Year: 2019

The Happiness Hypothesis: Finding Modern Truth in Ancient Wisdom – Book Review


วิทยาศาสตร์แห่งความสุข: สำรวจความสุขและความหมายของชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ (The Happiness Hypothesis: Finding Modern Truth in Ancient Wisdom)
BY JONATHAN HAIDT, โตมร ศุขปรีชา (TRANSLATOR)

หนังสือนี้เนื้อหาค่อนข้างเยอะ ประกอบไปด้วยเรื่องจิตวิทยา ชีววิทยา และมนุษย์ศาสตร์ ถ้ามีพื้นฐานอย่างน้อย 1 ใน 3 ศาสตร์นี้จะทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น โดยผมจะยกเฉพาะส่วนที่ชอบมาเล่าเหมือนเดิม

เริ่มจากผู้เขียนบอกว่าการอธิบายหลายสิ่งๆ ในโลกนี้การอธิบายโดยใช้การอุปมาจะทำให้เราเข้าใจมันได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มจากทฤษฎีของฟรอยด์ที่แบ่งจิตออกเป็น 3 ส่วนคือ อีโก ซูเปอร์อีโก และอิด ทั้งสามส่วนนี้เปรียบกับรถม้าโดย สารถี (อีโก) เป็นผู้ควบคุมรถม้าแห่งความหิว ราคะ และความดื้อดึง (อิด) โดยมีพ่อของเราผู้ยึดมั้นในกฎเกณฑ์ของสังคม นั่งอยู่ข้างหลังคอยพร่ำบ่นการกระทำของเราอีกที (ซูเปอร์อีโก) เป้าหมายของแนวคิดนี้คือ เราต้องฝึกอีโกให้แข็งแกร่งเพื่อควบคุมอิด และหลุดพ้นจากซูเปอร์อีโก เหมือนที่สารถีควบคุมรถม้าได้ ซึ่งในชีวิตจริงเรามักทำไม่สำเร็จเพราะเราไม่ได้กำลังขับรถม้า

ผู้เขียนจึงอุปมาใหม่เป็นควาญช้างกับช้างแทน โดยตัวเราเป็นควาญช้าง ส่วนระบบอัตโนมัติต่างๆ ในร่างกาย และจิตไร้สำนึกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราคือช้าง ทำให้เห็นได้ว่าที่เราควบคุมไม่ได้เพราะช้างนั้นมีกำลังมากกว่าเรามาก ไม่อาจควบคุมโดยตรงได้ แต่ต้องร่วมมือกับช้าง ผ่านวิธีต่างๆ เหมือนการพูดคุยในที่ประชุมคณะกรรมการ และอุปมานี้แหละที่ถูกนำไปใช้ในหนังสือเกือบทั้งเล่ม

เรื่องแรกที่ยกตัวอย่างคือเรื่องเล่าของ จูลีกับมาร์กที่เป็นพี่น้องกัน ทั้งสองคนต่างเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในคืนหนึ่งได้ตัดสินใจร่วมรักกันโดยใช้ทั้งถุงยางและยาคุมกำเนิด ทั้งคู่สนุกกับการร่วมรักกัน แต่ตัดสินใจไม่ทำอีก และเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

ผู้เขียนบอกว่าคนส่วนใหญ่ที่ได้ยินเรื่องนี้จะบอกว่าเป็นเรื่องที่ผิด เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แต่ไม่สามารถอ้างเหตุผลที่ชอบธรรมของการตัดสินว่าผิดได้ (ทั้งสองคนยินยอม และป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางพันธุกรรม และปิดเป็นความลับเพื่อไม่ให้กระทบชื่อเสียง) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพราะช้างเป็นผู้ตัดสินว่าผิด ในขณะที่เราผู้เป็นควาญช้างมีหน้าที่เพียงคิดหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของช้าง ซึ่งตรงนี้อาจนำไปอธิบายเวลาที่เราโต้แย้งกับคนอื่นในเรื่องที่เราเห็นว่าผิดชัดๆ แต่เค้ากลับหาเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นมาโต้แย้งไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอมรับความคิดเห็นของเรา นั่นเป็นเพราะช้างของเค้าตัดสินใจไปแล้ว (แต่อย่าลืมว่าช้างของเค้าก็เติบโตและมีหลักคิดมาจากการกระทำต่างๆ ของควาญช้างด้วย)

