elixer

กล่องไปรษณีย์สีแดง

ดากานกา… หากแกเดินทางออกจากสถานที่เดิมๆ ซึ่งเคยวนเวียนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ออกจากวิถีชีวิตซึ่งเคยวนเวียนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ออกจากคนรู้จักรอบตัว ไป ณ ที่ไม่เคยมีใครรู้จักแกเลย และแกเป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง เป็นเม็ดทรายเม็ดหนึ่ง เป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งของสถานที่แห่งนั้น และเป็นเวลาที่แกได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวจากชีวิตเก่า ทว่าเป็นเวลาที่แกได้อยู่อย่างอิสระในชีวิตใหม่ บางทีแกอาจได้ยินเสียงของตัวแกเองพูดกับแก เสียงในตัวแกพูดกับแกในเรื่องที่ตรงไปตรงมาที่สุด
— อภิชาติ เพชรลีลา กล่องไปรษณีย์สีแดง

Posted by elixer in cool, 0 comments

ฝึกงาน aseptic dispensary ที่ชัยภูมิ

ขอสรุปสั้นๆเป็นเรื่องๆตามที่นึกออกแล้วกัน
อาจจะไม่ต่อเนื่องกันเพราะนึกอะไรออกก็เขียน

-ฝึกงานกันสามอาทิตย์ 17/10 – 4/11 ฝึกรวม 14 วันแต่เราฝึก 12 วัน
-ใช้เวลาเดินทางจากนครสวรรค์ไปชัยภูมิประมาณห้าชั่วโมงกว่า
-ชัยภูมิมีห้าง lotus ด้วยพึ่งเปิดก่อนเราไปฝึกงานไม่ถึงเดือน
-เรากับเบ้อไปฝึกเตรียมยาเคโม ส่วนกวางกับอ็อบไปฝึกเตรียมยาให้ทางหลอดเลือดดำ
-ชัยภูมิไม่มีโรงหนัง
-ชัยภูมิเป็นจังหวัดปิด เลยไม่ค่อยมีห้างหรือที่ท่องเที่ยวในเมือง
-อยากเที่ยวแบบนั้นต้องขึ้นไปขอนแก่นหรือไม่ก็ลงไปโคราช
-จะเดินทางจากชัยภูมิไปกรุงเทพต้อง ชัยภูมิแอร์ เพราะมีรถออกทุกชั่วโมง
-แต่จะกลับพิษณุโลกต้อง นครชัยแอร์เพราะนั่งสบายและไว
สี่ชั่วโมงกว่าก็ถึงพิษณุโลกแล้ว
-ระบบขนส่งหลักของเมืองชัยภูมิคือสามล้อรับจ้าง 20 บาทราคาเดียว
(แต่นั่งวันแรกโดนซะ 30)
-สรุปแล้วการเดินทางในตัวเมืองชัยภูมิที่ดีที่สุดคือ การเดิน เพราะเมืองไม่ใหญ่มาก เดินไปเดินมาก็รอบเมืองแล้ว
-บ้านพักมี 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำแต่ใช้ได้ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ
-มีเพื่อนปีเดียวกันจากม.อุบลมาอยู่ด้วยแต่เค้าฝึก 6 สัปดาห์
