Moneyball, baseball economic movie

สำหรับผม ถ้าจะเขียนถึงหนังที่ดูแบบใส่ใจผมคิดว่าอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าดูหนังเรื่องนั้นมาก ทำให้ที่ผ่านมาผมมักจะเขียนแบบคร่าวๆ เอาประเด็นที่มันแวบๆ ระหว่างดูหนังมาเขียน โผล่มาเป็นชิ้นของความคิด เก็บไว้ช่วยให้นึกถึงจุดที่ชอบไม่ชอบได้ง่ายเวลาย้อนกลับมาดู แต่คนที่ผ่านมาอ่านก็คงไม่ได้อะไร เพราะมันเป็นความรู้สึกดิบๆ ยังไม่ได้กลั่นกรองสักเท่าไหร่

จนได้มาดู Moneyball ทำให้ผมอยากลองใช้เวลากับหนังเรื่องนี้ดู

และอย่างที่บอกไปในตอนต้นผมแค่เขียนถึงหนัง ไม่ได้รีวิวหนัง ดังนั้น enjoy the show ครับ

!—- Spoil Alert—–

Moneyball เป็นหนังที่สร้างมาจากเหตุการณ์จริงของ Billy Beane (Brad Pitt) ช่วงที่เป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager, GM)  คุมทีมเบสบอล Oakland Athletics ในฤดูกาล 2002 โดยเขาได้ร่วมมือกับผู้ช่วยผู้จัดการ Peter Brand (Jonah Hill) นำสถิติมาช่วยในการค้นหามือดีที่ถูกมองข้าม จนได้ Chad Bradford (Casey Bond) และ Scott Hatteberg (Chris Pratt) มาได้ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด และนำทีมทำสถิติชนะ 20 ครั้งติดต่อกันเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของ American League (นำเนื้อหาจากหนังสือเรื่อง Moneyball: The Art of Winning an Unfair Game มาดัดแปลงอีกที)

ฉากแรกที่ชอบคือฉากในที่ประชุมของแมวมองที่แสดงให้เห็นถึงความหัวโบราณ และหลงทางของเหล่าแมวมองอาวุโสที่มั่นใจในประสบการณ์ของตนเองจนเชื่อว่า บุคลิก หน้าตา หรือแม้กระทั่งความสวยของแฟนจะเชื่อมโยงถึงความสามารถของผู้เล่นได้ โดยไม่สนใจที่จะมองความสามารถที่แท้จริง และอย่างที่ Billy ถามทุกคนว่าปัญหาคืออะไร ทุกคนก็คิดแต่ว่าจะหาผู้เล่นที่มีความสามารถใกล้เคียงผู้เล่นที่ถูกซื้อตัวไป หาคนที่มีแววว่าจะพัฒนาได้มาปั้นให้เก่ง เชื่อมั่นว่ามาถูกทางแล้ว ทางที่ทีมจนจะต้องแพ้ทีมรวยไปตลอดในความคิดของ Billy เพราะเมื่อใดที่เจอคนเก่ง หรือปั้นใครให้เก่งได้ก็จะต้องถูกทีมที่รวยกว่าซื้อตัวไป แล้วก็ต้องมาค้นหาพัฒนาผู้เล่นกันใหม่ทุกครั้ง ติดอยู่ในวังวนไปตลอด (Billy บอกว่ามันคือ unfair game)

Billy เองไม่ศรัทธาแมวมองเพราะประสบการณ์ในวัยเด็กที่แมวมองบอกว่าเขาจะเก่งได้ จนทำให้เขายอมทิ้งทุนเรียน Stanford เพื่อมาล้มเหลวในชีวิตนักกีฬาเบสบอล และกลายเป็นผู้จัดการทีมที่มีวุฒิการศึกษาแค่มัธยม (ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะมีเรื่องเงินเป็นอีกตัวแปรที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกเล่นเบสบอล) แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ได้ลองพยายามด้วยวิธีเดิมแล้วโดยการพยายามขอเงินจากเจ้าของทีม แต่กลับโดนปฏิเสธและถูกบอกว่าให้พยายามชนะด้วยเงินเท่าที่มี พยายามต่อรองกับผู้จัดการทีมอื่นๆ เพื่อขอซื้อตัวผู้เล่น แต่กลับโดนปฏิเสธเพราะเขาให้เงินได้ไม่มากพอ

สถานที่เดิมแต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อ Billy นำ Peter มาชี้ให้บรรดาแมวมองเห็นว่ายังมีหนทางอื่นในการแก้ปัญหา โดยการเอาสถิติมาใช้ในในฐานะนักเศรษฐศาสตร์เบสบอล มองหาผู้เล่นเปี่ยมความสามารถ ที่ถูกมองข้ามจากบรรดาแมวมองหัวเก่า กระตุ้นพวกเขาด้วยการทำให้รู้สึกว่ามีคุณค่า จนจุดไฟพวกเขาติดได้  และที่ขาดไม่ได้คือชั้นเชิงในการแลกเปลี่ยนผู้เล่นของ Billy ทำให้ Oakland Athletics กลับมาเป็นทีมที่โดดเด่นได้อีกครั้ง (หลักการของ Peter คือประเมินราคาที่แท้จริงของผู้เล่นโดยสถิติ ค้นหาผู้เล่นที่ถูกตีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง คล้ายหลักการหาหุ้นคุณค่าของ Value investor ซึ่งมันเป็นโปรเจคของ Peter สมัยเรียนที่ Yale)