อีกตัวอย่างนึง อันนี้ผมยกมาเอง ให้นึกถึงตอนเราหัดขับรถเราจะต้องคอยโฟกัสทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการเปิดไฟสัญญาณ เข้าเกียร์ หมุนพวงมาลัย (ช้างยังไม่คุ้นทาง เป็นหน้าที่ของควาญช้างต้องนำทาง) แต่พอเราขับรถเป็น การขับรถในเส้นทางเดิมๆ เช่นทางจากที่ทำงานกลับมาบ้าน เราจะสามารถขับรถมาถึงบ้านได้โดยไม่ต้องนึกถึงสิ่งพวกนี้เลย เพราะตอนนี้ช้างคุ้นทางแล้ว และเข้ามาทำหน้าที่แทนเรา เราเป็นเพียงควาญช้างที่นั่งเฉยๆ รอให้คำแนะนำกรณีเจอเหตุไม่คาดฝันเท่านั้น ซึ่งการเกิดอุบัติเหตุหลายๆ ครั้งก็เกิดจากควาญช้างเหม่อไม่ตอบสนองช้างนี่แหละ

ต่อมาเป็นเรื่องลอตเตอรี่ทางสมองที่ผู้เขียนบอกว่าคนที่มีอารมณ์ขัน ร่าเริง สนุกสนานได้กับทุกเรื่อง ส่วนหนึ่งมาจากลอตเตอรี่ทางสมองหรือกรรมพันธุ์นั่นเอง ซึ่งเค้าได้ศึกษาจากแฝดแท้ที่ถูกแยกกันเลี้ยงโดยคนละครอบครัว แต่กลับมี นิสัยร่าเริงเหมือนกัน ทำให้เรารู้ว่าการมีความสุขของแต่ละคนถูกกำหนดมาตั้งแต่พันธุกรรมเลย

จากนั้นจึงเป็นเรื่องของสูตรแห่งความสุข H = S + C + V โดย
H = ระดับความสุข
S = ค่าตั้งต้นทางชีววิทยา (กรรมพันธุ์)
C = เงื่อนไขในชีวิต
V = กิจกรรมโดยสมัครใจที่คุณทำ

เพราะ S เป็นสิ่งที่ตายตัว ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด การศึกษาจิตวิทยาเชิงบวกจึงเป็นการค้นหาว่า C กับ V ใดบ้างที่ส่งผลต่อความสุขของเรา ในขณะที่ศาสนาต่างๆ เช่นศาสนาพุทธจะเน้นที่ V เป็นหลัก อย่างการ ถือศีล ภาวนา

ดังนั้นการทำตามหลักศาสนาอย่างเดียวอาจไม่ใช่หนทางแห่งความสุข ทีนี้กลับมาที่ C ก็มีทั้งเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อย่าง เชื้อชาติ เพศ อายุ ความพิการ และเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงได้อย่าง ความร่ำรวย สถานภาพสมรส ที่อยู่อาศัย แต่เงื่อนไขที่ผู้เขียนยกมาก็มีเรื่อง เสียงรบกวน การเดินทางประจำวัน การขาดอำนาจควบคุม ความสัมพันธ์ และความละอาย

โดยความละอายนี้อาจจะเป็นบุคลิก ท่าทาง ไม่ใช่แค่การมีหน้าตาดีเพียงอย่างเดียว จึงมีการศึกษาความพึงพอใจในผู้ที่ทำศัลยกรรม และพบว่าการทำหน้าอกคือ ศัลยกรรมที่คนพึงพอใจมากที่สุด ซึ่งมีทั้งทำให้ใหญ่ขึ้นและเล็กลง