-บ้านพักอยู่ใกล้ๆบ้านผอ.เลย (ไม่มีอะไรสำคัญ บอกไปอย่างนั้นแหละ)
-บ้านพักอยู่ใกล้หอพักแพทย์ พยาบาลด้วย (อันนี้สิสำคัญ)
-ตอนเย็นมีบุคลากรมาเต้นแอโรบิคหน้าบ้านพักด้วย (ส่วนใหญ่จะเป็นป้าๆ)
-แต่ก็ยังดีที่มีหมอน่ารักๆมาเดินผ่านหน้าบ้านพักทุกเย็นเหมือนกัน (แต่พวกเราก็ได้แต่มอง)
-ที่บ้านพักเรามีบอลแข่งทุกคืนสารพัดทีมจากทุกลีกส์ ทุกประเทศ
-ทั้งที่ โทรทัศน์บ้านพักเราดูได้แต่ ไอทีวี กับ ช่องสิบเอ็ด
-ลำดับการเข้านอน เติ้ล อ็อบ กวาง เบ้อ (22.00 – 3.00 น.)
-ลำดับการตื่นนอน เติ้ล อ็อบ กวาง เบ้อ (6.00 – 7.30 น.)(เห็นมั้ยว่ามันสัมพันธ์กัน)
-เข้างาน 8 โมงครึ่งแต่เริ่มทำงานจริง สิบโมง ยกเว้นคนเตรียมเคโม
ที่บางวันต้องเข้าเตรียมตั้งแต่เก้าโมงเช้า
-อาหารเช้ากับเที่ยง เราจะทานกันในโรงพยาบาลเพราะขี้เกียจไปทานข้างนอก
-ตอนเย็นเราจะเดินกันกว่าสองกิโลเพื่อไปหาอาหารเย็นทาน
-ช่วงอาทิตย์ท้ายๆพึ่งพบว่ามีแหล่งของกินอยูใกล้โรงพยาบาล เลยเดินน้อยลงเหลือประมาณหนึ่งกิโลเมตร
-ฝึกงานได้สองวันก็มีพี่หมอพีเว็บมาสเตอร์ปาล์มไดอารีพาไปเลี้ยงข้าว
-ฝึกงานวันแรกยังไม่ทำอะไรแค่เดินสายแนะนำตัวในช่วงเช้า กับโชว์เทคนิคการใช้เข็มให้พี่ดู
-วันที่สองก็เริ่มเตรียมจริงเลยโดย iv admixture เข้าเตรียมทั้งสองคน
-ส่วนเคโมเข้าเตรียมวันละคนสลับกันโดยเบ้อเข้าก่อน ส่วนเราก็นั่งบันทึก drug profile สบายใจเฉิบ
-พอถึงทีตัวเองบ้าง ความเครียดขึ้นเลยแต่สักพักนึงก็เริ่มปรับตัวได้
-ฝึกงานได้สามวันก็ต้องลางานเข้าไปกรุงเทพเพื่อไปประกวดงาน TIA 2005 กับพี่ก็อปที่เซ็นทรัลลาดพร้าว
-ออกเดินทางจากชัยภูมิ เที่ยงคืนครึ่ง ถึงกรุงเทพตีห้า แล้วก็ไปนั่งรอพี่ก็อบจนเกือบหกโมงเช้า
-แล้วก็นั่งรถเมล์ไปบ้านพี่ก็อปที่ลาดกระบังซะเกือบสองชั่วโมง
-ได้กินข้าวต้มปลาหมึกฝีมือแม่พี่ก็อปด้วย (อร่อยมากๆ)
-แล้วก็นั่งดูหนังฆ่าเวลาไปเรื่องนึง (ตอนแรกพี่ก็อบจะดู 24 hours แต่แผ่นแรกดันเสียเลยไม่ได้ดู)
-งาน TIA 2005 จัดอยู่ในงาน Technomart 2005 อีกที
-บูทที่ให้แสดงผลงานเล็กมากขนาด 1×1 เมตร เก้าอี้ก็ไม่มีให้นั่ง (แต่สุดท้ายเราก็ไปหาเก้าอี้มานั่งจนได้)
