Year: 2019

การใช้ Rifampicin ในการรักษา Ergotism

คำถาม

สามารถใช้ยา Rifampicin ในการรักษา Ergotism ได้หรือไม่

คำตอบ

Ergotism เป็นภาวะที่เกิดการหดตัวของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย  โดยเกิดจากผู้ป่วยได้รับสารกลุ่ม ergot alkaloids มากเกินไป เช่น ergotamine, methysergide, dihydroergotamine ergonovine โดยสารเหล่านี้มีผลกระตุ้นการทำงานของ alpha adrenergic receptor ทำให้หลอดเลือดแดงหดตัว

ดังนั้นในผู้ป่วยที่ได้รับยา ergotamine เกินขนาด หรือมีระดับยาสูงกว่าปกติ จะทำให้ผู้ป่วยมีหลอดเลือดแดง ส่วนปลายหดตัว ทำให้แขนและขาส่วนปลายขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยจะมีอาการมือเท้า เย็น ชา เขียว (cyanosis) และปวด โดยอาการจะเริ่มที่บริเวณปลายมือปลายเท้าก่อน และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเนื้อเยื่อตายในที่สุด (gangrene)

จากการศึกษา Ergotism in Thailand Caused by Increased Access to Antiretroviral Drugs: A Global Warning ได้รวบรวมกรณีศึกษาการเกิด ergotism จาก 5 โรงพยาบาลในประเทศไทย จำนวน 23 รายที่เกิดอันตรกริยาระหว่าง ergotamine และยา ARV ระหว่างปี พ.ศ. 2547- 2554

  • Onset: โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มได้ยาร่วมกันจนแสดงอาการ ergotism อยู่ในช่วง 1-14 วัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จำนวน 12 รายเกิดภายใน 1 วันหลังรับยาและผู้ป่วยจำนวน 4 คนเกิดภายใน 2-3 วัน และผู้ป่วยจำนวน 2 คนเกิดภายใน 7 วัน และอีก 1 คนเกิดหลังรับยาแล้ว 14 วัน
  • Treatment : Nitroprusside, Nifedipine, Heparin (ระยะเวลาการนอน รพ. 4-11 วัน)
  • Outcome: หลังการรักษามีทั้งหมด 17 รายที่สามารถกลับมาเป็นปกติ และ 4 ราย รอยโรคไม่สามารถกลับมาสมบรูณ์ปกติได้(ตัดขา 2 ราย/ตัดนิ้ว 1 ราย/ มีแผลและชา> 3 เดือน 1 ราย) และมี 1 รายเสียชีวิต ทั้งนี้ไม่พบการใช้ Inducer of CYP3A44 เพื่อแก้พิษจาก Ergotism

จากรายงานการรวบรวมข้อมูลย้อนหลังการเกิดอุบัติการณ์ Ergotism ของโรงพยาบาลศิริราชระหว่างปี 2555 – 2558 มีผู้ป่วยได้รับ Ritonavir ร่วมกับ Ergotamine 3 รายจากทั้งหมด 7 ราย โดยมีอาการ ชาปลายมือปลายเท้า เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล่ำ บางรายคลำชีพจรไม่ได้

  • Onset: โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มได้ยาร่วมกันจนแสดงอาการ ergotism ประมาณ 2 วัน
  • Treatment : Nitroprusside, Nifedipine, Heparin
  • Outcome: หลังการรักษาหายกลับมาเป็นปกติ 2 ราย และมี 1 รายเสียชีวิต

ทั้งนี้ไม่พบการใช้ Inducer of CYP3A44 เพื่อแก้พิษจาก Ergotismกล่าวโดยสรุปยากลุ่ม ergot alkaloids นั้นถูกเมตาบอลิซึมที่ตับ โดยเอ็นไซม์ cytochrome 450 3A4 (CYP3A4) ดังนั้นในทางทฤษฏีหากรับประทานยาในกลุ่มที่เป็น Inducer of CYP3A44 (Rifampicin) ร่วมกันน่าจะลดระดับยา ergot  ลงได้แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาในทางคลินิกยังขาดข้อมูลสนับสนุนการใช้ Inducer of CYP3A44 เพื่อแก้พิษจาก Ergotism

เอกสารอ้างอิง :

  1. สุดา วรรณประสาท. Case study: Ergotism. ไทย: คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  2. วีรพงษ์ ชลิสา. ergotism from ergot alkaloid. สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล. 2015.
  3. ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ. สรุปรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ประจำปี 2558. ไทย: สำนักพิมพ์กราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2556.

