Series: Life log

บันทึกชีวิตการทำงาน

Look back 2008

This entry is part 1 of 13 in the series Life log

ถึงแม้ผมจะเริ่มทำงานมาตั้งแต่ปี 2007 แต่มันก็เป็นการทำงานแค่ครึ่งปี ส่วนปีที่ทำงานเต็มปีจริงๆ เป็นปีแรกก็คือปี 2008 ที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องดี และไม่ดีผ่านมามากเหมือนกัน

เริ่มจากเรื่องรถก่อนเลยปีที่แล้วฉลองเบญจเพศด้วยการเกิดอุบัติเหตุตอนท้ายปี 2007 ทำให้ต้นปีต้องขี่มอเตอร์ไซต์วันละ 40 กิโลไปทำงานอยู่เกือบครึ่งเดือน หลังจากเหตุการณ์นั้นผมเลยลดความเร็วเฉลี่ยในการขับรถลงไป 20 กม. ต่อชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันก็กลับมาขับเร็วเท่าเดิมอีกแล้ว

พอพูดถึงเรื่องเดินทาง ก็ต้องคิดถึงเรื่องเที่ยวปีนี้ได้เที่ยวจริงๆ แค่ 2 ที่คือ จันทบุรี กับอัมพวา ส่วนพัทยามันเป็นการไปแค่ event หนึ่งเท่านั้น แต่พอรวมๆ กับการไปช็อบปิ้งที่กรุงเทพหลายๆ ครั้งก็ขอรวมคะแนนเป็นพาไปเที่ยว 1 ครั้งแล้วกัน ส่วนบ้านปีนี้ได้กลับ 3 ครั้งจากที่ตั้งใจว่าจะกลับแค่ 2 ครั้ง (บ้านไม่ได้ไกลมากแค่ 400 กิโลเมตร แต่ค่าเสียโอกาสมันสูงกว่าค่าเดินทางหลายเท่าอยู่)

ส่วนการไปประชุมวิชาการนั้นได้ไปตามที่ตั้งใจ 3 ครั้ง และที่ไม่ตั้งใจอีก 1 ครั้ง (โดนหัวหน้าเชิญให้ไป) ซึ่งมันทำให้ผมได้หน่วย CPE มาตุนไว้ได้มากพอที่จะไม่ต้องประชุมวิชาการอีก 1 ปีเต็มๆ เลย เรื่องความรู้ได้ไม่ค่อยเต็มที่เท่าไหร่ แต่ที่ได้กลับมาทุกครั้งคือไฟที่จะริเริ่มงานใหม่ๆ ที่เห็นเพื่อนๆ พี่เอามานำเสนอในงานประชุม แต่สุดท้ายแล้วพอเวลาผ่านไปผมก็จะถูกงานประจำอันมากมาย ทำให้ผมต้องหมดไฟไปซะเกือบทุกที

ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานฝ่ายอื่น เริ่มมีมากขึ้นแต่ในอัตราที่ช้ามากถ้าเทียบกับคนอื่น (ก็ผมมันคนคุยไม่เก่งนี่) แต่อย่างน้อยก็เริ่มมีคนจำชื่อผมได้แล้ว (เภสัชกรผู้ชายที่ทำงานกับหอผู้ป่วยมีอยู 2 คน แล้วพยาบาลจะนึกว่าผมเป็นพี่อีกคนตลอดตอนโทรศัพท์มาคุยเรื่องงาน)

เรื่องการขึ้นเวรปีนี้คงเป็นปีที่ทำงานหนักมากๆ และตอนนี้เหมือนจะเจอยอดดอยแล้ว (มั้ง) ขึ้นเวรไปตกเดือนละ 200 ชั่วโมง มากกว่า ชั่วโมงทำงานประจำอีก (180 ชั่วโมง) เดือนที่โหดสุดคือขึ้นเวรดึก 8 เวร ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ แค่ทำงานไป 3 วันแล้วก็ต้องอดนอน 1 วันเอง ทำให้ปลายปีได้เจอกับการป่วยยาวกว่าสัปดาห์

ส่วนงานที่เปิดมาตั้งแต่แรกคือการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยา ยังดีอยู่ แต่ยังไม่มีผลงานอะไรที่โดดเด่นออกมา แต่ก็คิดหัวข้องานวิจัยจากงานนี้ได้หลายอันแล้ว กำลังพยายามดันออกมาให้ได้สักอัน ส่วนงานคลินิกอื่นกำลังพยายามช่วยกันทำกับพี่หัวหน้าห้องอยู่ ตอนนี้ก็หวังว่าเพื่อนร่วมรุ่นมันจะได้ย้ายโรงพยาบาลมาช่วยงานคลินิกอีกแรง