อีกกิจกรรมที่แนะนำคือการค้นหาสภาวะโฟลว์ หรือสภาวะที่ลื่นไหลในการทำงานหรือทำอะไรซักอย่างจนลืมเวลาไปเลย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดกับกิจกรรมสร้างสรรค์อย่าง การวาดรูป เขียนหนังสือ เล่นดนตรี โดยกุญแจสู่สภาวะโฟลว์คือ หาสิ่งที่ท้าทายและเราสามารถทุ่มเทความใส่ใจลงไปได้เต็มที่ เรามีทักษะพอที่จะรับมือความท้าทายนั้น และมีผลตอบสนองกลับมาทันทีในทุกขั้นตอนที่เราทำ (ประมาณความสำเร็จเล็กๆ) และนั่นคือการที่เราซึ่งเป็นควาญช้างเป็นหนึ่งเดียวกับช้าง พุ่งทะยานไปอย่างราบรื่นในป่า
แต่ใครที่ยังหาสภาวะโฟลว์ไม่พบ การกินอาหารอร่อย เซ็กซ์ การนวดหลัง หรือสายลมเย็นๆ ก็ให้ความรู้สึกได้ใกล้เคียงกัน

อีกเรื่องเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก จากการศึกษาพบว่าเด็กในขวบปีแรกๆ ต้องการการสัมผัสอย่างการหอมแก้ม โอบกอด และแน่นอนการดูดนมจากแม่ เพื่อให้เกิดความผูกพัน ซึ่งตรงนี้รวมถึงการสัมผัสกันของคู่รักด้วย แต่เค้าจะเน้นที่แม่ลูกซึ่งเห็นผลได้ชัด

ตรงนี้เลยเกิดเป็นทริกที่ใครมีปัญหาเล่นกับเด็กแล้วเด็กไม่ยอมเล่นด้วย นั่นอาจเกิดจากเด็กไม่รู้สึกถึงความปลอดภัย และเด็กจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ๆ กับแม่ เมื่อรู้สึกปลอดภัยแล้วจึงจะยอมเล่น หรือพูดคุยกับคนอื่น การที่แม่ไม่ค่อยได้อยู่กับลูกจึงส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ จากการที่เด็กไม่ยอมเล่น เนื่องจากไม่รู้สึกถึงความปลอดภัย และส่งผลถึงอุปนิสัยเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และแน่นอนถ้าอยากให้เด็กเล่นด้วยควรเล่นตอนที่แม่ของเด็กอยู่ใกล้ๆ ครับ

ต่อมาเป็นเรื่องของความรัก ที่เรามักจะได้ยินว่าคู่รักต้องผ่านช่วงรักแบบหลงใหลเพื่อเปลี่ยนเป็นรักแท้ให้ได้ แต่ผู้เขียนบอกว่ารักทั้งสองแบบเกิดขึ้นพร้อมกันเพียงแต่รักแบบหลงไหลจะมีเส้นกราฟความพึงพอใจที่ขึ้นสูงสุดตั้งแต่แรกๆ แล้วค่อยๆ ลดลงมาจนหมดไป เหมือนยาเสพติด ในขณะที่เส้นกราฟของรักแท้จะค่อยๆ สูงขึ้นทีละนิดตามวันเวลา ดังนั้นเราสามารถพัฒนารักแท้ได้ตั้งแต่วันแรกที่รักกัน และควรตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างการแต่งงาน เมื่อรักแบบหลงไหลหมดไปก่อน เพื่อตัดสินใจบนฐานความรู้สึกของรักแท้เพียงอย่างเดียว

นอกจากความรักแล้ว ความทุกข์ก็เป็นอีกสิ่งที่อาจมีประโยชน์กับเรา เพราะเหตุการณ์ร้ายแรงอาจเปลี่ยนตัวตนของเราได้ เช่นคนที่รอดจากอุบัติเหตุรุนแรง หรือโรคร้ายอย่างมะเร็งมาได้ มักจะเปลี่ยนเป็นคนที่มีความเห็นอก เห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ในหนังสือยกตัวอย่างพระเจ้าอโศกที่หลังจากทำสงครามฆ่าผู้คนไปมากมาย ได้เกิดความรู้สึกผิด และโศกเศร้าและเปลี่ยนใจมานับถือศาสนาพุทธ หยุดทำสงคราม และเผยแผ่วิสัยทัศน์เรื่องความสงบและคุณธรรมแทน แต่ผมกลับนึกถึง tony stark ที่รอดจากผู้ก่อการร้าย แล้วกลับมายกเลิกการผลิตอาวุธ และกลายเป็น iron man

