Skip to toolbar

9 Years

This entry is part 3 of 15 in the series Life log

ปีนี้เขียนล่วงหน้าก่อนจะครบ 9 ปี เพราะอยากเขียนแล้ว สถานะตอนนี้ยังคงใกล้เคียงกับปีที่แล้ว เพิ่มเติมคือได้ซี 7 ได้ร้านยาใหม่ และเป็นนักศึกษาปริญญาตรีปี 1 ซึ่งไอ้ที่เพิ่มมาอันสุดท้ายนี่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย และถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ความเบื่อในชีวิตลดลง แต่ก็ต้องแลกกับภาระที่เพิ่มขึ้นซึ่งมันคุ้มนะในตอนนี้ (แต่เรียนอะไรนี่ว่าจะเขียนอีกทีตอนเรียนจบแล้ว) แถมยังช่วยเพิ่มมุมมองใหม่ในการใช้ชีวิตและการทำงานด้วย และที่สำคัญมันคือการหาออกเดินทางหาอาชีพที่จะทำไปจนตายอีกครั้ง ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าช่วงวัยนี้ (อายุ 30 – 40 ปี) ควรเลิกล่าฝัน แล้วทำให้ชีวิตมั่นคงดีกว่า ซึ่งมันก็อาจจะถูกหรืออาจจะผิด เพราะชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเดินทางเดียวกันทุกคน และผมเลือกแล้วที่จะแลกเวลาที่จะใช้ชีวิตสบายๆ 3 – 5 ปี เพื่ออาชีพที่จะทำไปจนตาย เพราะ 9 ปีที่ผ่านมาก็ตอบคำถามของผมในส่วนของอาชีพเภสัชกรทั้งโรงพยาบาล และร้านยาได้เกือบหมดแล้ว ถ้าก้าวนี้พลาดก็ลำบากแค่ 3 – 5 ปี แต่ถ้าไม่ก้าวออกไป ก็ต้องอยู่กับความฝันนี้ไปตลอดชีวิต พบกันอีกทีปีหน้าครับ

elixer

19 April, 2016

Eight years

This entry is part 4 of 15 in the series Life log

ชีวิตการทำงานผ่านไปไวมาก เผลอนิดเดียว 8 ปีแล้ว กับที่ทำงานที่แรก และที่ปัจจุบัน ตอนนี้ยังเป็นเภสัชกรโรงพยาบาลตอนกลางวัน เภสัชกรร้านยาตอนกลางคืนเหมือนเดิม แต่เริ่มเหนื่อยกับการนอนดึกทุกวัน บวกกับอยู่เวรดึกแทนแทนภรรยาบ้าง (ไม่ถึงปีละ 5 ครั้ง) อนาคตอาจจะต้องเลือกทำแค่งานเดียวเพราะสภาพร่างกายเสื่อมโทรมตามกาลเวลา และคงไม่ไว้ใจให้ใครมาอยู่ร้านยาแทน สุขภาพพึ่งผ่านวิกฤตไปตอนต้นปี ได้รู้สึกกลัวตายอีกครั้ง แต่ก็ได้เรียนรู้วิธีรับมือกับโรคประจำตัวของตัวเอง ได้กลับมาวิ่งมาราธอนหลังจากหยุดไปหลายปี ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพตามคาด และทำให้โดนคุณภรรยาบ่นน้อยลง 555 ครอบครัวก็ยังคงเงียบเหงาต่อเพราะยังไม่อยากเหนื่อยเลี้ยงลูก แล้วก็พยายามไปเที่ยวต่างจังหวัด ก่อนจะหมดโอกาสเที่ยว การทำงานปีที่ 9 เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ต้องกลับมารับผิดชอบงานใหญ่อย่างเปิดแผนกบริบาลเภสัชกรรม และมีลูกน้องให้ดูแลอีกแล้ว ถึงจะไม่เยอะเท่าครั้งก่อน แต่ก็คงเหนื่อยกว่าเดิมแน่ ก็หวังว่าแผนกจะอยู่รอดและเติบโตได้ ตามฝันสมัยตอนทำงานใหม่ๆ (เกือบจะทิ้งความฝันนี้ไปแล้ว) การเปลี่ยนแปลงวิชาชีพ ยังคงไม่มีไอเดียอะไรดีๆ แต่ก็ดีใจที่น้องใหม่เริ่มเลือกทางเดินที่ถูกต้องกันเยอะขึ้น ก็ยังฝันว่าปัญหาแขวนป้ายจะหมดไปก่อนตัวเองตาย หวังว่าปีหน้าจะมีชีวิตรอดมาเขียนต่อได้อีกนะ

