหตุมาจากการกินยาที่ต้องแบ่งกินวันละหลายๆ ครั้ง การบอกเป็นช่วงเวลานั้นทำให้ลำบากในการจำ และการกิน จึงต้องมีการนำไปผูกกับมื้ออาหารเพื่อให้สะดวกในการกิน ความหมายจริงของมื้อต่างๆ จึงเป็นดังนี้

  • อาหารเช้า -> ช่วงเช้า (ประมาณ 6.00 - 9.00 น.)
  • อาหารกลางวัน -> ช่วงกลางวัน (ประมาณ 11.00 - 13.00 น.)
  • อาหารเย็น -> ช่วงเย็น (ประมาณ 16.00 - 18.00 น.)
  • ก่อนนอน -> ช่วงกลางคืน (ประมาณ 20.00 - 24.00 น.)

จะเห็นว่าการบอกเป็นช่วง จะทำให้ช่วงห่างของการกินยาแต่ละมื้อไม่เท่ากัน อาจจะใกล้กันเกินไป หรือห่างเกินไป หรือถ้าจะให้แม่นยำโดยการบอกเป็นเวลา ก็ทำให้ยากในการปฏิบัติ (ลองกินยาที่ต้องทานวันละ 3 เวลา ตอน 8.00 13.00 18.00 ดูสักวันสองวันแล้วจะเข้าใจครับ)

แต่เนื่องจากการกินมื้อกลางคืน เราไม่เรียกว่าอาหารกลางคืน หรือจะเรียกเป็นอาหารค่ำมันก็ไม่ได้ช่วงเวลาที่ต้องการ และอาหารค่ำไม่ได้กินกันทุกคน ดังนั้นการบอกให้กินยาช่วงกลางคืน จึงกลายเป็นการบอกให้กินยาก่อนนอน ด้วยประการฉะนี้

แต่เข้าใจแนวคิดนี้แล้วก็ใช่ว่าจะกินยาได้อย่างถูกต้องนะครับ เพราะการกินยาต้องดูด้วยว่ายาที่กินนั้นเป็นยาอะไร ให้กินเพื่ออะไร โดยผมจะแนะนำวิธีใช้ยาก่อนนอนที่ถูกต้องของยาแต่ละะกลุ่มตามนี้ครับ

Read the rest of this entry »

Chew before swallowing

July 21st, 2008

ยานี้ควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน

สงสัยกันมั้ย ว่าทำไมยาพวกนี้ต้องเคี้ยวก่อน กลืนไปเลยไม่ได้หรือไง มันจะไปอุดตันในลำไส้หรืออย่างไร

บางคนอาจจะบอกว่า การเคี้ยวทำให้ยาถูกดูดซึมได้ดีไง ใช่แล้วครับ แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะยาส่วนใหญ่ที่ต้องการให้มันแตกตัวที่กระเพาะอาหาร มันจะแตกตัวได้ดีอยู่แล้ว โดยเราไม่ต้องช่วยมันโดยการเคี้ยวแต่อย่างใด แต่ที่เราต้องเคี้ยวเพราะคุณสมบัติทางกายภาพที่แตกต่างจากยาทั่วไป และความจำเป็นต่อการออกฤทธิ์ของยา ซึ่งผมจะอธิบายทีละตัว

เริ่มจากยาเม็ดลดกรดที่มีหลากหลายยี่ห้อที่คุ้นๆ กันก็ Mag77 หรือ Antacil tab ซึ่งยาพวกนี้ออกฤทธิ์โดยการ neutralize กรดในกระเพาะอาหาร ทำให้ pH ในกระเพาะสูงขึ้น อาการปวดท้องจึงทุเลาลง ซึ่งการออกฤทธิ์ของมันขึ้นกับพื้นที่ผิวของยาที่สัมผัสกับของเหลวในกระเพาะอาหาร การเคี้ยวให้ละเอียดจึงเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวของอนุภาคยาให้ ใกล้เคียงกับยาน้ำลดกรดที่อยู่ในรูปแบบอนุภาคแขวนตะกอนอยู่ในน้ำ แต่ถึงเราจะไม่เคี้ยวมัน มันก็ยังออกฤทธิ์ได้อยู่ แต่อาจไม่ดีมากเท่ากับยาที่ถูกเคี้ยวจนละเอียดแล้ว และยังออกฤทธิ์ได้ช้ากว่าด้วย

ยาตัวต่อไปคือ ยาแก้ท้องอืดที่คุ้นเคยกันในชื่อการค้า Air-X หรือชื่อสามัญคือ Simeticone ยาตัวนี้ออกฤทธิ์ลดแรงตึงผิวในกระเพาะอาหาร ทำให้แก๊สในกระเพาะอาหารรวมตัวกัน และถูกขับออกมาทำให้หายจากอาการท้องอืดได้ ซึ่งการออกฤทธิ์ของมันก็ขึ้นกับพื้นที่ผิวเหมือนยาเม็ดลดกรดเลย ดังนั้นเราจึงต้องเคี้ยวเพื่อให้มันออกฤทธิ์ได้ดี และเร็วเช่นเดียวกัน