หัวข้อสืบค้น(keywords): Rifampicin, ergotism

Posted by elixer in DIS, 0 comments

ยาตัวใดที่สามารถใช้แทน Diphenhydramine ได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิด Extrapyramidal symptoms (EPS)

คำถาม

ยาตัวใดที่สามารถใช้แทน Diphenhydramine ได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิด Extrapyramidal symptoms (EPS)

คำตอบ

อาการ Extrapyramidal symptom (EPS) เป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยาในกลุ่ม antipsychotic drug ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการไม่ใช้ยาตามสั่ง โดยเกิดจากการที่ยาไปออกฤทธิ์ยับยั้ง Dopamine receptor (D2) โดยอาการดังกล่าวจะพบมากในกลุ่มยาที่เป็น typical antipsychotic ได้แก่ haloperidol และ prochlorperazine โดยอาการของ EPS จะแบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ

  1. Dystonic มีอาการ หดเกร็งของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่กล้ามเนื้อบริเวณปาก ลิ้น หน้า และคอ โดยอาการจะเกิดภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการให้ยา dopamine – blocking drug ซึ่งส่วนมากจะเกิดในคนหนุ่มสาว โดยยาที่ทำให้เกิดได้มากจะเป็น high potency drug typical antipsychotic drugs เช่น haloperidol (65%) โดยอาการจะเกิดค่อนข้างสั้นในทุก EPS และจะตอบสนองต่อการรักษาเป็นส่วนใหญ่
    โดยการรักษาจะมีการใช้ benztropine(cogentin) 2 mg IM หรือ diphenhydramine (benadryl) 50 mg IM โดยจะเห็นผลภายใน 10 – 30นาที(1) แต่ถ้าไม่มียาใน 2 ตัวนี้อาจให้ diazepam 5 – 10 mg โดย push เข้าทางหลอดเลือดช้าๆ หรืออาจให้ lorazepam 1 – 2 mg IM แทนได้ โดยอาการส่วนใหญ่จะหายไปภายใน 15 นาทีเมื่อให้ทาง IM หรือ 5 นาที เมื่อให้ทาง IV
  2. Psedoparkinsonism มีอาการคล้ายกับโรค Parkinson คือมี tremor, rigidity, bradykinesia, postural abnormality มักจะเกิดขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ หรือหลายเดือนหลังจากได้รับยา dopamine-blocking drug รักษาโดยให้ยาในกลุ่ม anticholinergic agent เป็นยาตัวแรกในการรักษา โดยใช้ได้ทั้ง benztropine 1 – 6 mg/day PO และ trihexyphenidyl 5 -15 mg/day แต่แนะนำให้ใช้ benztropine ในการรักษาเป็นตัวแรก นอกจากนี้อาจใช้ amantadine 100 – 400 mg/day ในคนที่ไม่ตอบสนองต่อยาในกลุ่ม anticholinergic agent ได้
  3. Akathisia มีอาการ ไม่สบายไม่ว่าอยู่ท่าใดก็ตาม จะมีอาการผุดลุก ผุดนั่ง อยู่ไม่นิ่ง มีความรู้สึกเหมือนว่าต้องเร่งรีบตลอดเวลา ซึ่งเป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยของ EPS และมีการตอบสนองต่อการรักษาน้อยสุด Akathisia จะมีการตอบสนองต่อการรักษาน้อย โดยการรักษาจะใช้ยา Propranolol 40 – 160 mg/day หรืออาจมีการใช้ยาในกลุ่ม benzodiazepines เช่น lorazepam 1.5 – 5 mg/day หรือใช้ clonazepam 0.5 – 2 mg/day ก็ได้

เอกสารอ้างอิง :

  1. Stimmel GL. Schizophrenia in Textbook of therapeutics. 7th ed. 2000. Lippincott Williams&Wilkins: Philadelphia. P1221-1222
  2. Crismon ML, Argo TR, Buckley PF. Schizophrenia in Pharmacotherapy a pathophysiologic approach. 7th ed. 2008. Mc Graw hill: New York; p 1111-1112
Posted by elixer in DIS, 0 comments