-เซ็งมากต้องเฝ้าบูทตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น
-แต่โรงแรมที่มหาวิทยาลัยหาให้พักก็ดีมากถึงแม้จะเดินทางไม่ค่อยสะดวก (โรงแรม gold orchid)
-อยู่สี่วันแต่ไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากเซ็นทรัลลาดพร้าว
-สรุปแล้วไปครั้งนี้ไม่ค่อยได้อะไรนอกจากประสบการณ์ การประกวดระดับชาติ กับ เงิน (รู้สึกอันนี้จะสำคัญกว่า)
-กลับมาเริ่มฝึกงานอาทิตย์ที่สอง คราวนี้พี่ให้เข้าเตรียมเคโมสองคน โดยไม่ต้องมีพี่เข้าไปด้วย
-งานนี้ spill เต็มได้เปลี่ยนเข็ม ซับก็อซเป็นว่าเล่น ยังดีนะที่เรายังพึ่งเบ้อได้เพราะเทคนิคเบ้อดีกว่าเรา
-เราเลยยกให้เบ้อเตรียม doxurobicin ส่วนเราเตรียม cyclophosphamide ด้วยเหตุผลที่ cyclophosphamide มันใสมันเลยน่ากลัวน้อยกว่า doxorubicin ที่มีสีแดง
-ที่นี่มีเคสเตรียมเคโมประมาณวันละ 4-10 เคส
-ยา cytotoxic ของโรงพยาบาลนี้มี 5 ตัวคือ 5-Fluorouracil Methotrexate Vincristine Doxorubicin Cyclophosphamide
-ยาที่ได้เตรียมบ่อยๆคือ 5-Fluorouracil กับ Methotrexate
-ยาที่นานๆจะได้เตรียมคือ Vincristine Doxorubicin Cyclophosphamide
-ยาที่ไม่อยากเตรียมคือ Doxorubicin (เพราะสีมันน่ากลัวมาก draw ออกจาก vial ก็ยาก)
-ตลอดการฝึกงานสองอาทิตย์สุดท้าย เราเป็นหวัดน้ำมูกไหล แต่พอกลับมามอกลับหาย
-คนที่ฝึกเตรียมยาให้ทางหลอดเลือดดำจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้เข็มมาก
เพราะต้องเตรียมวันเป็นร้อยขวด
-ส่วนคนที่ฝึกเตรียมเคโมจะได้ความเข้มงวดในการใช้เข็มมาแทน เพราะต้องระวังมาก
-ก่อนเข้าเตรียมเคโมล้างมือแค่ครั้งเดียว
-แต่ก่อนเข้าเตรียมยาให้ทางหลอดเลือดดำต้องล้างมือถึงสามรอบ ตามนี้
1. ล้างมือรอบแรกก่อนใส่ถุงเท้า
2. ล้างมือหลังจากใส่ถุงเท้าไปแล้ว
3. ล้างมือหลังจากเปลี่ยนชุดเสื้อยืด กางเกงขาสั้น
-เครื่องเป่ามือของห้องเตรียมยาเคมีบำบัดเป็นลมร้อน
-แต่เครื่องเป่ามือของห้องเตรียมยาให้ทางหลอดเลือดดำเป็นลมเย็น
-อาทิตย์ที่สองพี่หมอพีก็พาไปเลี้ยงอีกโดยคราวนี้เป็นอาหารเวียดนาม แล้วก็เลี้ยงเพื่อนๆด้วย (คราวที่แล้วเลี้ยงเราคนเดียว)