elixer

6 June, 2015

Everybody's Fine Movie and me

ได้ดูเรื่องนี้โดยบังเอิญทางเคเบิ้ลทีวี ตอนแรกนึกว่าเป็นหนังเก่า แต่หลังจากค้นดูแล้วถึงได้รู้ว่าเป็นหนังที่พึ่งออกมาปีที่แล้วนี่เอง ไม่ได้เข้าโรง แต่ออกมาเป็นดีวีดีเลย คุณพ่อที่พึ่งเสียภรรยา ถูกลูกๆ ละเลยวันหยุดที่นัดให้มาเจอกันพร้อมหน้า ก็เลยออกเดินทางไปเยี่ยมลูกทีละคน จนได้พบกับเรื่องราวที่ลูกๆ ปิดบังเอาไว้ พล็อตอาจจะดูธรรมดา แต่ผมก็เสียน้ำตาได้ตลอดทั้งเรื่อง เพราะมันคือสิ่งที่ผมก็ทำอยู่โดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็มีคนต้องเสียใจ ด้วยชีวิตที่มัวแต่คิดถึงเรื่องของตัวเอง ออกมาทำงานไกลบ้าน คิดแต่จะสร้างตัว สร้างครอบครัวที่ยังไม่เป็นรูปร่าง จนละเลยครอบครัวที่อยู่กับผมมาตั้งแต่เกิด ที่บ้านไม่ได้ห่วงหรอกว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า พวกเขาแค่อยากรู้ว่าเราสบายดีหรือเปล่าเท่านั้นเอง ใช่แล้ว ผมสบายดี ผมจะกลับบ้านให้บ่อยขึ้นนะครับ

elixer

17 May, 2011

My Quote

ชีวิตคนเราก็เหมือนท้องฟ้า บางวันก็สดใส บางวันก็มืดครึ้ม เราไม่จำเป็นต้องดีใจทุกวันที่ฟ้าใส เราไม่จำเป็นต้องหดหู่ทุกวันที่ฟ้าครึ้ม เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างมันจะผ่านไป – เติ้ล ชีวิตคนเราบางวันก็สดใส บางวันก็มืดครึ้ม ไม่มีทางมีความสุข หรือความทุกข์อย่างเดียวไปได้ตลอด ไม่รู้จะเฝ้ารอแต่ความสุข กับหนีความทุกข์ไปทำไม ใช้ชีวิตอย่างที่ใจอยากดีกว่า ถ้าได้ทำตามเป้าหมายแล้ว จะดีจะร้ายยังไงก็ช่าง อย่างน้อยก็ถือว่าได้ทำไปแล้ว – เติ้ล

