หนังสือบันทึกน้ำตา 1 ลิตร

ในที่สุดก็ได้มาแบบงงๆ ว่าเค้าไปซื้อลิขสิทธิ์มาแปลกันตอนไหน แถมวางจำหน่ายมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้วด้วย ไม่รู้ทั้ง SE-ED และ B2S จัดหนังสือกันยังไง ทั้งที่ผมไปเดินทุกอาทิตย์ แต่กลับรอดสายตาไปตั้งเกือบสองเดือน

หนังสือบันทึกน้ำตา 1 ลิตร จัดพิมพ์โดยสยามอินเตอร์บุ๊คส์ เป็นการเอาเล่มแรกจากทั้งหมดสามเล่มมาแปล รายละเอียดอ่านได้ที่เอนทรี่ 1 liter no Namida (1 Liter of Tears) books

ปล. ไม่รู้ mono2u เอาเนื้อหาจากบทไหนมาจัดว่าหนังสือนี้อยู่ในประเภท วรรณกรรมจีนกำลังภายใน ? สงสัยจะสับสนกับวีรบุรุษไร้น้ำตา

1 litre of Tears SP

บันทึกน้ำตาหนึ่งลิตรตอนพิเศษ
ความยาว 2 ชั่วโมง 20 นาที
แพร่ภาพเมื่อ 5 เมษายน 2007 ในญี่ปุ่น ส่วนในไทยตอนนี้ ยังไม่มีกำหนดการออกอากาศ ใครที่อยากดูก็ดูที่ Crunchyroll (Part1 | Part2)ไปก่อนแล้วกัน

ด้วยความยาวที่ยาวพอสมควร ผมเลยเข้าไปอ่านรีวิวจาก Smaku’s World ก่อนแล้วค่อยดู พอเริ่มดูได้ช่วงหนึ่งผมก็ต้องทำเหมือน Taku นั่นคือเร่งผ่านช่วง flashbacks ไปแล้วก็หยุดดูได้แป็บนึง แล้วก็เร่งผ่านไปอีก ทำซ้ำๆ อยู่อย่างนี้จนเห็นว่าเหลืออีก 10 กว่านาทีจะจบแล้ว สรุปแล้วเนื้อเรื่องใหม่ที่เพิ่มมามีประมาณ 50 นาที นอกนั้นเป็น flashbacks ตอนเดิมหมดเลย

ถ้าดูจากช่วงเวลาออกอากาศในญี่ปุ่นคือปีครึ่งหลังจากละครจบไป การออกอากาศตอนพิเศษน่าจะทำให้คนดูได้น้ำตาไหลพรากกันอีกครั้ง เพราะความทรงจำของตอนเดิมๆ น่าจะเลือนลางไปบ้างแล้ว แต่สำหรับผมที่พึ่งจะดูจบไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ดี การดูตอนเดิมซ้ำอีกชั่วโมงกว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่อยากทำเลย ก็เลยต้องเร่งผ่านจนจบ

สรุปแล้วตอนพิเศษของ 1 litre of Tears นี่น่าจะเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบ ผู้ที่ดูตอนเดิมจบไปนานแล้ว หรือผู้ที่ยังไม่เคยดูตอนเดิมมาก่อน ส่วนผู้ที่รู้สึกเฉยๆ กับเรื่องนี้แนะนำว่าไม่ต้องดูตอนนี้ก็ได้ครับ ไม่ได้มีประเด็นสำคัญอะไร เพิ่มขึ้นมาจากเดิมหรอกครับ

ปล. ปัจจุบันในญี่ปุ่นมีผู้ป่วยโรค SCD กว่า 20,000 คน และ ยังไม่มีทางรักษาให้หายได้ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในตอนนี้ได้อยู่ดี

Quote from One litre of Tears

Humans are not to live in the past.

It’ll be fine if we do what we can now.


One litre of Tears: ep 9 – “I live now”

1 liter no Namida (1 Liter of Tears) books

ช่วงนี้กำลังอินกับ 1 Litre of Tears ดูแค่หนังอย่างเดียวไม่พอ อยากได้หนังสือมาอ่านด้วย
หาข้อมูลได้มาว่าหนังสือฉบับภาษาญี่ปุ่นมีตีพิมพ์ิออกมา 3 เล่ม

เล่มแรกชื่อว่า 1 liter no Namida (1 Liter of Tears) เป็นการรวมไดอารี่ที่อายะเขียนไว้ตั้งแต่อายุ 15 จนถึงช่วงที่ไม่สามารถจับปากกาได้คือที่อายุ 21 ปี แล้วก็มีข้อมูลเรื่องโรค SCD โดยหมอ Yamamoto Hiroko แล้วก็ความรู้สึกของแม่อายะในช่วงสุดท้ายของอายะ เล่มนี้สามารถสั่งซื้อได้จาก YesAsia