ต่อไปเป็นยาเก่าแก่อย่าง Aspirin ที่เราเห็นดาราในหนังต่างประเทศบางเรื่องเคี้ยวกัน แต่ในไทยไม่ยักกะมีใครเคี้ยว เว้นแต่ว่าคุณกำลังเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด คุณถึงจะได้รับ Aspirin ขนาด 300 หรือ 325 mg ไปเคี้ยวเพราะมันจะช่วยให้ลิ่มเลือดที่อุดตันสลายตัวได้เร็วกว่าการกลืนลงไปตามปกติหลายนาทีอยู่ ซึ่งมันช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจตายน้อยลงได้ไม่ใช่น้อย แต่ที่เราเห็นดาราในหนังต่างประเทศเคี้ยวนะ เค้าหวังผลให้มันลดอาการปวดได้เร็วขึ้นนะ ไม่ใช่กินไปสลายลิ่มเลือด

ยาอีกตัวที่จะเขียนถึง คงไม่มีใครอยากกินถ้าไม่จำเป็น เพราะมันคือหนึ่งในยาต้านเชื้อเอชไอวีชื่อว่า Didanosine ยาตัวนี้สร้างความลำบากกับผู้ป่วยในประเทศไทยในอดีต เพราะเนื่องจาก patent ทำให้องค์การเภสัชกรรม (GPO) ไม่สามารถผลิตยานี้ในรูปแบบเม็ดได้ ทำให้ต้องใช้ในรูปแบบผงละลายน้ำซึ่งรสชาติแย่มาก ผสมกับน้ำผลไม้ก็ไม่ได้เพราะกรดจะทำลายยา (ต่างประเทศแนะนำให้ใช้ clear apple juice) ผสมกับน้ำหวานก็ไม่ได้อีกเพราะน้ำตาลจะกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดมาทำลายยา ผู้ป่วยจึงต้องผสมกับน้ำเปล่าล้วนๆ ซึ่งรสชาติแย่แค่ไหนไม่รู้ แต่ผู้ป่วยบอกว่ามันแย่มากยังกับอ้วก

แต่ปัจจุบันนี้ GPO สามารถผลิตในรูปแบบเม็ดบัฟเฟอร์ได้แล้ว ทำให้รสชาติไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แต่ผู้ป่วยต้องเคี้ยวยาเพื่อให้บัฟเฟอร์ออกฤทธิ์สะเทิ้นกรดทันทีที่ตกสู่กระเพาะ ยาจะได้ไม่ถูกทำลายโดยกรด เพราะถ้ารอเม็ดยาแตกตัวเองกว่าบัฟเฟอร์จะทำงานยาก็คงถูกทำลายไปกว่าครึ่ง ดังนั้นจึงต้องเคี้ยวกันต่อไป จนกว่าจะมีเงินซื้อยารูปแบบล่าสุดที่ไม่ต้องเคี้ยวแต่มีราคาสูงกว่า

จริงๆ แล้วยาที่ต้องเคี้ยวมีอีกหลายตัวเช่น fluoride เม็ด หรือ nitroglyceride chewable tab เป็นต้น แต่ยาพวกนี้มีการใช้น้อยลงแล้วในปัจจุบัน เนื่องจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีของการออกแบบรูปแบบยา ทำให้มียารูปแบบอื่นที่สะดวกในการใช้มากกว่า

แต่ถึงเทคโนโลยีจะก้าวหน้าอย่างไร การรักษาตัวเองให้แข็งแรง ไม่ต้องกินยาพวกนี้เป็นดีที่สุดจากใจเภสัชกรที่เกลียดการกินยาครับ

Helicobacter pylori

July 19th, 2008

หลังจากอ่าน 10เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระเพาะ -=Byหมอแมว=- ทำให้นึกถึงเจ้าแบคทีเรียที่ชื่อว่า Helicobacter pylori หน้าตาน่ารัก ที่หมุนติ้วๆ อยู่ด้านบน

อย่างที่หมอแมวบอกเจ้า H. Pylori นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการติดเชื้อ ดังนั้นใครที่เคยได้กินยาสูตร OAC (Omeprazole, Amoxicillin, and Clarithromycin) แสดงว่า กระเพาะอาหารของคุณเคยถูกบุกรุกด้วยเชื้อตัวนี้มาแล้ว

ถึงแม้ว่าเชื้อตัวนี้จะร้ายกาจ จนอาจทำให้เกิดมะเร็งทางเดินอาหารได้ แต่ตัวมันก็ไม่ได้ร้ายไปทั้งหมด เพราะล่าสุดได้มีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งพบว่ามันอาจช่วยป้องกันโรคหืดในเด็กเล็กได้ ทำให้้เด็กๆ ที่เป็นโรคหืด หรือภูมิแพ้ อาจจะได้มีทางเลือกอื่นนอกจากการไปอยู่ในฟาร์มตามชนบท

ไม่มีใครที่เลวไปหมดจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีส่วนดีกันบ้างเหมือนเชื้อตัวนี้แหละครับ

update
อันนี้เป็นเวอร์ชันตุ๊กตาที่หลายคนอาจเคยเห็นจาก forward mail แล้ว