destination

4 Years

ปีที่แล้วบอกว่าจะลดเวร ในที่สุดก็ตัดเวรไปแล้ว 1 ที่ รายได้จากค่าเวรลดลงไปตามคาด แต่ก็ได้เงินเดือนที่ปรับเพิ่มมาประมาณ 20% มาทดแทนได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากผ่านไป 1 ปีที่ผมเองก็ไม่เชื่อตัวเองนั่นคือ ผมกลับรักอาชีพเภสัชกรมากขึ้นซะงั้น สาเหตุคงเป็นเพราะได้ลดงานที่บั่นทอนพลังกายลง และได้ทำงานใช้ความคิดมากขึ้น ซึ่งมันก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันตรงที่มันสนุกอะ

ถ้าผมยังสนุกได้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมอาจจะทำอาชีพนี้ไปจนตายเลยก็ได้ คอยดูกันอีกทีตอนปีหน้า ตอนผมทำงานครบ 5 ปีนะครับ อาจจะเปลี่ยนไปอีกก็ได้ เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง

Posted by elixer in cool, 1 comment

แล้วไงต่อ

คำถามนี้ไม่ได้ถามใครหรอก ถามตัวผมเองนี่แหละ

จากเดิมที่คิดว่าคงได้ใช้ชีวิตชิลๆ เป็นเภสัชกรปฏิบัติการ (ก่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบแท่ง ถูกเรียกว่าเภสัชกร 3, 4 หรือ 5) ไปอีก 3 ปี แต่ชีวิตคนเรามันไม่มีความแน่นอน หลังจากพี่ๆ รุ่นแรกของหลักสูตร 6 ปีได้ส่งเรื่องไปให้กพ. ตีความเรื่องปริญญาเภสัชศาสตร์ 6 ปีว่าเทียบเท่าปริญญาโทหรือไม่ ในกรณีที่ต้องการทำเรื่องขอเลื่อนตำแหน่งเป็นเภสัชกรชำนาญการ (เภสัชกร 6, 7 เดิม) ซึ่งทางกพ. ก็ตอบกลับมาว่าได้

ทีนี้หละชีวิตชิลๆ ผมหายไป 2 ปีทันตาเพราะเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งเดิมต้องครองตำแหน่งเภสัชกรปฏิบัติการให้ครบ 6 ปีลดลงเหลือ 4 ปีทันที แล้วผมกำลังจะมีอายุงานครบ 4 ปีในปี 54 ที่จะถึงนี้แล้ว

แล้วมันยังไง?

คืออย่างนี้ครับอาชีพเภสัชกรโรงพยาบาลของรัฐบาลส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 ถ้าไม่ลาออกซะก่อนก็จะเกษียณไปด้วยตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ ส่วนอีก 5% ที่เหลืออาจจะขึ้นไปถึงเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เภสัชกร 8 เดิม) หรือเภสัชกรเชี่ยวชาญ (เภสัชกร 9 เดิม) หรือ เภสัชกรทรงคุณวุฒิ (เภสัชกร 10 เดิม) ซึ่งคนที่ไม่ชอบงานบริหาร และไม่อยากแข่งขันกับคนอื่นแบบผม คงไปได้ไม่พ้นเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ สรุปแล้ว career path เภสัชกรโรงพยาบาลของผมจะถึงทางตันตอนอายุ 28 หรือนี่ ทำไมมันช่างหดหูอย่างนี้ ถ้าเป็นเกมส์ก็คงเก็บเลเวลแบบเบื่อๆ เพราะ job ไม่ level up แล้ว

แต่โชคดีที่ผมเจอสิ่งที่ผมอาจจะชอบมากกว่างานเภสัชกรโรงพยาบาลไปแล้วตอน 3 year ทำให้สิ่งที่บ่นถึงไม่กระทบกับชีวิตของผมมาก เป็นเพียงแค่อาชีพหลักที่ยังคงต้องทำต่อไปอีก 5 – 10 ปีเพื่อเลี้ยงชีวิตในระหว่างที่รอให้งานในฝันพิสูจน์ตนเอง แต่่การที่จะทำงานแบบเรื่อยเปื่อยไปอีกตั้งเป็น 10 ปีก็ใช่เรื่อง คงต้องวางแผนกันหน่อย ว่าจะทำงานเภสัชกรโรงพยาบาลต่อไปอย่างมีความสุขและสนุกกับมันอย่างไร

ก่อนที่จะวางแผนก็ลองมองคนรอบๆ ตัวก่อนว่าพี่ๆ เค้าใช้ชีวิตกันอย่างไร

  • เปิดร้านยา อยู่เวรน้อยลง มีความสุขกับการอยู่้ร้านยา แต่ก็ไม่ปล่อยให้งานที่โรงพยาบาลบกพร่อง
  • ลาเรียนต่อ หรือเรียนตอนเสาร์ อาทิตย์ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่โรงพยาบาลอยู่ดี
  • ไม่เปิดร้านแต่ไปอยู่เวรร้านยา หรือโรงพยาบาลเอกชน (อันนี้ผมก็ทำอยู่)
  • ทำธุรกิจส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับวิชาชีพเภสัช
  • ไม่เปิดร้าน ไม่อยู่เวรที่อื่น ทำแต่งานที่โรงพยาบาล