ผู้ป่วยที่ถูกสุนัขกัด และมีประวัติแพ้ยา Penicillin สามารถให้ Clindamycin+Ciprofloxacin ได้หรือไม่

คำถาม

ผู้ป่วยที่ถูกสุนัขกัด และมีประวัติแพ้ยา Penicillin สามารถให้ Clindamycin + Ciprofloxacin ได้หรือไม่

คำตอบ

จากแนวทางการให้ดูแลรักษาผู้ป่วยสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า (พ.ศ. 2559) สภากาชาตไทย ได้แนะนำการให้ยาปฏิชีวนะหลังโดนสุนัขกัด โดยให้ 3 – 5 วันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยหากผู้ป่วยแพ้ยา Penicillin แนะนำให้ได้รับยา Doxycycline หรือพิจาราณา 2nd และ 3rd Cephalosporins   รับประทานกรณีที่แพ้ penicillin ไม่รุนแรง
โดยไม่ควรใช้ Cloxacillin,  Erythromycin, 1stCephalosporin และ Clindamycin  ในการรักษาบาดแผลติดเชื้อจากสุนัขและแมวกัด ถ้าการติดเชื้อรุนแรงควรรับไว้ในโรงพยาบาล (1) จากแนวทางของ American Family Physician ในการดูแลผู้ป่วยที่ถูกสุนัขหรือแมวกัด ควรได้รับ Amoxicillin-Clavulanic acid ในการป้องกันการติดเชื้อ โดยยาทางเลือกได้แก่ Clindamycin + Ciprofloxacin หรือ Doxycycline (2) จากการสืบค้นผ่านเว็ปไซต์ Medscape Animal Bites in Emergency Medicine Medication ได้ระบุว่าให้ใช้ยาปฏิชีวนะเพียงชนิดเดียว (4) จากแนวทางการใช้ปฏิชีวนะในการรักษาโรคแผลเลือดออก โดยพบว่าแผลที่มาจากสุนัขจัดเป็นเป็นแผลที่มีการปนเปื้อน ควรได้รับ Amoxicillin – Clavulanic acid ในการป้องกันการติดเชื้อ ในกรณีแพ้ยา Penicillin สามารถ ให้ Clindamycin  แทนได้ (3) โดยสรุปตามแนวทางการรักษาส่วนใหญ่จะแนะนำให้ยาปฏิชีวนะเพียงชนิดเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ตามการสั่งยาจ่าย Clindamycin + Ciprofloxacin ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยควรจะพิจารณาจากความรุนแรงและความสกปรกของแผล

เอกสารอ้างอิง :

  1. สภากาชาตไทย, แนวทางการให้ดูแลรักษาผู้ป่วยสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า. 2559
  2. American Family Physician. Animal Bites [online]. 2017 [cited 2017 JUNE 28]. Available from: http://www.aafp.org/afp/2014/0815/p239.html
  3. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาม, โครงการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล Antibiotic Smart Use. สภาบันวิจัยวิจัยระบบสาธารณสุข และองค์กรอนามัยโลก. 2551
  4. Medscape. Animal Bites in Emergency Medicine Medication [online]. 2017 [cited 2017 JUNE 28]. Available from: http://emedicine.medscape.com/article/768875-medication#2

หัวข้อสืบค้น(keywords): Animal Bites, Antibiotics

Posted by elixer in DIS, 0 comments

ผู้ที่เคยได้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกคนสามารถทำตามแนวทางดังนี้ได้หรือไม่

คำถาม 

    1. ผู้ที่เคยได้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกคนสามารถทำตามแนวทางดังนี้ได้หรือไม่ ” ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนมาแล้วไม่ต้องฉีดERIG/HRIG โดยตัดที่ 6 เดือน ถ้าไม่เกิน 6 เดือนหลังฉีดครบ ให้กระตุ้น booster 1 เข็ม ถ้าเกิน 6 เดือนจะฉีดกระตุ้น 2 เข็ม”

     2. เมื่อสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า ภูมิคุ้มกันจะอยู่ตลอดไปหรือไม่