เรื่องสุขภาพอย่างที่เคยเขียนถึงไปแล้วใน sweet diary ก็ต้องปรับตัว และอยู่กับมันอย่างมีความสุข ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องสู้กันต่อไป

เรื่องเก็บเงินเป็นไปตามแผนแต่เงินสดไม่ค่อยมีติดมือเพราะยอดเงินเก็บที่ตั้งไว้สูง เพื่อที่จะได้พอค่าสินสอดภายใน 2 ปี บวกกับเงินที่ต้องส่ง tiida และส่งแม่ ทำให้ปีนี้ไม่ได้ซื้อของฟุ่มเฟือยอะไรเลย นอกจากโทรศัพท์ (Wind เป็นของแฟน ไม่ใช่ของผม ส่วนปากกา กับหนังสือผมไม่ถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือยครับ) โชคยังดีที่ราคาน้ำมันลงทำให้มีเงินสดเพิ่มขึ้นมาบ้าง

เรื่องความรักก็ยังไปด้วยดี มีกระทบกระทั่งกันบ้างตามประสา แต่มันก็ทำให้รักกันมากขึ้น ดังนันต้องแต่งงานตามแผนให้ได้ จะได้ซื้อบ้าน หรือไม่ก็ขอบ้านพักในโรงพยาบาลซะที

ส่วนบล็อกก็อย่างที่เห็นกัน ช่วงหลังไม่ค่อยว่างเขียนเลย ยิ่ง blognone ยิ่งแล้วใหญ่แทบไม่ได้เขียนข่าวเลย งานเขียนที่วางแผนไว้ก็ยังไม่ได้เขียนเลย มีแต่พล็อต แต่ถ้าลดเวรลงได้เมื่อไหร่ คงจะได้เริ่มซะที

สรุปแล้วเป็นปีที่กลางๆ ไม่แย่ หรือดี แล้วมันก็ทำให้ชีวิตการทำงานในวิชาชีพเภสัชกรของผมเหลืออีกไม่เกิน 8 ปี ตามที่ตั้งใจไว้ ว่าจะทำงานในวิชาชีพให้มากกว่าปีที่ใช้ไปในการเรียน เพื่อให้คุ้มกับงบประมาณที่รัฐต้องอุดหนุนในการเรียนเภสัชของผม ถึงมันจะไม่มาก แต่มันก็เป็นเงินภาษีของคนไทยทุกคน

Posted by elixer in cool

Half way

This entry is part 10 of 13 in the series Life log

ผ่านมาแล้วครึ่งทางกับการทำงานแบบหนักหน่วง ตามเป้าหมาย 3 ปีนี่ก็ผ่านมาแล้ว 18 เดือนกับการทำงานเดือนละ 29 – 30 วัน (ถ้าเดือนนึงมีมากกว่า 31 วันผมก็คงทำได้มากกว่านี้)

ผลเสียของการทำตามเป้าหมายนี้คือการเจ็บป่วยซึ่งล่าสุดผมก็พึ่งเป็นหวัด ไข้ขึ้นสูงไปอีก 1 วัน นับเป็นครั้งที่สามแล้วของชีวิตการทำงาน ดูๆ แล้วตัวเลข 6 เดือนต่อ 1 ครั้งก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่ แต่ถ้าเทียบกับตอนเรียนที่ป่วยปีละครั้ง นับว่าสุขภาพแย่ลงเยอะ ซึ่งเกิดจากการที่ผมออกกำลังกายน้อยลงกว่าเดิม เลยโดนหวัดเล่นงานได้ง่าย

ถ้าเปรียบเป้าหมายการทำงานนี้ เทียบกับการขึ้นภูกระดึง ตอนนี้ผมก็ผ่านมาได้หลายซำแล้ว แต่ซำต่อๆ ไปมันจะลำบากมากกว่าเดิม บวกกับสภาพร่างกายตอนนี้ ตอนนี้เลยคิดว่าจะลดความเร็วลงหน่อยนึง โดยการเพิ่มวันหยุดมาอีกเดือนละ 1 วัน (ชีวิตผมตอนนี้ยังห่างไกลกับการทำงานแบบปกติอีกเยอะ ดูๆ แล้วมันเป็นการทำร้ายตัวเอง มากกว่าการทำงานนะเนี่ย)