ดูๆ แล้วอันที่น่าจะเหมาะกับผมที่สุดคงเป็นแบบสุดท้าย คือเลิกอยู่เวรที่อื่น ไม่เปิดร้าน ทำงานที่โรงพยาบาลที่เดียว แล้วงานในอนาคตละจะเป็นอย่างไร ผมก็ลองคะเนดูจากความเป็นไปได้ ได้ออกมาสามแบบคือ

  1. ถ้าได้เภสัชกรใหม่ๆ มาเพิ่มเยอะพอ อาจขยายงานคลินิกบนหอผู้ป่วยให้มากขึ้น และอาจจะรับน้องปี 6 มาฝึกงานทั้งปี เพราะถ้าให้เลือกระหว่างทำงานคลินิกที่ต้องเครียดกับการค้นข้อมูล และพูดคุยกับผู้คน กับงานตรวจสอบยา จ่ายยาที่นับวันยิ่งรู้สึกว่าตัวเองใกล้เคียงเครื่องจักรไปทุกที ผมขอเลือกงานคลินิกดีกว่า
  2. ถ้ารพ. ขยายใหญ่ขึ้น มีแพทย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้น และแพทย์อยากรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไม่ส่งต่อไปโรงพยาบาลศูนย์ ผมอาจจะขอเปิดหน่วยผสมยาเคมีบำบัด เพราะมันเป็นอีกงานหนึ่งที่ผมชอบมากทั้งตอนเรียน และตอนทำงาน
  3. ถ้าไม่มีปัจจัยส่งเสริมที่มากพอก็คงต้องทำงานแบบเดิมต่อไป งานคลินิกครึ่งนึง งานตรวจสอบยา จ่ายยาครึ่งนึง แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมงานและน้องฝึกงานให้มากที่สุด ก่อนที่ผมจะต้องหันหลังให้กับอาชีพนี้

ถึงตรงนี้ผมคงตอบคำถามตัวเองในส่วนของงานเภสัชกรโรงพยาบาลได้เกือบหมดแล้ว ที่เหลือก็ทุ่มกับให้กับงานและความฝันที่ต้องทำให้สำเร็จต่อไป

สู้ต่อไปรชานนท์

Posted by elixer in cool

3 Years

จากเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานหนักๆ แบบใช้พลังชีวิตวัยรุ่นเต็มที่ไม่เกิน 3 ปี และประเมินผลงานไปแล้วตอนครึ่งทางรอบนึง ตอนนี้ก็ครบ 3 ปีแล้ว ปรากฎว่าทำได้ตามเป้าหมายตั้งแต่ตอนต้นปีแล้ว คือค่อยๆ ลดชั่วโมงการอยู่เวร โดยเฉพาะเวรดึก เท่าที่มองดูตัวเองอยู่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าลงจากยอดดอยของการทำงานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห้นได้ชัดคือ รายได้ที่หายไป แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เลี้ยงชีวิต และตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อยู่ แต่ก็ได้สิ่งที่มีค่าอย่างเวลาคืนกลับมา

จากการเป็นเภสัชกรมาสามปี และมีอายุครบ 27 ปีได้ไม่กี่เดือน เลยลองถามตัวเองว่ายังรักอาชีพนี้อยู่มั้ย ก็ยังตอบว่ารักอยู่ แต่คงไม่ทำจนเกษียณ เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมทำแล้วมีความสุขที่สุดเนื่องจาก

  1. อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตการเรียนก่อนอุดมศึกษา เพราะเราพึ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่เดือนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเอง
  2. จากการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาผมไม่สามารถ ทำให้ตัวเองรักอาชีพเภสัชกรได้มากกว่าตอนเข้าทำงานใหม่เลย
  3. ชีวิตผมไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากๆ เพื่อสนองความต้องการไปตลอดชีวิต ตอนนี้ผมเรียนรู้ที่จะอยู่อย่า่งมีความสุข โดยไม่ต้องใช้เงินมากได้ในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ข้อจำกัดในการประกอบอาชีพลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน (ไม่ต้องหาอาชีพที่ได้เงินเท่ากับหรือมากกว่าอาชีพเภสัชกร) และ
  4. ตอนนี้ผมค้นพบอาชีพที่ผมอาจจะทำมันไปจนตายได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นอาชีพที่ผมรักจริงๆ และเลี้ยงชีวิตผมได้

ดูรายได้ตัวเองตอนนี้เทียบกับเมื่อก่อนก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่คิดดูดีๆ ถ้ายังฝืนทำงานหนักต่อไป เงินที่เก็บได้เยอะๆ คงได้เอาไว้ใช้ซ่อมตัวเองตอนอายุมากแน่ ขอเอาพลังวัยรุ่นที่ไม่รู้ยังเหลืออยู่หรือเปล่ามาทำตามฝันดีกว่า แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังมีฝันครับ

ปล. พี่ที่เคยเขียนถึงตอน half way เขาก็หยุดทำงานหนักพร้อมกันกับผมโดยไม่ได้นัดหมายครับ

Posted by elixer in cool