คำตอบ

                อิมมูโนโกลบุลินเป็นโปรตีนในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถผลิตได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ม้า (Equine Rabies Immunoglobulin; ERIG) หรือคน (Human Rabies Immunoglobulin; HRIG) และฉีดกระตุ้นจนกระทั่งมีแอนติบอดีอยู่ในระดับสูงพอ จึงเจาะเลือดมาแยกซีรั่มผลิตเป็นอิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งอิมมูโนโกลบุลินที่ได้จากม้าจะมีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ได้มากกว่าอิมมูโนโกลบุลินที่ได้จากคน

       ผู้ป่วยเคยได้รับ Post-exposure rabies vaccination ด้วยวัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยงหรือไข่เป็ดฟักบริสุทธิ์มาก่อนอย่างน้อย 3 ครั้ง (วันที่ 0, 3, 7) หรือ Complete pre-exposure rabies vaccination หรือ ผู้ที่เคยตรวจพบว่ามี rabies Nab titer มากกว่า 0.5 IU/มล. เมื่อมีการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า และจำเป็นต้องได้รับการรักษา เช่น บาดแผลเป็น WHO category II ให้การรักษาด้วย Rabies vaccine (ใช้สูตร ESSEN,TRC-ID) หรือ III ให้การรักษาด้วย Rabies vaccine (ใช้สูตร ESSEN, TRC-ID) ร่วมกับการให้ Rabies immunoglobulin (ERIG หรือ HRIG) สามารถให้การรักษาได้โดยการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น(โดยไม่ต้องให้ Rabies immunoglobulin) โดย 

    1 ในกรณีที่ได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายมาน้อยกว่า 6 เดือน ให้ฉีดเข็มกระตุ้นโดยฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน (IM) 1 เข็ม หรือฉีดวัคซีนเข้าในหนังบริเวณต้นแขน (ID) 0.1 มล.1 จุด วันที่ 0

      2. ในกรณีที่ได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายมานานกว่า 6 เดือน (โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วย ได้รับมานานเท่าใดก็ตาม) ให้ฉีดเข็มกระตุ้นโดย 

       – ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน (IM) 1 เข็ม วันที่ 0 และ 3 หรือ ฉีดวัคซีนเข้าในหนังบริเวณต้นแขน (ID) 0.1 มล. 1 จุด วันที่ 0 และ 3

         – ฉีดวัคซีนเข้าในหนังบริเวณต้นแขนและต้นขาหรือสะบักหลัง (ID) 0.1 มล. 4 จุด วันที่ 0 (ต้นแขน 2 ข้าง และด้านหน้าต้นขาหรือสะบักหลัง 2 ข้าง)

  1. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าอีกในขณะที่กำลังได้รับการฉีด Rabies post-exposure prophylaxis อยู่ไม่จำเป็นต้องได้รับการฉีดเข็มกระตุ้นเพราะพบว่าขณะนั้นผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันโรคอยู่แล้ว
  2. ผู้ป่วยเคยได้รับวัคซีนชนิดทำจากสมองสัตว์ (Sample หรือ suckling mouse brain) ในอดีต ให้ถือเสมือนผู้ป่วยไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน ดังนั้นต้องให้การรักษาใหม่ทั้งหมด
  3.  ในกรณีที่สัมผัสสัตว์มาแล้วมากกว่า 14 วันจนถึงวันที่มาพบแพทย์และสัตว์ยังปกติดี ไม่ต้องให้การรักษา (อาจพิจารณาให้วัคซีนแบบ Pre-exposure prophylaxis)(1)

       จากการศึกษาแบบ Prospective study ปีค.ศ. 2006 ในคนไทยจำนวน118 รายเพื่อดูการคงอยู่ของ Neutralizing antibody หรือระดับภูมิคุมกันที่เกิดหลังจากการได้รับวัคซีน ในผู้ที่มีการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าซึ่งเคยได้รับวัคซีนชนิดป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนสัมผัสโรค (Pre-exposure prophylaxis vaccination) และป้องกันหลังสัมผัสโรค (Post-exposure prophylaxis vaccination) โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่มคือ

– กลุ่ม 1a (23 ราย) : เคยได้รับวัคซีน Pre-exposure prophylaxis vaccination มาในระยะเวลา 5 – 10 ปีก่อน

– กลุ่ม 1b (42 ราย) : เคยได้รับวัคซีน Post-exposure prophylaxis vaccination มาในระยะเวลา 5 – 10 ปีก่อน

