podcast

ข้อคิดจากหนังสือ เงินหรือชีวิต (Your Money or Your Life)

เงินหรือชีวิต (Your Money or Your Life)

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือวางแผนการเงินที่ออกมาตั้งแต่ปี 2535 แต่ฉบับที่ผมอ่านเป็นฉบับแปลไทยที่ออกมาเมื่องานหนังสือต้นปีก่อน

โดยหนังสือเล่มนี้จะให้เราทำความเข้าใจเกี่ยวกับเงินใหม่ผ่านขั้นตอน 9 ขั้นตอน ซึ่งผู้เขียนพยายามอธิบายอย่างละเอียดและยกตัวอย่างของคนที่ทำตามคำแนะนำของเขาประกอบทุกขั้นตอน เลยทำให้หนังสือเล่มนี้หนาถึง 640 หน้า

ส่วนที่ผมชอบคือ
– การให้คิดว่า เวลาและค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกียวกับงานที่ทำเช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เป็นต้นทุนของการทำงาน เพื่อทีเราจะได้รู้ว่างานที่เราทำอยู่นั้นพอหักต้นทุนไปแล้ว เราได้ค่าจ้างจริงๆ คิดเป็นกี่บาทต่อชั่วโมง
– การจับจ่ายทุกครั้งให้ถามตัวเองก่อนว่าเราได้ความอิ่มเอมใจคุ้มกับเวลาที่เราต้องเสียไปในการทำงานหรือไม่ เช่น ค่าแรงชั่วโมงละ 100 บาท ถ้าเราต้องเสียเงินค่าตั๋วหนัง 200 บาท เท่ากับว่าเราต้องใช้เวลาทำงานสองชั่วโมงแลกกับตั๋วหนัง
– การปรับมุมมองใหม่ว่าทุกสิ่งที่เราทำในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือ กินข้าว เล่นกับสุนัข อยู่กับครอบครัว หรือทำงานประจำ ต่างก็เป็นการทำงานต่างกันเพียงแค่ ได้รับค่าจ้างกับไม่ได้รับค่าจ้าง
– การมีอิสรภาพทางการเงินจึงเป็นการทำให้เรามีทางเลือกในการเลือกทำงานที่อยากทำ งานที่เติมเต็มความต้องการด้านใดด้านหนึ่งของเรา โดยไม่ต้องสนใจว่างานนั้นจะได้ค่าจ้าง หรือไม่ได้ค่าจ้าง เพราะถ้าเรายังไม่มีอิสรภาพทางการเงิน เราอาจต้องเลือกงานที่ได้ค่าจ้างดีก่อน แม้ว่าจะไม่ชอบงานนั้น หรืองานนั้นไม่ได้เติมเต็มเราเลย

ซึ่งผู้เขียนก็เล่าให้ฟังว่า มีหลายคนที่มีสิ่งที่อยากทำ (bucket list) แต่ไม่ได้ทำเพราะต้องยุ่งกับการหาเงิน พอมีอิสระภาพทางการเงินแล้วก็ลาออกจากงานไปทำสิ่งเหล่านั้น ซึ่งบางคนหลังจากทำครบก็ไปเป็นอาสาสมัครช่วยสังคม ไม่กลับมาทำงานประจำอีกเลย แต่ก็มีอีกหลายคนที่กลับมาทำงานประจำด้วยชั่วโมงทำงานมากกว่าเดิม แต่กลับมีความสุขกว่าเดิม เพราะได้ทำงานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน

โดยตัวผู้เขียนเน้นให้เราใช้เงินอย่างคุ้มค่า ใช้เพื่อการไปถึงเป้าหมายชีวิตเป็นหลัก และออกจะต่อต้านการใช้เงินไปเดินทางท่องเที่ยว หรือซื้อของฟุ่มเฟือย