และสุดท้ายเป็นเรื่องของการยกระดับจิตใจ โดยการรับรู้เรื่องราวของคนที่ทำเรื่องดีๆ นั้นส่งผลให้เรามีความรู้สึกปลื้มปิติขึ้นมาได้จากการที่ร่างกายหลั่ง ออกซีโทซิน เหมือนที่หลั่งออกมาตอนมีความรัก หรือตอนที่แม่ให้นมลูก เรื่องนี้จึงเป็นคำตอบว่าทำไมหลายๆ คนจึงมีความรู้สึกดี เวลาที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น ทั้งที่ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรตอบกลับมาเลย ซึ่งฮอร์โมนอาจเป็นคำตอบของเรื่องนี้

หนังสือนี้พยายามจะหาความหมายของชีวิตเหมือนหนังสือหลายๆ เล่ม แต่ก็ไม่พบคำตอบอะไรที่เป็นสูตรสำเร็จ แต่พอได้ข้อสรุปว่าเป้าหมายของชีวิตเราไม่ใช่ปลายทาง แต่มันคือระหว่างทางของกิจกรรมที่เราเลือกทำ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับงาน ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับคนอื่นนั่นเอง

ที่ยกมาอาจจะดูเยอะ แต่เนื้อหาในหนังสือเยอะกว่านี้เยอะเลย ส่วนตัวชอบหนังสือเล่มนี้มาก อ่านแล้วได้คิดอะไรเยอะเลย ใครที่ชอบหนังสือแนวจิตวิทยา ความสัมพันธ์ หรือความสุข แนะนำให้อ่านครับ

เล่าเรื่องหนังสือ ตามรอยลำไส้ (Follow your gut)

หนังสือตามรอยลำไส้ (Follow your gut) โดย รอบ ไคนท์

หนังสือเล่มนี้เป็นภาคขยายจาก TED talk ที่มีชื่อว่า How our microbes make us who we are โดย เนื้อหาหลักจะเป็นการทำให้เราเข้าใจบทบาทของจุลินทรีย์ในร่างกาย

ส่วนที่ชอบคือ ผู้เขียนจะตอบข้อสงสัยด้วยการทำวิจัยซึ่งออกจะดูแปลกๆ แต่ก็ช่วยปูพื้นฐานไปสู่การศึกษาทางคลินิกในอนาคตได้ โดยประเด็นที่ได้จากหนังสือเล่มนี้คือ

– จุลินทรีย์ในร่างกายผู้ใหญ่มีน้ำหนักรวมกันถึง 3 ปอนด์ (ประมาณ 1.4 กิโลกรัม) พอๆ กับน้ำหนักของสมอง ทำให้มันมีบทบาทต่อร่างกายของมนุษย์เยอะมาก และยังใช้เป็นตัวจำแนกได้ว่าเจ้าของจุลินทรีย์เหล่านี้เป็นคนเชื้อชาติอะไร อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดของโลก

– มนุษย์เราได้รับจุลินทรีย์มาจากธรรมชาติ คนใกล้ชิด และแม่ของเรา ดังนั้นการคลอดโดยวิธีธรรมชาติ กับการคลอดโดยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ทำให้เด็กสองคนอาจมีจุลินทรีย์ในร่างกายต่างกันแบบสุดขั้ว และเด็กที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องอาจไม่ได้รับจุลินทรีย์ดีๆ หลายตัวจากแม่ (ผู้เขียนแก้ปัญหานี้โดยการเอาสารคัดหลั่งในช่องคลอดจากแม่มาป้ายที่ตัวลูกหลังจากคลอด ซึ่งวิธีนี้ยังไม่ได้มีการยอมรับโดยทั่วไป)