– กลุ่ม 2a (15 ราย) : เคยได้รับวัคซีน Pre-exposure prophylaxis vaccination มาในระยะเวลา 10 – 21 ปีก่อน

– กลุ่ม 2b (38 ราย) : เคยได้รับวัคซีน Post-exposure prophylaxis vaccination มาในระยะเวลา 10 – 20 ปีก่อน

       ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยทุกรายยกเว้น 1 รายซึ่งเป็นผู้สัมผัสโรคที่อยู่ในกลุ่ม Post-exposure prophylaxis vaccination มาในระยะเวลา 10 ปีก่อน สามารถตรวจพบระดับ neutralizing antibody ที่ > 0.5 IU/mL ซึ่งเป็น cut point ที่แนะนำให้ต้องมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันใหม่ จากการศึกษานี้จึงช่วยสนับสนุนข้อมูลจาก WHO ที่ระบุว่าหลังการฉีดวัคซีนครบจะคงมีระดับ Antibody อยู่ได้ยาวนาน ซึ่งจากการศึกษานี้ระดับ Neutralizing antibody ที่คงอยู่ยาวนานที่สุดคือจากวัคซีนชนิด PVRV นาน 20 ปีและชนิด HDCV นาน 21 ปี

ดังนั้นพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนครบ 3 เข็มหรือ 5 เข็มจะมีภูมิคุ้มกันได้ยาวนานมากกว่า 10 – 20 ปี หลังจากฉีด(2)


เอกสารอ้างอิง :

  1. สถานเสาวภา สภากาชาดไทย แนวทางการให้การดูแลรักษาผู้ปุวยสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า (พ.ศ. 2559) (QSMI Guideline for Post-Exposure Rabies Treatment)[อินเทอร์เน็ต].กรุงเทพฯ: สถานเสาวภา สภากาชาดไทย; 2549 เข้าถึงได้จากhttp://saovabha.redcross.or.th/download /2559/thailand%20Rabies-Free/QsmiGuidline2016.pdf [เข้าถึงเมื่อ 9 มี.ค. 2561].
  2. Suwansrinon K, Wilde H, Benjavongkulchai M, Banjongkasaena U, Lertjarutorn S, Boonchang S, Suttisri R, Khowplod P, Daviratanasilpa S, Sitprija V. Survival of neutralizing antibody in previously rabies vaccinated subjects: a prospective study showing long lasting immunity. Vaccine. 2006 May 1;24(18):3878-80.

หัวข้อสืบค้น(keywords):  วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

Posted by elixer in cool, 0 comments

ยุงที่กัดผู้ป่วยติดเชื้อ HIV จะถ่ายถอดเชื้อไปยังผู้อื่นโดยการกัดได้หรือไม่

คำถาม

ยุงที่กัดผู้ป่วยติดเชื้อ HIV จะถ่ายถอดเชื้อไปยังผู้อื่นโดยการกัดได้หรือไม่

คำตอบ

การถูกยุงกัดจากยุงที่กัดผู้ติดเชื้อ HIV จะไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากเชื้อเอชไอวีจะไม่สามารถเข้าไปอาศัยและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในเซลล์ของยุง ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในยุงได้ ยุงจึงไม่เป็นพาหะนำโรค ซึ่งทราบได้จากการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ดังนี้

สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กล่าวว่ายุงกัดไม่ทำให้ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อเอชไอวีไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในยุงได้ และปากยุงมีขนาดเล็กมาก เวลากัดคน มักจะไม่มีเลือดติดอยู่

องค์กร BuddyStation โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าการถูกยุงกัดจากยุงที่กัดผู้ติดเชื้อ HIV เป็นปัจจัยไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV เนื่องจากเชื้อเอชไอวีขยายพันธุ์ในตัวยุงไม่ได้ ยุงจึงไม่เป็นพาหะ เชื้อเอชไอวีขยายพันธุ์ได้เฉพาะใน CD4 ของคนและลิงชิมแปนซีเท่านั้น ยุงที่ดูดเลือดของคนหนึ่งไปแล้ว จะไม่ปล่อยเลือดของคนนั้นไปให้อีกคนหนึ่ง ยุงจะดูดต่อไปเลย ซึ่งไม่เหมือนกับเข็มฉีดยา เมื่อถอนเข็มออกจากร่างกาย เลือดจะไหลมาอยู่ที่ท่อเข็ม เมื่อใช้เข็มร่วมกัน เลือดจึงเข้าสู่ร่างกายของคนอื่นได้

