การใช้ Rifampicin ในการรักษา Ergotism

คำถาม

สามารถใช้ยา Rifampicin ในการรักษา Ergotism ได้หรือไม่

คำตอบ

Ergotism เป็นภาวะที่เกิดการหดตัวของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย  โดยเกิดจากผู้ป่วยได้รับสารกลุ่ม ergot alkaloids มากเกินไป เช่น ergotamine, methysergide, dihydroergotamine ergonovine โดยสารเหล่านี้มีผลกระตุ้นการทำงานของ alpha adrenergic receptor ทำให้หลอดเลือดแดงหดตัว

ดังนั้นในผู้ป่วยที่ได้รับยา ergotamine เกินขนาด หรือมีระดับยาสูงกว่าปกติ จะทำให้ผู้ป่วยมีหลอดเลือดแดง ส่วนปลายหดตัว ทำให้แขนและขาส่วนปลายขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยจะมีอาการมือเท้า เย็น ชา เขียว (cyanosis) และปวด โดยอาการจะเริ่มที่บริเวณปลายมือปลายเท้าก่อน และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเนื้อเยื่อตายในที่สุด (gangrene)

จากการศึกษา Ergotism in Thailand Caused by Increased Access to Antiretroviral Drugs: A Global Warning ได้รวบรวมกรณีศึกษาการเกิด ergotism จาก 5 โรงพยาบาลในประเทศไทย จำนวน 23 รายที่เกิดอันตรกริยาระหว่าง ergotamine และยา ARV ระหว่างปี พ.ศ. 2547- 2554

  • Onset: โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มได้ยาร่วมกันจนแสดงอาการ ergotism อยู่ในช่วง 1-14 วัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จำนวน 12 รายเกิดภายใน 1 วันหลังรับยาและผู้ป่วยจำนวน 4 คนเกิดภายใน 2-3 วัน และผู้ป่วยจำนวน 2 คนเกิดภายใน 7 วัน และอีก 1 คนเกิดหลังรับยาแล้ว 14 วัน
  • Treatment : Nitroprusside, Nifedipine, Heparin (ระยะเวลาการนอน รพ. 4-11 วัน)
  • Outcome: หลังการรักษามีทั้งหมด 17 รายที่สามารถกลับมาเป็นปกติ และ 4 ราย รอยโรคไม่สามารถกลับมาสมบรูณ์ปกติได้(ตัดขา 2 ราย/ตัดนิ้ว 1 ราย/ มีแผลและชา> 3 เดือน 1 ราย) และมี 1 รายเสียชีวิต ทั้งนี้ไม่พบการใช้ Inducer of CYP3A44 เพื่อแก้พิษจาก Ergotism

จากรายงานการรวบรวมข้อมูลย้อนหลังการเกิดอุบัติการณ์ Ergotism ของโรงพยาบาลศิริราชระหว่างปี 2555 – 2558 มีผู้ป่วยได้รับ Ritonavir ร่วมกับ Ergotamine 3 รายจากทั้งหมด 7 ราย โดยมีอาการ ชาปลายมือปลายเท้า เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล่ำ บางรายคลำชีพจรไม่ได้

  • Onset: โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มได้ยาร่วมกันจนแสดงอาการ ergotism ประมาณ 2 วัน
  • Treatment : Nitroprusside, Nifedipine, Heparin
  • Outcome: หลังการรักษาหายกลับมาเป็นปกติ 2 ราย และมี 1 รายเสียชีวิต

ทั้งนี้ไม่พบการใช้ Inducer of CYP3A44 เพื่อแก้พิษจาก Ergotismกล่าวโดยสรุปยากลุ่ม ergot alkaloids นั้นถูกเมตาบอลิซึมที่ตับ โดยเอ็นไซม์ cytochrome 450 3A4 (CYP3A4) ดังนั้นในทางทฤษฏีหากรับประทานยาในกลุ่มที่เป็น Inducer of CYP3A44 (Rifampicin) ร่วมกันน่าจะลดระดับยา ergot  ลงได้แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาในทางคลินิกยังขาดข้อมูลสนับสนุนการใช้ Inducer of CYP3A44 เพื่อแก้พิษจาก Ergotism

เอกสารอ้างอิง :

  1. สุดา วรรณประสาท. Case study: Ergotism. ไทย: คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  2. วีรพงษ์ ชลิสา. ergotism from ergot alkaloid. สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล. 2015.
  3. ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ. สรุปรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ประจำปี 2558. ไทย: สำนักพิมพ์กราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2556.

หัวข้อสืบค้น(keywords): Rifampicin, ergotism

Facebook Comments

Leave a Reply