– นอกจากโรคในลำไส้แล้ว จุลินทรีย์ยังเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคปลอกประสาทอักเสบชนิดเอ็มเอส (Multiple Sclerosis) โรคออทิซึม และโรคซึมเศร้า
– มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เป็นโรคอ้วนอยู่จริง จากการที่จุลินทรีย์ช่วยเพิ่มการเผาพลาญทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากขึ้น 
– มีโพรไบโอติกที่ช่วยรักษาอาการภูมิแพ้บางชนิด และหอบหืดได้ 
– การใกล้ชิดกับสุนัขตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนถึงขวบปีแรกของลูก ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้ได้

– พรีไบโอติก เปรียบเสมือนปุ๋ยที่ทำให้จุลินทรีย์ในร่างกายเราเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ส่วนโพรไบโอติกคือจุลินทรีย์ที่มีผลดีต่อสุขภาพของเราซึ่งอาจจะอยู่ในโยเกิร์ตหรือจำหน่ายในรูปแบบของยา แต่อย่างไรก็ตามโพรไบโอติกยังคงเป็นแค่การรักษาทางเลือก และไม่ถือว่าเป็นยา เป็นเพียงแค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะยังขาดการศึกษาที่มีความน่าเชื่อถือ ส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่คำโฆษณา
– การที่คิดว่ากินโพรไบโอติกตัวไหนก็ได้เปรียบเสมือนการหยิบยาอะไรมากินก็ได้เวลาปวดหัว โดยบอกว่ามันก็เป็นยาเหมือนกัน ดังนั้นการเลือกซื้อโพรไบโอติกที่อยู่ในรูปของยาควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อน เพราะการเลือกโพรไบโอติกผิดชนิด อาจไม่ก่อให้เกิดโทษ แต่ก็ทำให้เราไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากมันเลย
– ส่วนการรับโพรไบโอติกด้วยการกินโยเกิร์ตสามารถกินได้ตามปกติ เพราะตัวโยเกิร์ตยังไม่เคยมีรายงานว่าทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงกับร่างกายเราเลย

– การปลูกถ่ายอุจจาระเพื่อรักษาการติดเชื้อในลำไส้ ทำได้สองแบบคือรับประทานอุจจาระของคนสุขภาพดี (ถึงจะเอามาใส่แคปซูล แต่ก็น่าจะทำใจให้กลืนลงไปได้ยากเหมือนกัน) หรือปลูกถ่ายเข้าไปตรงๆ ในลำไส้
– อีกสิ่งหนึ่งที่มีประโยชน์กับกับสุขภาพของเราเหมือนกันคือ วัคซีนครับ ดังนั้นวัคซีนที่จำเป็นควรได้รับทั้งหมดครับ
– ถ้าเปรียบจุลินทรีย์ในร่างกายของเราเหมือนหญ้าในสนามหญ้า ยาฆ่าเชื้อก็คือยาฆ่าหญ้านี่เอง โดยมันจะฆ่าหญ้าจนหมดสนาม ไม่สนว่าจะเป็นหญ้าดีหรือไม่ดี มีงานวิจัยยืนยันมากมายว่าการได้รับยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็นในเด็ก ทำให้เด็กอ้วนขึ้น และเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้อาหาร ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการเสียจุลินทรีย์ดีๆ ไปเพราะยาฆ่าเชื้อ ดังนั้นเมื่อพาลูกไปพบแพทย์ควรหลีกเลี่ยงการเรียกหายาฆ่าเชื้อ เพราะถ้าจำเป็นจริงๆ แพทย์จะสั่งให้อยู่แล้ว

ผู้เขียนบอกว่าในอนาคต เราอาจตรวจสอบจุลินทรีย์ในร่างกายทุกคนไว้เป็นข้อมูลเวลาใช้ยา หรือกินอาหารว่ามันจะมีผลต่อร่างกายของเราอย่างไร เช่นเดียวกับการตรวจยีนส์เพื่อการเลือกใช้ยาที่มีการทำกันแล้วในปัจจุบัน

แนะนำหนังสือเล่มนี้สำหรับคนที่สนใจเรื่องการดูแลสุขภาพ คนที่สนใจเรื่องพรีไบโอติก และคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ ครับ