-ที่ชัยภูมิตื่นมาตอนเช้าเริ่มหนาวแล้ว (แต่ก็ไม่มีใครลุกไปปิดพัดลม)
-ที่บ้านพักมีตู้เย็นด้วย (เลยต้องไปหาขนมมาใส่ให้เต็ม)
โอ้ยเหนื่อยถ้านึกออกอีก จะเขียนต่อแล้วกัน

Posted by elixer in cool, 0 comments

เปิดเทอมแล้ว

กลับมาเขียนบล็อกต่อแล้วหลังจากไม่ได้อัพเดทมาเกือบเดือน
เนื่องจากต้องไปฝึกงานที่ชัยภูมิ
แล้วก็ไม่ค่อยได้เล่นเน็ตด้วย ตอนนี้เปิดเทอมจริงๆแล้ว
เลยกลับมาเขียนต่อ (คือมหาวิทยาลัยนะเปิดตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว
แต่ของชั้นปีเราพึ่งจะเปิดเรียนวันนี้)

เปิดเทอมมาวันแรกก็มีสั่งงานอีกแล้ว แล้วยังมีงานอื่นที่สั่งล่วงหน้ามาตั้งแต่เทอมที่แล้ว
ทั้ง seminar ,senior project ,public health assignment แล้วก็ดัน
มีกำหนดส่งเดือนนี้พร้อมกันอีก
(project ยังไม่ถึงกำหนดส่งแต่จะเร่งทำเอง เพราะปีหน้าขี้เกียจทำแล้ว
จะอ่านหนังสือเตรียมฝึกงาน) ขนาดเทอมนี้เรียนน้อยเท่าที่สุด
เท่าที่เคยเรียนมาแล้วนะเนี่ย (ก็เทอมสุดท้ายของการเรียนแล้วนี่)
แต่กลับไม่ได้ความรู้สึกว่าเรียนน้อยเลย

ปล. อิจฉาเพื่อนมหาวิทยาลัยอื่นจังเค้าเริ่มหางานทำกันแล้ว ของเราต้องเรียนอีกหนึ่งปี

Posted by elixer in cool, 0 comments

one rule

จากที่เคยเขียนบ่นเอาไว้ในบล็อกนี้
ตอนนี้ไม่สนใจทุกข้อที่เคยเขียนไว้แล้วสรุปคือ ตอนนี้
ใครจะขอให้ช่วยอะไรมาเลย จะเกลียดขี้หน้าแค่ไหนก็ยอมช่วยอะ
แต่ขอข้อเดียวคือ ในการช่วยเหลือคนอื่นคือ
จะช่วยเหลือคนอื่นทุกเรื่องถ้ามันไม่ทำตัวเอง
ต้องเดือดร้อน เพราะถ้าช่วยเหลือคนอื่นแต่ตัวเองต้องเดือดร้อน
แล้วจะทำไปทำไม แต่ขอขยายความกฎข้อนี้หน่อย
ตัวเองต้องเดือดร้อนคือ
1.เดือดร้อนเรื่องเวลา ถ้างานนั้นทำให้ผมต้องเสียเวลาที่จะใช้ในการทำงานของตัวเอง
เสียเวลาในการใช้ชีวิตมากๆก็จะไม่ทำให้
2.เดือดร้อนเรื่องเงิน ถ้างานนั้นทำให้ผมต้องเสียงานทั้งที่ไม่จำเป็นไม่ใช่เรื่องของผม
ก็คงทำให้ไม่ได้ เพราะยังหาเงินเองไม่ได้เลย ตอนนี้ก็ยังขอเงินแม่ใช้อยู่
3.เดือดร้อนเรื่องจิตใจ ถ้างานนั้นเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ศีลธรรม ธรรมเนียม
ประเพณีอันดีงามของสังคม ผมก็ยอมทำให้ไม่ได้เหมือนกัน

ถ้าเป็นไปได้อยากเพิ่มกฎอีกข้อหนึ่งคือจากเรื่อง Pay It Forword
Trevor จะขอให้คนที่เค้าช่วยไปช่วยคนอื่นต่ออีกสามคน
แต่ผมไม่ขอถึงขนาดนั้นหรอก
ผมขอให้ไปช่วยใครก็ได้ที่ไม่ใช่ผมต่ออีกอย่างน้อยหนึ่งคนก็พอ
ที่ทำไปไม่ใช่จะทำตัวเป็นคนดีอะไรหรอก
แค่อยากให้สังคมมันดีขึ้นกว่าที่เป็นเท่านั้นแหละ
เพราะเดี๋ยวนี้มีแต่คนเห็นแก่ตัว
เอาเปรียบกันจนสังคมมันเริ่มเน่าแล้ว
แค่นี้แหละ