น.สพ.ดร.เอกชัย เจนวิถีสุข ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างของปากยุงและธรรมชาติการดูดเลือดของยุงว่า บริเวณปากของยุงมีรูปร่างทรงแหลมเหมือนเข็มฉีดยายาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.02 มิลลิเมตร ประกอบไปด้วยท่อที่ต่อจากต่อมน้ำลาย ใช้พ่นน้ำลายเข้าไปในบริเวณที่จะดูดเลือด น้ำลายของยุงจะมีฤทธิ์ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด ทำให้ยุงสามารถดูดเลือดได้สะดวก และเลือดไม่แข็งตัวในยุง ส่วนท่อที่สองจะเป็นท่อที่ยุงใช้ดูดเลือดเข้าสู่ตัว

เมื่อใดที่ยุงจะมาดูดเลือดครั้งต่อไป ยุงจะไม่พ่นเลือดที่เพิ่งดูด (ซึ่งอยู่ในท้อง) กลับออกมา เพราะระบบท่อทั้งสองของยุงทำหน้าที่ต่างกัน ดังนั้น จึงไม่มีทางที่เราจะได้รับเชื้อเอชไอวีจากเลือดที่อยู่ในตัวยุง เพราะเมื่อยุงถอนปากออกจากผิวหนังบริเวณที่ดูดเลือด ผิวด้านนอกของปากยุงจะผ่านชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและผิวหนังชั้นนอกของคนซึ่งเป็นชั้นที่ไม่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวี ทำให้เลือดที่ติดอยู่ที่ผิวด้านนอกของปากยุงถูกปาดออกไป ไม่เหลือเลือดติดอยู่หรือเหลือเลือดติดอยู่ปริมาณน้อยมาก จนไม่มีไวรัสหลงเหลืออยู่ในเลือดนั้น หรือมีไวรัสหลงเหลืออยู่แต่ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดโรคได้ และจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการก่อโรคหรือมีปริมาณลดลงทันทีเมื่อเลือดบริเวณปากของยุงเริ่มแห้ง

 จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานว่าเชื้อเอชไอวีสามารถแพร่จากผู้ติดเชื้อไปยังคนอื่นได้โดยยุง เพราะเชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าไปอาศัยและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในเซลล์ของยุง เชื้อเอชไอวีจะเข้าไปในเซลล์ใดเซลล์หนึ่งได้ก็ต่อเมื่อเซลล์นั้นมีโปรตีน 2 ชนิดที่อยู่บนบริเวณผิวหนังและโปรตีนดังกล่าวต้องอยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งเซลล์ลักษณะแบบนี้จะพบได้แต่ในคนไม่พบในยุง จึงเป็นผลที่ว่าเชื้อเอชไอวีจะไม่สามารถเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์ของยุง เมื่อยุงไปกัดผู้ติดเชื้อและยุงได้รับเชื้อที่มีเอชไอวีเข้าไป ยุงจะเริ่มย่อยเลือดทันทีทำให้เชื้อเอชไอวีในตัวยุงถูกกำจัดออกไปหมดอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นยุงจึงไม่สามารถถ่ายถอดเชื้อ HIV ไปยังผู้อื่นโดยการกัดได้

เอกสารอ้างอิง

  1. สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค. โรคเอดส์. 2557. Available at: https://www.riskcomthai.org/th/knowledge-disease/infection/sexual-relation-detail.php?id=25976&pcid=426&pcpage=4. Accessed May 22, 2017.
  2. BuddyStation Trans and Gay Community โดยกรมควมคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ปัจจัยเสริมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี. Available at: http://www.buddystation.org/information/detail/4/2/151. Accessed May 22, 2017.
  3. เอกชัย เจนวิถีสุข. เหตุใดยุงเป็นพาหะนำไข้เลือดออก…แต่ไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวี. Available at: http://www4a.biotec.or.th/GI/publications/bsi/PostToday_5Oct2007.pdf. Accessed May 22, 2017

Posted by elixer in DIS, 0 comments