ตอนนี้เลยเข้าใจแล้วว่าคนที่ทำงานในสายนี้ ทำไมถึงไม่ค่อยส่งเสริมให้ลูก หลานเข้ามาทำงานในสายนี้ (ในกรณีที่ไม่มีเหตุจำเป็น ต้องให้ลูกมาสืบทอดกิจการ)

จริงๆ แล้วเป้าหมาย 3 ปีของผมนี่ดูเด็กๆ ไปเลยเมื่อเทียบกับพี่คนหนึ่งที่ทำงานหนัก และหนักยิ่งกว่าผมอีก แถมทำมาแล้วกว่า 10 ปี

ปล. พี่เค้าเป็นผู้หญิงนะครับ
ปลล. 17 สัปดาห์แรกการทำงาน

My work week 1 | My work week 2 | My work week 3 | My work week 4 | My work week 5 | My work week 6 | My work week 7 | My work week 8 | My work week 9 | My work week 10 | My work week 11 | My work week 12 | My work week 13 | My work week 14 | My work week 15 | My work week 16 – 17 |

Posted by elixer in cool

last week of november

This entry is part 11 of 13 in the series Life log

สัปดาห์แห่งความสงบกำลังจะผ่านพ้นไป เดือนสุดท้ายของปีที่วุ่นวายจะเข้ามาแทน

หลังจากลอยกระทงเสร็จก็จัดสัมภาระสำหรับไปประชุมช่วงกลางสัปดาห์
ไปประชุมมา 3 วันรู้สึกว่างานติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เคยเป็นยาขมสำหรับตัวเอง (เคสที่สรุปว่าแพ้ยาแน่ๆ แทบไม่มี ไหนจะต้องแยกผื่นจากไวรัส กับผื่นแพ้ยาในเด็กอีก) หลังจากฟังบรรยาย และร่วมทำกรณีศึกษากับพี่ๆ ที่คร่ำหวอดงานนี้กว่า 10 ปี รู้สึกว่างานนี้น่าสนใจขึ้นมากมาย ไหนจะวิธีการดูผื่น ที่ไม่ต้องไปเทรนสกินก็พอดูได้ระดับหนึ่ง ไหนจะวิธีการหาสาเหตุการแพ้ยา โดยใช้แนวทางคล้ายๆ SOAP Note ร่วมกับการใช้ time line ลำดับเหตุการณ์ช่วย

กลับมาจากงานประชุมครั้งนี้ ได้ความมั่นใจในการซักแพ้ยามาอีกเยอะ แล้วก็คิดโปรเจคงานคลินิกได้หลายอย่าง คิดแม้กระทั่งจะขอหัวหน้า กับอาจารย์เปิดแหล่งฝึกให้น้องปี 6 เพราะปีหน้าคงต้องเริ่มงานบนหอผู้ป่วยแบบรูทีน ไม่ทำ PRN แบบทุกวันนี้แล้ว ซึ่งงานก็ต้องเพิ่มมาอีกหลายอย่าง ถ้าได้น้องมาช่วยคงจะดี หรือดีกว่านั้นก็รับเภสัชใหม่ที่จบคลินิกมาช่วยสักคน

แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นได้ คงต้องผ่านเดือนหน้าไปให้ได้ก่อน เพราะ พรพ. จะมาอีกแล้ว (หลังจากเลื่อนมา 2 รอบ) ตอนนี้ทุกคนก็โรยผักชีกันใหญ่ แต่ถึงจะโรยก็อยากให้โรยอย่างมีคุณภาพ เป็นผักชีที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ตอนนี้มีเรื่องให้ตกลงกับหอผู้ป่วยมากมาย จนไม่รู้ว่าจะจำกันหมดได้ยังไง (มีเรื่องทีก็ต้องเอาข้อตกลงมาดูกันที) อะไรที่ตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องยกเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยมาพูดถึงจะยอม (เจ้าหน้าที่สะดวก แต่ผู้ป่วยเสี่ยงมากขึ้นมันก็ไม่ไหว) ทำๆ งานไปเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกร้าวขึ้น เพราะลักษณะงานที่ต้องติดต่อ ประสานงานกับหลายฝ่าย อ่อนไป งานไม่สำเร็จแน่เลย

Posted by elixer in cool