Posted by elixer in cool, 0 comments

With great power comes great responsibility

วันนี้ว่างๆลองมาเขียนเรื่องนี้หน่อยคือมันค้างคาใจตัวเองมานานแล้ว
ว่าทำไมต้องยอมรับคำขอของคนอื่น ทำงานให้คนอื่นอยู่เรื่อยไป
แต่จะใช้คำนี้ “With great power comes great responsibility”
ก็ออกจะเกินไปหน่อยเพราะผมไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมาย
ไม่ใช่ spiderman หรือพวก marvel super hero แค่มีความสามารถ
ในบางด้านมากกว่าเพื่อนๆหน่อยบวกกับมีเวลาว่างมากกว่าคนอื่นเล็กน้อย (ว่างจริงๆหรือ)
ไม่ขอบอกแล้วกันว่างานที่เพื่อนๆมักขอให้ทำคืออะไร
แต่จะพูดถึงเรื่องที่ว่าทำไมผมถึงยอมรับทำงานตาม request เพื่อนง่ายๆ
หรือไม่ยอมช่วยเรื่องบางเรื่อง หรือ ไม่ช่วยบางคน

1. ผมชอบช่วยเหลือคนอื่นโดยเฉพาะถ้างานนั้นเค้าไม่สามารถทำได้
แต่ผมทำได้สบายๆ แล้วผมจะมีความสุขถ้าเห็นเพื่อนๆดีใจที่ผมยอมทำงานนั้นให้(+)
แต่มองอีกด้านหนึ่ง ถ้าเพื่อนๆไม่มีปัญหาก็จะไม่นึกถึงผมจนผมรู้สึกไม่ดีเหมือนกัน
ว่าถ้าไม่มีปัญหานี่คงไม่นึกถึงผมใช่มั้ย ไม่รู้ว่าอันนี้ผมเรียกร้องมากเกินไปหรือเปล่า แค่ให้นึกถึงกันบ้างเวลาที่ไม่มีปัญหา(-) แต่ถ้าเป็นเพราะเรื่องนี้ผมเลยไม่ยอมช่วยงานเค้า
ผมก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน (-)

2. เมื่อนึกถึงตัวเองเวลาไปขอให้คนอื่นช่วยอะไรแล้วเค้ายอมช่วยเรา
เราจะรู้สึกดีใจมาก จนไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร (+) แต่ถ้าเค้าไม่ยอมช่วยเรา
ผมก็ไม่ได้โกรธอะไร เพราะเราเป็นคนมาขอร้องเราเค้า จะหาเรื่องโกรธเค้าทำไม (0)

3. ถ้างานนั้นเค้ากับผมทำได้พอๆกันแต่เค้ามาขอร้องเพราะเค้าไม่ว่างหรือขาดทรัพยากร
ผมก็จะดูก่อนว่าผมว่างอยู่หรือเปล่า ถ้าว่างก็จะทำให้ แต่ถ้าไม่ว่างก็จะไม่ทำให้
แต่จะให้ยืมทรัพยากรได้ ถ้าเค้าโกรธผมที่ไม่ยอมทำให้ผมก็จะรู้สึกไม่ดีเหมือนกัน (-)
แต่ถ้าเค้าไม่โกรธคงจะดีกว่า (0)

4. งานที่เค้าทำได้ดีกว่าผมเห็นๆแต่ยังมาขอให้ผมทำ ถ้ามาแบบดีโดยการชมมาก่อน
จะยอมทำให้เหมือนกัน (0) แต่ถ้าอยู่ดีก็มาขอให้ทำแบบเหตุผลฟังไม่ขึ้นก็ไม่ไหวเหมือนกัน (-)

5. คนที่ผมมีอติ หรือไม่ชอบหน้าแบบรุนแรง ไม่ว่าจะวานอะไรก็ไม่ทำให้ครับ (-)

6. กฏข้อสำคัญในการช่วยเหลือคนอื่นคือ จะช่วยเหลือคนอื่นทุกเรื่องถ้ามันไม่ทำตัวเอง
ต้องเดือดร้อน เพราะถ้าช่วยเหลือคนอื่นแต่ตัวเองต้องเดือดร้อน แล้วจะทำไปทำไม

สรุปเฉพาะข้อ 1 ไม่ว่าผมจะช่วยหรือไม่ช่วยก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน
ถ้างั้นไหนๆมันก็รู้สึกไม่ดีอยู่แล้วงั้นขอรู้สึกไม่ดีแต่เกิดประโยชน์ดีกว่า
คือ ยอมช่วยเหลือคนอื่น

Posted by elixer in cool, 0 comments