The Happiness Hypothesis: Finding Modern Truth in Ancient Wisdom – Book Review


วิทยาศาสตร์แห่งความสุข: สำรวจความสุขและความหมายของชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ (The Happiness Hypothesis: Finding Modern Truth in Ancient Wisdom)
BY JONATHAN HAIDT, โตมร ศุขปรีชา (TRANSLATOR)

หนังสือนี้เนื้อหาค่อนข้างเยอะ ประกอบไปด้วยเรื่องจิตวิทยา ชีววิทยา และมนุษย์ศาสตร์ ถ้ามีพื้นฐานอย่างน้อย 1 ใน 3 ศาสตร์นี้จะทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น โดยผมจะยกเฉพาะส่วนที่ชอบมาเล่าเหมือนเดิม

เริ่มจากผู้เขียนบอกว่าการอธิบายหลายสิ่งๆ ในโลกนี้การอธิบายโดยใช้การอุปมาจะทำให้เราเข้าใจมันได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มจากทฤษฎีของฟรอยด์ที่แบ่งจิตออกเป็น 3 ส่วนคือ อีโก ซูเปอร์อีโก และอิด ทั้งสามส่วนนี้เปรียบกับรถม้าโดย สารถี (อีโก) เป็นผู้ควบคุมรถม้าแห่งความหิว ราคะ และความดื้อดึง (อิด) โดยมีพ่อของเราผู้ยึดมั้นในกฎเกณฑ์ของสังคม นั่งอยู่ข้างหลังคอยพร่ำบ่นการกระทำของเราอีกที (ซูเปอร์อีโก) เป้าหมายของแนวคิดนี้คือ เราต้องฝึกอีโกให้แข็งแกร่งเพื่อควบคุมอิด และหลุดพ้นจากซูเปอร์อีโก เหมือนที่สารถีควบคุมรถม้าได้ ซึ่งในชีวิตจริงเรามักทำไม่สำเร็จเพราะเราไม่ได้กำลังขับรถม้า

ผู้เขียนจึงอุปมาใหม่เป็นควาญช้างกับช้างแทน โดยตัวเราเป็นควาญช้าง ส่วนระบบอัตโนมัติต่างๆ ในร่างกาย และจิตไร้สำนึกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราคือช้าง ทำให้เห็นได้ว่าที่เราควบคุมไม่ได้เพราะช้างนั้นมีกำลังมากกว่าเรามาก ไม่อาจควบคุมโดยตรงได้ แต่ต้องร่วมมือกับช้าง ผ่านวิธีต่างๆ เหมือนการพูดคุยในที่ประชุมคณะกรรมการ และอุปมานี้แหละที่ถูกนำไปใช้ในหนังสือเกือบทั้งเล่ม

เรื่องแรกที่ยกตัวอย่างคือเรื่องเล่าของ จูลีกับมาร์กที่เป็นพี่น้องกัน ทั้งสองคนต่างเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในคืนหนึ่งได้ตัดสินใจร่วมรักกันโดยใช้ทั้งถุงยางและยาคุมกำเนิด ทั้งคู่สนุกกับการร่วมรักกัน แต่ตัดสินใจไม่ทำอีก และเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

ผู้เขียนบอกว่าคนส่วนใหญ่ที่ได้ยินเรื่องนี้จะบอกว่าเป็นเรื่องที่ผิด เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แต่ไม่สามารถอ้างเหตุผลที่ชอบธรรมของการตัดสินว่าผิดได้ (ทั้งสองคนยินยอม และป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางพันธุกรรม และปิดเป็นความลับเพื่อไม่ให้กระทบชื่อเสียง) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพราะช้างเป็นผู้ตัดสินว่าผิด ในขณะที่เราผู้เป็นควาญช้างมีหน้าที่เพียงคิดหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของช้าง ซึ่งตรงนี้อาจนำไปอธิบายเวลาที่เราโต้แย้งกับคนอื่นในเรื่องที่เราเห็นว่าผิดชัดๆ แต่เค้ากลับหาเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นมาโต้แย้งไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอมรับความคิดเห็นของเรา นั่นเป็นเพราะช้างของเค้าตัดสินใจไปแล้ว (แต่อย่าลืมว่าช้างของเค้าก็เติบโตและมีหลักคิดมาจากการกระทำต่างๆ ของควาญช้างด้วย)