TED talk – How our microbes make us who we are

ข้อคิดจากหนังสือ เงินหรือชีวิต (Your Money or Your Life)

เงินหรือชีวิต (Your Money or Your Life)

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือวางแผนการเงินที่ออกมาตั้งแต่ปี 2535 แต่ฉบับที่ผมอ่านเป็นฉบับแปลไทยที่ออกมาเมื่องานหนังสือต้นปีก่อน

โดยหนังสือเล่มนี้จะให้เราทำความเข้าใจเกี่ยวกับเงินใหม่ผ่านขั้นตอน 9 ขั้นตอน ซึ่งผู้เขียนพยายามอธิบายอย่างละเอียดและยกตัวอย่างของคนที่ทำตามคำแนะนำของเขาประกอบทุกขั้นตอน เลยทำให้หนังสือเล่มนี้หนาถึง 640 หน้า

ส่วนที่ผมชอบคือ
– การให้คิดว่า เวลาและค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกียวกับงานที่ทำเช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เป็นต้นทุนของการทำงาน เพื่อทีเราจะได้รู้ว่างานที่เราทำอยู่นั้นพอหักต้นทุนไปแล้ว เราได้ค่าจ้างจริงๆ คิดเป็นกี่บาทต่อชั่วโมง
– การจับจ่ายทุกครั้งให้ถามตัวเองก่อนว่าเราได้ความอิ่มเอมใจคุ้มกับเวลาที่เราต้องเสียไปในการทำงานหรือไม่ เช่น ค่าแรงชั่วโมงละ 100 บาท ถ้าเราต้องเสียเงินค่าตั๋วหนัง 200 บาท เท่ากับว่าเราต้องใช้เวลาทำงานสองชั่วโมงแลกกับตั๋วหนัง
– การปรับมุมมองใหม่ว่าทุกสิ่งที่เราทำในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือ กินข้าว เล่นกับสุนัข อยู่กับครอบครัว หรือทำงานประจำ ต่างก็เป็นการทำงานต่างกันเพียงแค่ ได้รับค่าจ้างกับไม่ได้รับค่าจ้าง
– การมีอิสรภาพทางการเงินจึงเป็นการทำให้เรามีทางเลือกในการเลือกทำงานที่อยากทำ งานที่เติมเต็มความต้องการด้านใดด้านหนึ่งของเรา โดยไม่ต้องสนใจว่างานนั้นจะได้ค่าจ้าง หรือไม่ได้ค่าจ้าง เพราะถ้าเรายังไม่มีอิสรภาพทางการเงิน เราอาจต้องเลือกงานที่ได้ค่าจ้างดีก่อน แม้ว่าจะไม่ชอบงานนั้น หรืองานนั้นไม่ได้เติมเต็มเราเลย

ซึ่งผู้เขียนก็เล่าให้ฟังว่า มีหลายคนที่มีสิ่งที่อยากทำ (bucket list) แต่ไม่ได้ทำเพราะต้องยุ่งกับการหาเงิน พอมีอิสระภาพทางการเงินแล้วก็ลาออกจากงานไปทำสิ่งเหล่านั้น ซึ่งบางคนหลังจากทำครบก็ไปเป็นอาสาสมัครช่วยสังคม ไม่กลับมาทำงานประจำอีกเลย แต่ก็มีอีกหลายคนที่กลับมาทำงานประจำด้วยชั่วโมงทำงานมากกว่าเดิม แต่กลับมีความสุขกว่าเดิม เพราะได้ทำงานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน

โดยตัวผู้เขียนเน้นให้เราใช้เงินอย่างคุ้มค่า ใช้เพื่อการไปถึงเป้าหมายชีวิตเป็นหลัก และออกจะต่อต้านการใช้เงินไปเดินทางท่องเที่ยว หรือซื้อของฟุ่มเฟือย

