transmission

ยุงที่กัดผู้ป่วยติดเชื้อ HIV จะถ่ายถอดเชื้อไปยังผู้อื่นโดยการกัดได้หรือไม่

คำถาม

ยุงที่กัดผู้ป่วยติดเชื้อ HIV จะถ่ายถอดเชื้อไปยังผู้อื่นโดยการกัดได้หรือไม่

คำตอบ

การถูกยุงกัดจากยุงที่กัดผู้ติดเชื้อ HIV จะไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากเชื้อเอชไอวีจะไม่สามารถเข้าไปอาศัยและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในเซลล์ของยุง ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในยุงได้ ยุงจึงไม่เป็นพาหะนำโรค ซึ่งทราบได้จากการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ดังนี้

สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กล่าวว่ายุงกัดไม่ทำให้ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อเอชไอวีไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในยุงได้ และปากยุงมีขนาดเล็กมาก เวลากัดคน มักจะไม่มีเลือดติดอยู่

องค์กร BuddyStation โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าการถูกยุงกัดจากยุงที่กัดผู้ติดเชื้อ HIV เป็นปัจจัยไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV เนื่องจากเชื้อเอชไอวีขยายพันธุ์ในตัวยุงไม่ได้ ยุงจึงไม่เป็นพาหะ เชื้อเอชไอวีขยายพันธุ์ได้เฉพาะใน CD4 ของคนและลิงชิมแปนซีเท่านั้น ยุงที่ดูดเลือดของคนหนึ่งไปแล้ว จะไม่ปล่อยเลือดของคนนั้นไปให้อีกคนหนึ่ง ยุงจะดูดต่อไปเลย ซึ่งไม่เหมือนกับเข็มฉีดยา เมื่อถอนเข็มออกจากร่างกาย เลือดจะไหลมาอยู่ที่ท่อเข็ม เมื่อใช้เข็มร่วมกัน เลือดจึงเข้าสู่ร่างกายของคนอื่นได้

น.สพ.ดร.เอกชัย เจนวิถีสุข ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างของปากยุงและธรรมชาติการดูดเลือดของยุงว่า บริเวณปากของยุงมีรูปร่างทรงแหลมเหมือนเข็มฉีดยายาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.02 มิลลิเมตร ประกอบไปด้วยท่อที่ต่อจากต่อมน้ำลาย ใช้พ่นน้ำลายเข้าไปในบริเวณที่จะดูดเลือด น้ำลายของยุงจะมีฤทธิ์ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด ทำให้ยุงสามารถดูดเลือดได้สะดวก และเลือดไม่แข็งตัวในยุง ส่วนท่อที่สองจะเป็นท่อที่ยุงใช้ดูดเลือดเข้าสู่ตัว

เมื่อใดที่ยุงจะมาดูดเลือดครั้งต่อไป ยุงจะไม่พ่นเลือดที่เพิ่งดูด (ซึ่งอยู่ในท้อง) กลับออกมา เพราะระบบท่อทั้งสองของยุงทำหน้าที่ต่างกัน ดังนั้น จึงไม่มีทางที่เราจะได้รับเชื้อเอชไอวีจากเลือดที่อยู่ในตัวยุง เพราะเมื่อยุงถอนปากออกจากผิวหนังบริเวณที่ดูดเลือด ผิวด้านนอกของปากยุงจะผ่านชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและผิวหนังชั้นนอกของคนซึ่งเป็นชั้นที่ไม่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวี ทำให้เลือดที่ติดอยู่ที่ผิวด้านนอกของปากยุงถูกปาดออกไป ไม่เหลือเลือดติดอยู่หรือเหลือเลือดติดอยู่ปริมาณน้อยมาก จนไม่มีไวรัสหลงเหลืออยู่ในเลือดนั้น หรือมีไวรัสหลงเหลืออยู่แต่ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดโรคได้ และจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการก่อโรคหรือมีปริมาณลดลงทันทีเมื่อเลือดบริเวณปากของยุงเริ่มแห้ง

 จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานว่าเชื้อเอชไอวีสามารถแพร่จากผู้ติดเชื้อไปยังคนอื่นได้โดยยุง เพราะเชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าไปอาศัยและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในเซลล์ของยุง เชื้อเอชไอวีจะเข้าไปในเซลล์ใดเซลล์หนึ่งได้ก็ต่อเมื่อเซลล์นั้นมีโปรตีน 2 ชนิดที่อยู่บนบริเวณผิวหนังและโปรตีนดังกล่าวต้องอยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งเซลล์ลักษณะแบบนี้จะพบได้แต่ในคนไม่พบในยุง จึงเป็นผลที่ว่าเชื้อเอชไอวีจะไม่สามารถเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์ของยุง เมื่อยุงไปกัดผู้ติดเชื้อและยุงได้รับเชื้อที่มีเอชไอวีเข้าไป ยุงจะเริ่มย่อยเลือดทันทีทำให้เชื้อเอชไอวีในตัวยุงถูกกำจัดออกไปหมดอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นยุงจึงไม่สามารถถ่ายถอดเชื้อ HIV ไปยังผู้อื่นโดยการกัดได้

เอกสารอ้างอิง

  1. สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค. โรคเอดส์. 2557. Available at: https://www.riskcomthai.org/th/knowledge-disease/infection/sexual-relation-detail.php?id=25976&pcid=426&pcpage=4. Accessed May 22, 2017.
  2. BuddyStation Trans and Gay Community โดยกรมควมคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ปัจจัยเสริมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี. Available at: http://www.buddystation.org/information/detail/4/2/151. Accessed May 22, 2017.
  3. เอกชัย เจนวิถีสุข. เหตุใดยุงเป็นพาหะนำไข้เลือดออก…แต่ไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวี. Available at: http://www4a.biotec.or.th/GI/publications/bsi/PostToday_5Oct2007.pdf. Accessed May 22, 2017

Posted by elixer in DIS, 0 comments