Paracetamol 2

จากตอนที่แล้ว ผมได้บอกขนาดการใช้ยาปกติไปแล้ว
ต่อไปเราจะมาดูขนาดการใช้ยาสูงสุดที่สามารถใช้ได้ ว่าเป็นเท่าไหร่กัน

เริ่มจากเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี ไม่ควรใช้ยาในขนาดสูงกว่า 2.6 กรัมภายใน 24 ชั่วโมง
ส่วนผู้ใหญ่ ไม่ควรใช้ยาในขนาดสูงกว่า 4 กรัมภายใน 24 ชั่วโมง

แต่การกินมากกว่าขนาดสูงสุด ก็ไม่ได้ความว่าต้องเกิดพิษเสมอ เพราะร่างกายของแต่ละคนมีความสามารถในการ ดูดซึม กระจาย เปลี่ยนแปลง และขจัีดยาออกจากร่างกายได้แตกต่างกัน

เราจึงต้องใช้ระดับยาในเลือดเป็นตัวบ่งชี้ ความเสี่ยงในการเกิดพิษแทน โดยพิษที่สำคัญของพาราเซตามอลก็คือ พิษต่อตับ เพราะตับเป็นอวัยวะที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งแปลกปลอมต่างๆ รวมถึงยาให้เป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์ และกำจัดออก เมื่อระดับยาสูงเกินกว่าตับจะรับไหว แทนที่ยาจะถูกทำให้หมดฤทธิ์ กลับถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสารที่เป็นพิษต่อตับซะงั้น

ซึ่งทางแก้ก็ไม่ยากครับ สาเหตุเกิดจากตับเปลี่ยนแปลงยาไม่ไหว เพราะสารที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงยาไม่พอใช่มั้ย เราก็เพิ่มให้มันสิ ซึ่งมันก็คือยาแก้พิษของพาราเซตามอลนั่นเอง

แต่ก่อนที่จะดูยาแก้พิษ ลองมาดูก่อนว่าระดับยาแค่ไหนถึงจะเป็นพิษต่อตับ

จากการติดตามระดับยาในเลือดเฉลี่ยของประชากรทั่วไป หลังจากกินยาในขนาดปกติเข้าไปพบว่ามีค่าอยู่ระหว่าง 10 – 30 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร ซึ่งระดับที่อาจเป็นพิษต่อตับคือ มากกว่า 200 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร

คิดแบบง่าย เทียบบัญญัติไตรยางค์ ก็จะเห็นว่าต้องกินยาเป็น 6 เท่าของขนาดปกติจึงจะเกิดพิษได้ ปกติกินวันละ 4 เม็ด ก็ต้องกินถึง 24 เม็ดถึงจะเกิดพิษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสำหรับคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย ด้วยการกินยาเม็ดใหญ่ขนาดนี้ถึง 24 เม็ด แถมไม่ตาย แล้วก็ต้องมีชีวิตแย่ลงเพราะตับเสียหายอีก สรุปแล้วอย่าฆ่าตัวตายเลยครับ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม สงสารแม่ที่ให้เราเกิดมาครับ

ขอตัดกลับมายังยาแก้พิษ ซึ่งมันมีชื่อสามัญว่า acetylcysteine หรือชื่อการค้าที่อาจจะคุ้นหูกว่าอย่าง fluimucil ซึ่งยาตัวนี้มีอยู่ 3 รูปแบบคือ ยาฉีด ยาเม็ด และผงยาสำหรับละลายน้ำดื่ม ปกติแล้วใช้เป็นยาละลายเสมหะ เพื่อลดอาการไอ

ซึ่งยานี้จะใช้หลังจากที่ผู้ป่วยได้กลืนผงถ่าน (activated chacoal) เข้าไปเพื่อดูดซํบตัวยาที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะ ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดแล้ว โดยรูปแบบที่แนะนำให้ใช้ก่อนคือ ยารับประทานซึ่งมีอยู่ 2 แบบคือ ยาเม็ด และผงยาสำหรับละลายน้ำดื่ม ส่วนยาฉีดจะเก็บไว้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทานยาได้

ดูเหมือนจะง่ายใช่มั้ยครับ แต่ไม่เลย เพราะผู้ป่วยต้องกินยาในขนาด 140 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมในครั้งแรก และกินต่อในขนาด 70 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมทุก 4 ชั่วโมงอีก 17 ครั้ง

คิดง่ายๆ ถ้าผู้ป่วยหนัก 50 กิโลกรัมต้องกินยาในขนาด 7,000 มิลลิกรัม ตามด้วย 3,500 มิลลิกรัมอีก 17 ครั้ง

ถ้าเป็นยาเม็ดขนาด 600 มิลลิกรัม ก็ต้องกิน 12 เม็ดในครั้งแรก และกินต่ออีกครั้งละ 6 เม็ดรวมทั้งหมดเป็น 114 เม็ด

แต่ความลำบากไม่ได้จบแค่นี้ครับ เพราะยาในรูปแบบเม็ดค่อนข้างแพง จึงไม่ค่อยมีใช้ในโรงพยาบาลรัฐบาลขนาดเล็ก ถึงกลาง จึงต้องใช้ยาผง ซึ่งใช้ละลายน้ำดื่มขนาด 200 มิลลิกรัมต่อ 1 แก้ว ต้องกินถึง 35 แก้วในครั้งแรก และกินต่ออีกครั้งละ 18 แก้ว รวมเป็น 341 แก้ว!

เป็นไงครับ การแก้พิษ ทรมานกว่าตอนกินยาจนเกิดพิษอีก เห็นอย่างนี้แล้ว หลายๆ คนที่อยากฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพาราเซตามอล อาจจะเปลี่ยนใจหรือเปล่า คิดเอาเองแล้วกัน

ตอนต่อไป จะเป็นการเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของพาราเซตามอล และคิดว่าคงเป็นตอนสุดท้ายแล้ว เพราะมียาที่น่าเขียนถึงอีกหลายตัวครับ

ขอทิ้งท้ายด้วยรูปซองยาแก้พิษ ที่คนกินเพื่อแก้พิษต้องจำติดตาไปอีกนาน
fluimucil

Facebook Comments
Skip to toolbar