elixer

14 January, 2011

My type of girl

ไม่สวยมาก แต่น่ารัก ยิ้มสวย ขี้อ้อนได้ แต่อย่าขี้งอน ผมง้อได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อ 1 เรื่อง มีระดับความรู้ใกล้เคียงกัน ต่าง field กันได้ แต่ก็ต้องเข้าใจเรื่องราวใน field ของกันและกัน มีความฝัน และฝันใกล้เคียงกันอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง จะได้ฝันไปด้วยกันได้ พูดได้เก่งกว่าผม แต่ก็พร้อมที่จะฟังผมพูด พร้อมที่จะปรึกษาปัญหา และรับฟังปัญหาด้วยกันในทุกเรื่อง พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปด้วยกัน รักสวย รักงามพอสมควร ไม่เยอะเกินไป ดื่มเหล้าได้บ้าง แต่ก็ไม่ดื่มมากแบบต้องไปแทบทุกอาทิตย์ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพย์ติด มีความสุขในการช่วยเหลือคนอื่น ชอบดูหนังได้สักครึ่งหนึ่งของผมก็ยังดี ชอบอ่านหนังสือทั้ง fiction และ non – fiction ชอบฟังดนตรี ถ้าเล่นได้ด้วยจะดีมากเลย ชอบไปเที่ยว ชอบการเดินทาง ไม่แต่งตัวโป๊ สนใจในเทคโนโลยี งกได้ แต่อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ถือเนื้อถือตัว ไม่เล่นกันแบบถึงเนื้อถึงตัวกับผู้ชายหรือทอม ไม่จำเป็นต้องตัวติดกันตลอดเวลา หรือต้องโทรศัพท์คุยกันตลอด ต้องมีที่ว่างให้เวลาส่วนตัวของกันและกัน ของคนอื่น […]

elixer

1 January, 2011

Divine and conquer

ได้อ่านเรื่อง Divide and conquer ของคุณเม่นมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้เขียนถึงซะที เพราะปกติชอบใช้สัญชาตญาณ จัดการกับเรื่องราวที่เข้ามาในชีวิตไปเรื่อยเปื่อย พอได้ทบทวนก็พบว่าเสียเวลา และพลังงานไปกับเรื่องราวที่แก้ไม่ได้ตั้งมากมาย แต่หลังจากพยายามพูดคุยกับตัวเองให้มากขึ้น เวลามีเรื่องราวต่างๆ เข้ามาในชีวิต จึงได้ลองนำวิธีของคุณเม่นไปใช้จัดการกับเรื่องราวของตัวเอง และคนอื่น หลังจากลองใช้อยู่ระยะหนึ่ง พบว่าผมนำวิธีไปจัดการกับเรื่องราวของคนอื่นเช่น คนไข้ ได้ค่อนข้างดี เพราะแยกแยะว่าเรื่องใดเป็น “กฎ” เรื่องใดเป็น “ปัญหา” ได้ชัดเจน แต่พอถึงคราวต้องจัดการกับเรื่องราวของตัวเอง มักจะเกิดอคติจัดทุกเรื่องราวให้เป็น “ปัญหา” เกือบทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่น่าจะเยอะขนาดนี้ เพราะผมไม่ได้มีความสามารถที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ ซึ่งมันส่งผลให้ผมต้องหมกมุ่นกับการพยายามแก้ “ปัญหา” หลายอย่าง ที่ควรจะเป็น “กฎ” ตั้งแต่แรก ถ้าวนลูปแค่ครั้งเดียวก็ยังไม่เสียหายเท่าไหร่ แต่กับบางเรื่องผมก็พยายามซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนเรื่องราวใหญ่โตขึ้นแทนที่จะลดลง ซึ่งผลนี้เกิดจากการไม่ทำตามวิธีนั่นเอง ก็เลยต้องย้อนกับมาดูที่ตัวเอง ว่าทำไมถึงจัดการกับเรื่องราวของตัวเองได้ไม่ดี เหมือนกับจัดการเรื่องราวของคนอื่น เลยพบว่าเวลามองเรื่องราวคนอื่น ผมจะมองในฐานะ “คนนอก” ทำให้ทำตามวิธีได้ดี แต่พอมองเรื่องราวของตัวเอง ผมกลับไม่ได้มองในฐานะ “คนนอก” เข้าข้างตัวเองมากเกินไป เลยเกิดความลำเอียงในการตัดสินใจ ทางแก้ก็คือต้องมองเรื่องราวของตัวเองในฐานะ “คนนอก” […]

elixer

2 July, 2010
1 2