เล่มที่สองมีชื่อว่า Inochi no Hado-ru ตีพิมพ์หลังจากอายะตายไปได้ 1 ปี เป็นเรื่องราวในส่วนของแม่อายะเกี่ยวกับการดูแลอายะ และการทำอาชีพผู้ให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพ

เล่มที่สามมีชื่อว่า Last Letter เป็นการรวบรวมจดหมายของอายะที่ส่งไปให้เพื่อนทั้ง 3 คนในระหว่างที่เธออยู่ในโรงพยาบาล ทั้งเล่ม 2 และ 3 หาจาก YesAsia ไม่เจอ สงสัยจะมีขายแค่ในญี่ปุ่น และอาจจะไม่ได้ตีพิมพ์ซ้ำ เพราะไม่ดังเหมือนเล่มแรก

ทำเป็นลิสต์ไปอย่างนั้นแหละ ได้มาก็อ่านไม่ออกอยู่ดี ที่อยากได้จริงๆ คือเล่มนี้ต่างหาก

English Translated One Liter of Tears

มีอยู่ 8 ตอนตามนี้

  1. 14 Years Old (1976‐77) – My Family
  2. 15 Years Old (1977‐78) – Illness Creeping Up
  3. 16 Years Old (1978‐79) – The Start of Distress
  4. 17 Years Old (1979‐80) – ”I can’t even sing any more…”
  5. 18 Years Old (1980‐81) – Having Understood the Truth
  6. 19 Years Old (1981‐82) – ”I may not last much longer…”
  7. 20 Years Old (1982‐83) – ”I don’t wat to be beaten…”
  8. 21 Years Old (1983‐84) – For as Long as She is Alive

ไม่รู้ว่าที่ Kinokuniya จะมีขายหรือเปล่า ใครผ่านไป Kinokuniya ฝากถามทีครับ เพราะผมช่วงนี้ยังไม่มีโอกาสได้เข้ากรุงเทพเลย ตอนนี้ก็เลยต้องอ่านฉบับแปลจากภาษาญี่ปุ่น กับฉบับแปลจากภาษาจีนบนเว็บไปพลางๆ ก่อน

อ้อลืมไปมีคนเริ่มแปลเป็นภาษาไทย เห็นแปลได้ 2 ตอนแล้ว ครอบครัวของฉัน กับ ไปตรวจ

5 Stages of Grief (1 Litre of Tears Case: Ep 5 – 6)

ยิ่งดูก็ยิ่งเศร้าจริงๆ สมแล้วที่เพื่อนบอกว่าหนังเรื่องนี้ “เป็นหนังดีที่ไม่น่าดูซ้ำ” เพราะดูอีกกี่ทีก็ร้องไห้อยู่ดี

ตอนที่ 5 “A disabled person notebook” และ ตอนที่ 6 “Heartless glances”

หลังจากอายะได้ผ่านขั้นสุดท้ายของ Grief ไป ก็ได้เข้าสู่หนทางการใช้ชีวิตหลังการสูญเสีย หรือ “Grief Work” ซึ่ง J. William Worden ได้ให้ความหมายของหนทางนี้ผ่านคำย่อ 1 คำนั่นคือ TEAR โดยอายะได้เริ่มขั้น 1 ของ TEAR หรือ T: To accept the reality of the loss ไปตั้งแต่ตอนที่แล้ว เพราะการยอมรับใน Grief ก็คือ T นั่นเอง

จากนั้นอายะก็เข้าสู่ E: Experience the pain of the loss รับรู้ความเจ็บปวดของการเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ดังใจ เคลื่อนไหวได้ช้า การถูกมองด้วยสายตาเห็นใจจากคนรอบข้าง และการรู้สึกว่าตนสร้างความลำบากให้กับคนรอบข้าง

หลังจากรับรู้ความเจ็บปวดแล้ว ก็ถึง A: Adjust to the new environment without the lost object อายะจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ กับการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้ดังใจนี้ให้ได้ เธอเลือกที่จะทิ้งความรัก เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ด้วยร่างกายแบบนี้

สุดท้ายแล้วเธอก็ได้ใช้ชีวิตของเธออย่างคุ้มค่า (R: Reinvest in the new reality) ด้วยการช่วยเหลือคนในครอบครัวเท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ไดอารี่ถ่ายทอดความรู้สึกของการเป็นโรคนี้ของเธอ ที่ถ่ายทอดกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไปให้กับคนนับล้านในโลกนั่นเอง