อีกตัวอย่างนึง อันนี้ผมยกมาเอง ให้นึกถึงตอนเราหัดขับรถเราจะต้องคอยโฟกัสทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการเปิดไฟสัญญาณ เข้าเกียร์ หมุนพวงมาลัย (ช้างยังไม่คุ้นทาง เป็นหน้าที่ของควาญช้างต้องนำทาง) แต่พอเราขับรถเป็น การขับรถในเส้นทางเดิมๆ เช่นทางจากที่ทำงานกลับมาบ้าน เราจะสามารถขับรถมาถึงบ้านได้โดยไม่ต้องนึกถึงสิ่งพวกนี้เลย เพราะตอนนี้ช้างคุ้นทางแล้ว และเข้ามาทำหน้าที่แทนเรา เราเป็นเพียงควาญช้างที่นั่งเฉยๆ รอให้คำแนะนำกรณีเจอเหตุไม่คาดฝันเท่านั้น ซึ่งการเกิดอุบัติเหตุหลายๆ ครั้งก็เกิดจากควาญช้างเหม่อไม่ตอบสนองช้างนี่แหละ

ต่อมาเป็นเรื่องลอตเตอรี่ทางสมองที่ผู้เขียนบอกว่าคนที่มีอารมณ์ขัน ร่าเริง สนุกสนานได้กับทุกเรื่อง ส่วนหนึ่งมาจากลอตเตอรี่ทางสมองหรือกรรมพันธุ์นั่นเอง ซึ่งเค้าได้ศึกษาจากแฝดแท้ที่ถูกแยกกันเลี้ยงโดยคนละครอบครัว แต่กลับมี นิสัยร่าเริงเหมือนกัน ทำให้เรารู้ว่าการมีความสุขของแต่ละคนถูกกำหนดมาตั้งแต่พันธุกรรมเลย

จากนั้นจึงเป็นเรื่องของสูตรแห่งความสุข H = S + C + V โดย
H = ระดับความสุข
S = ค่าตั้งต้นทางชีววิทยา (กรรมพันธุ์)
C = เงื่อนไขในชีวิต
V = กิจกรรมโดยสมัครใจที่คุณทำ

เพราะ S เป็นสิ่งที่ตายตัว ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด การศึกษาจิตวิทยาเชิงบวกจึงเป็นการค้นหาว่า C กับ V ใดบ้างที่ส่งผลต่อความสุขของเรา ในขณะที่ศาสนาต่างๆ เช่นศาสนาพุทธจะเน้นที่ V เป็นหลัก อย่างการ ถือศีล ภาวนา

ดังนั้นการทำตามหลักศาสนาอย่างเดียวอาจไม่ใช่หนทางแห่งความสุข ทีนี้กลับมาที่ C ก็มีทั้งเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อย่าง เชื้อชาติ เพศ อายุ ความพิการ และเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงได้อย่าง ความร่ำรวย สถานภาพสมรส ที่อยู่อาศัย แต่เงื่อนไขที่ผู้เขียนยกมาก็มีเรื่อง เสียงรบกวน การเดินทางประจำวัน การขาดอำนาจควบคุม ความสัมพันธ์ และความละอาย

โดยความละอายนี้อาจจะเป็นบุคลิก ท่าทาง ไม่ใช่แค่การมีหน้าตาดีเพียงอย่างเดียว จึงมีการศึกษาความพึงพอใจในผู้ที่ทำศัลยกรรม และพบว่าการทำหน้าอกคือ ศัลยกรรมที่คนพึงพอใจมากที่สุด ซึ่งมีทั้งทำให้ใหญ่ขึ้นและเล็กลง

อีกกิจกรรมที่แนะนำคือการค้นหาสภาวะโฟลว์ หรือสภาวะที่ลื่นไหลในการทำงานหรือทำอะไรซักอย่างจนลืมเวลาไปเลย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดกับกิจกรรมสร้างสรรค์อย่าง การวาดรูป เขียนหนังสือ เล่นดนตรี โดยกุญแจสู่สภาวะโฟลว์คือ หาสิ่งที่ท้าทายและเราสามารถทุ่มเทความใส่ใจลงไปได้เต็มที่ เรามีทักษะพอที่จะรับมือความท้าทายนั้น และมีผลตอบสนองกลับมาทันทีในทุกขั้นตอนที่เราทำ (ประมาณความสำเร็จเล็กๆ) และนั่นคือการที่เราซึ่งเป็นควาญช้างเป็นหนึ่งเดียวกับช้าง พุ่งทะยานไปอย่างราบรื่นในป่า
แต่ใครที่ยังหาสภาวะโฟลว์ไม่พบ การกินอาหารอร่อย เซ็กซ์ การนวดหลัง หรือสายลมเย็นๆ ก็ให้ความรู้สึกได้ใกล้เคียงกัน

อีกเรื่องเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก จากการศึกษาพบว่าเด็กในขวบปีแรกๆ ต้องการการสัมผัสอย่างการหอมแก้ม โอบกอด และแน่นอนการดูดนมจากแม่ เพื่อให้เกิดความผูกพัน ซึ่งตรงนี้รวมถึงการสัมผัสกันของคู่รักด้วย แต่เค้าจะเน้นที่แม่ลูกซึ่งเห็นผลได้ชัด