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ Billy ก็ต้องเอาชีวิตผู้จัดการทีมมาเสี่ยงโดยการแลกตัวผู้เล่นมีฝีมือออกไป เพื่อบีบให้โค้ชเอาผู้เล่นที่เขาเลือกมาลงเล่น และกลับโดนสื่อมวลชนยกเครดิตให้โค้ชแทนเมื่อทีมเริ่มชนะติดต่อกันอีกต่างหาก ฉากที่ Peter สะกิด Billy หลังจากดูข่าว แต่ Billy กลับไม่สนใจ สนใจแต่เพียงว่าทีมชนะเท่านั้น เป็นอีกฉากที่กินใจใช่เล่น

และจุดเล็กน้อยอีกจุดที่หนังแสดงให้เห็นคือการพยายามหลีกเลี่ยงความลำบากใจเมื่อต้องบอกให้ผู้เล่นรู้ว่าถูกย้ายออกจากทีมของ Peter โดยการพยายามไม่พูดคุยกับผู้เล่น และพยายามให้ Peter เป็นคนแจ้งข่าวร้ายแทน แต่สุดท้ายเขาก็ลงมาคลุกคลีกับผู้เล่นเพื่อจุดไฟพวกเขา และทำให้เขารู้สึกแย่เมื่อต้องแจ้งข่าวร้ายกับ Ricardo Rincon ซึ่งความรู้สึกแตกต่างกับตอนเขาบอกข่าวเดียวกันกับ Jeremy Giambi

หลังจากช่วงเลวร้ายผ่านไปทีมชนะติดต่อกันจนกระทั่งชนะ 20 ครั้งติดต่อกัน ความรู้สึกยินดีก็ถูกทำให้หายไปในชั่วพริบตาโดยการแพ้ในรอบชิงของ World series ทำให้ Billy และ Peter รู้สึกว่าวิธีของเขาท้ายที่สุดก็ไม่ได้ผลทีมเงินน้อยยังแพ้ทีมเงินมากอยู่ดี แม้ว่า Billy จะได้รับความสนใจจากทีม Boston Red Sox โดยได้รับการเสนอให้เป็นผู้จัดการทีมด้วยค่าตัวสูงถึง $12.5M ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่เขาก็ปฏิเสธเพราะไม่อยากพบกับความผิดพลาดที่เกิดจากการตัดสินใจเพราะเงินเช่นเดียวกับสมัยตัดสินใจเล่นเบสบอลอาชีพ และเป็น GM ให้ Oakland Athletics มาจนถึงปัจจุบัน และพยายามเป็นแชมป์ World series ต่อไป

สองฉากสุดท้ายที่เป็นฉากสำคัญของเรื่องเริ่มจาก Peter เปิดวิดีโอของ Jeremy Brown ผู้ที่หวาดกลัวการวิ่งไปยังเบสที่สอง แต่เขาก็พยายามทำสิ่งที่กลัวในการตีครั้งนั้น พยายามวิ่งไปยังเบสสองแต่ก็พลาดท่าหกล้มจนต้องรีบพุ่งมารักษาเบสหนึ่ง ทุกคนหัวเราะเขาไม่ใช่เพราะเขาล้มแต่เป็นเพราะเขาตีโฮมรันไปแล้ว จะมามัวอยู่ที่เบสหนึ่งทำไมวิ่งกลับโฮมสิ

Peter บอกว่าเขากับ Billy เหมือนกับ Jeremy ถึงจะกลัวว่าวิธีที่ใช้อาจจะไม่สำเร็จ แต่ก็กล้าทำมันลงไปถึงแม้จะรู้สึกว่าแพ้ แต่ในสายตาคนอื่นพวกเขาชนะแล้ว ซึ่งยืนยันด้วยการที่เทคนิค Moneyball ที่พวกเขาใช้ ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายใน Major League

ต่อด้วยฉากที่ Billy เปิดเพลง The Show ที่ลูกสาวของเขา cover มาฟัง และทำให้ผู้ชายที่เกรี้ยวกราดอย่างเขาน้ำตาซึมได้ เพราะสุดท้ายสิ่งที่เขาต้องทำก็แค่ just enjoy the show (บางคนบอกว่าที่เขาปฏิเสธสัญญาเป็นเพราะอยากอยู่ใกล้กับลูกสาว)

สรุปแล้วนี่คือหนังเบสบอล ที่เนื้อหาหลักคือเศรษฐศาสตร์ แต่ให้แง่คิดในการใช้ชีวิตไปยังจุดหมาย

“How can you not be romantic about baseball”

หมายเหตุ

Peter Brand เป็นตัวละครที่แต่งขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Paul DePodesta เพราะเจ้าตัวไม่อยากให้ชื่อตนเองปรากฎในหนัง แต่สุดท้ายผู้กำกับก็ให้เครดิตเขาอยู่ดี

five-tool-player คือผู้เล่นเบสบอลที่มีความสามารถครบทุกด้าน สามารถเล่นได้ดีทุกตำแหน่ง ซึ่ง Billy สมัยมัธยมเองก็ถูกประเมินด้วยแมวมองว่าเป็น five-tool-player

สถิติชนะติดต่อกันสูงสุดคือ 21 ครั้งเป็นของ Chicago Cubs ใน National League ปี 1935

Facebook Comments