ส่วนที่เฉยๆ คือ คำแนะนำในการประหยัดค่าใช้จ่าย การหารายได้เพิ่ม การบันทึกและติดตามรายรับ/รายจ่าย และแนวทางการลงทุน ซึ่งผมคิดว่าหาอ่านได้ทั่วไปจากหนังสือวางแผนการเงินของไทย และน่าจะตรงกับบริบทของคนไทยมากกว่า (ผู้เขียนสอนการลงทุนในอเมริกา)

สรุปแล้วแนะนำให้ทุกคนได้อ่านกันนะครับ ตัวผมเองก็กะว่าจะหยิบมาอ่านซ้ำทุกปี

ยูธูป (podcast)

หลังจากฟังพอดแคสต์อย่างจริงจังได้ประมาณ 2 ปีก็พบว่าตัวเองติดยูธูปแบบไม่รู้ตัว โดยเริ่มแรกเดิมทีตั้งใจจะฟังเลคเชอร์ตอนขับรถไป-กลับที่ทำงาน เพื่อชดเชยเวลาอ่านหนังสือเรียนที่มีอยู่น้อย แต่ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นฟังแต่พอดแคสต์อย่างเดียว

เรื่องมันเริ่มจากผมใช้เวลาเดินทางไปทำงานประมาณ 15 – 20 นาทีพอฟังเลคเชอร์ยังไม่ทันถึงไหนก็ถึงที่ทำงานแล้ว เลยรู้สึกว่าไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่ เลยเปลี่ยนมาฟังพอดแคสต์แทน โดยค้นๆ จากกูเกิ้ลว่ามีอันไหนน่าสนใจบ้าง ตอนแรกก็เจอ WiTcast ก่อน ก็ฟังแล้วได้สาระดี แต่เค้าออกแต่ละตอนห่างเกินไป เลยลองหาอันอื่นดูอีกจนเจอ ยูธูป แล้วก็จักรวาล Gettalk  ก็เลยฟังไปเรื่อยทั้ง ชาบูบางรัก สัพเพฯ เสาๆๆ แต่ที่ฟังครบทุกตอนเลยคือยูธูป เลยขอพูดถึงรายการนี้ก่อน

ที่ชอบยูธูปคือ ทำให้จากเดิมเป็นคนกลัวการดูรายการผี ฟังรายการผี กลายเป็นว่าตอนนี้ชอบฟังมาก เพราะไม่ได้บิ้วบรรยากาศ ไม่ต้องคอยลุ้นว่าจะตุ้งแช่เมื่อไหร่ ฟังได้สบายๆ จนตอนนี้เริ่มเป็นคนหมิ่นผีบ้างแล้ว 555 แต่ถึงจะชอบยังไงก็ไม่ค่อยได้ฟังถึงอังกอร์ เพราะฟังแค่ตอนขับรถไปทำงานซึ่งสัปดาห์นึงรวมๆ กันแล้วก็ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งยูธูปเกือบทุกตอนจะยาวเกิน 2 ชั่วโมงตลอด

ทำให้ได้ฟังแต่ยูธูปนิวส์ จุดธุป แล้วก็ปักธูป ส่วนอังกอร์นานๆ ทีจะฟังถึง เพราะบางตอนสายโฟนอินฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลยเลื่อนไปฟังอังกอร์เลย แต่อย่างที่บอกฟังได้วันละนิดหน่อย พอตอนใหม่มาก็จะทิ้งตอนเก่าเลย

หลังจากฟังมานานก็เคยคิดอยากจะสนับสนุนของกินบ้าง แต่ด้วยความที่ทำงานสายสุขภาพ การส่งเสริมให้ผู้ดำเนินรายการกินตอนกลางคืนเยอะๆ เป็นเรื่องไม่ดี ก็เลยขอสนับสนุนด้วยการฟังอย่างเดียวดีกว่า แต่ถ้าเริ่มกินยารักษาโรค NCDs กันเมื่อไหร่ ค่อยให้คำปรึกษาเรื่องยาแล้วกัน

สรุปแล้วใครที่กลัวการฟังหรือดูรายการผีแนะนำยูธูปแล้วคุณจะได้กลายเป็นคนหมิ่นผี