ตรงนี้เลยเกิดเป็นทริกที่ใครมีปัญหาเล่นกับเด็กแล้วเด็กไม่ยอมเล่นด้วย นั่นอาจเกิดจากเด็กไม่รู้สึกถึงความปลอดภัย และเด็กจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ๆ กับแม่ เมื่อรู้สึกปลอดภัยแล้วจึงจะยอมเล่น หรือพูดคุยกับคนอื่น การที่แม่ไม่ค่อยได้อยู่กับลูกจึงส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ จากการที่เด็กไม่ยอมเล่น เนื่องจากไม่รู้สึกถึงความปลอดภัย และส่งผลถึงอุปนิสัยเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และแน่นอนถ้าอยากให้เด็กเล่นด้วยควรเล่นตอนที่แม่ของเด็กอยู่ใกล้ๆ ครับ

ต่อมาเป็นเรื่องของความรัก ที่เรามักจะได้ยินว่าคู่รักต้องผ่านช่วงรักแบบหลงใหลเพื่อเปลี่ยนเป็นรักแท้ให้ได้ แต่ผู้เขียนบอกว่ารักทั้งสองแบบเกิดขึ้นพร้อมกันเพียงแต่รักแบบหลงไหลจะมีเส้นกราฟความพึงพอใจที่ขึ้นสูงสุดตั้งแต่แรกๆ แล้วค่อยๆ ลดลงมาจนหมดไป เหมือนยาเสพติด ในขณะที่เส้นกราฟของรักแท้จะค่อยๆ สูงขึ้นทีละนิดตามวันเวลา ดังนั้นเราสามารถพัฒนารักแท้ได้ตั้งแต่วันแรกที่รักกัน และควรตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างการแต่งงาน เมื่อรักแบบหลงไหลหมดไปก่อน เพื่อตัดสินใจบนฐานความรู้สึกของรักแท้เพียงอย่างเดียว

นอกจากความรักแล้ว ความทุกข์ก็เป็นอีกสิ่งที่อาจมีประโยชน์กับเรา เพราะเหตุการณ์ร้ายแรงอาจเปลี่ยนตัวตนของเราได้ เช่นคนที่รอดจากอุบัติเหตุรุนแรง หรือโรคร้ายอย่างมะเร็งมาได้ มักจะเปลี่ยนเป็นคนที่มีความเห็นอก เห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ในหนังสือยกตัวอย่างพระเจ้าอโศกที่หลังจากทำสงครามฆ่าผู้คนไปมากมาย ได้เกิดความรู้สึกผิด และโศกเศร้าและเปลี่ยนใจมานับถือศาสนาพุทธ หยุดทำสงคราม และเผยแผ่วิสัยทัศน์เรื่องความสงบและคุณธรรมแทน แต่ผมกลับนึกถึง tony stark ที่รอดจากผู้ก่อการร้าย แล้วกลับมายกเลิกการผลิตอาวุธ และกลายเป็น iron man

และสุดท้ายเป็นเรื่องของการยกระดับจิตใจ โดยการรับรู้เรื่องราวของคนที่ทำเรื่องดีๆ นั้นส่งผลให้เรามีความรู้สึกปลื้มปิติขึ้นมาได้จากการที่ร่างกายหลั่ง ออกซีโทซิน เหมือนที่หลั่งออกมาตอนมีความรัก หรือตอนที่แม่ให้นมลูก เรื่องนี้จึงเป็นคำตอบว่าทำไมหลายๆ คนจึงมีความรู้สึกดี เวลาที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น ทั้งที่ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรตอบกลับมาเลย ซึ่งฮอร์โมนอาจเป็นคำตอบของเรื่องนี้

หนังสือนี้พยายามจะหาความหมายของชีวิตเหมือนหนังสือหลายๆ เล่ม แต่ก็ไม่พบคำตอบอะไรที่เป็นสูตรสำเร็จ แต่พอได้ข้อสรุปว่าเป้าหมายของชีวิตเราไม่ใช่ปลายทาง แต่มันคือระหว่างทางของกิจกรรมที่เราเลือกทำ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับงาน ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับคนอื่นนั่นเอง

ที่ยกมาอาจจะดูเยอะ แต่เนื้อหาในหนังสือเยอะกว่านี้เยอะเลย ส่วนตัวชอบหนังสือเล่มนี้มาก อ่านแล้วได้คิดอะไรเยอะเลย ใครที่ชอบหนังสือแนวจิตวิทยา ความสัมพันธ์ หรือความสุข แนะนำให้อ่านครับ

Facebook Comments

Leave a Reply