ส่วนที่เฉยๆ คือ คำแนะนำในการประหยัดค่าใช้จ่าย การหารายได้เพิ่ม การบันทึกและติดตามรายรับ/รายจ่าย และแนวทางการลงทุน ซึ่งผมคิดว่าหาอ่านได้ทั่วไปจากหนังสือวางแผนการเงินของไทย และน่าจะตรงกับบริบทของคนไทยมากกว่า (ผู้เขียนสอนการลงทุนในอเมริกา)

สรุปแล้วแนะนำให้ทุกคนได้อ่านกันนะครับ ตัวผมเองก็กะว่าจะหยิบมาอ่านซ้ำทุกปี

ห้องอาบน้ำ สนามบินคันไซ KANSAI AIRPORT (KIX)

เนื่องจากไฟลท์ที่นั่งไปถึงสนามบินคันไซตอนเช้า ไปถึงก็อยากอาบน้ำให้สบายตัว แต่ยังไม่ถึงเวลาเช็คอินทำให้เข้าไปอาบน้ำที่โรงแรมก่อนไม่ได้ เลยลองหาที่อาบน้ำแถวสนามบินดู ก็มีอยู่หลายเจ้า แต่เลือกใช้บริการของ KIX Airport Lounge ดูเพราะอยู่ใกล้ที่สุด และมีคนรีวิวไว้ค่อนข้างเยอะ

KIX Airport Lounge จะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่อาคาร 1 ชั้น 2 หาไม่ยากพอมาถึงชั้น 2 แล้ว ให้มองหาเคาน์เตอร์ ANA กับร้านแมคโดนัล ก็จะเห็น lounge เลย

โดยบริการห้องอาบน้ำจะเป็นส่วนหนึ่งของ lounge ที่ให้เช่าเป็นชั่วโมง ซึ่งมีทั้งที่นั่งธรรมดา ห้องส่วนตัว และห้องประชุมขนาดเล็ก ถ้าเราเข้าไปใช้บริการห้องอาบน้ำอย่างเดียวก็ไม่ต้องเสียค่าบริการอื่นเสียแค่ค่าห้องอาบน้ำ 510 เยน (ไม่รวมผ้าเช็ดตัว ต้องใช้ของตัวเองหรือจ่ายเงินเพิ่ม)

Continue reading →
KIX Airport Limousine Bus

KIX Airport Limousine Bus

บล็อกนี้จะเล่าถึงการนั่ง Airport Limousine Bus จากเกียวโตไปสนามบินคันไซ (KIX)

เนื่องจากผมต้องกลับ flight 9.30 น. ถ้าเดินทางโดย JR จากเกียวโตไป KIX จะต้องรอรถไฟเที่ยวแรกตอน 6 โมงเช้า ซึ่งมาเช็คอินทันแต่กระชั้นชิดไปหน่อย อยากเผื่อเวลาไว้กินข้าวกับเดินซื้อของ ผมเลยเลือกนั่ง Airport Limousine Bus ซึ่งเที่ยวแรกคือ 4.30 น. มาถึงสนามบินประมาณ 6 โมงเช้า

โดยตั๋วสามารถซื้อได้ตรงท่ารถของบริษัทเลย จะมีตู้กดตั๋วอยู่ 2 ตู้ สามารถเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษได้ จ่ายด้วยบัตรเครดิตหรือเงินสดก็ได้ ถ้าไม่เข้าใจมีเจ้าหน้าที่ยืนรอให้ความช่วยเหลืออยู่ (หรือซื้อที่สนามบินตั้งแต่ขามา หรือซื้อในสถานีเกียวโตก็ได้)

ตู้กดตั๋วจะอยู่ที่จุดรอรถบัสด้านหน้าของตึกที่มีร้านดองกิ ติดกับ 7/11

โดยเราสามารถซื้อตั๋วในวันที่เดินทาง หรือซื้อล่วงหน้าก็ได้ ซึ่งผมแนะนำให้ซื้อไว้ล่วงหน้าเพราะรถอาจจะเต็มได้ โดยก่อนซื้อให้เราดูรอบที่ต้องการไว้ก่อนจากตารางเดินรถในเว็บไซต์บริษัท Airport Limousine โดยจุดที่ผมขึ้นรถคือ Kyoto sta. หรือ KY2

Continue reading →