Work Life Balance

[picture by LN] Work Life Balance หรือการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน เป็นสิ่งที่ควรทบทวนอยู่เรื่อยๆ ไม่เช่นนั้นคงทำให้สมดุลได้ยาก แต่ตัวผมก็ใช้ชีวิตวัยทำงานแบบไม่สนใจเรื่องนี้มากว่า 4 ปี ก็เลยไม่รู้ว่าชีวิตที่ใช้อยู่ตอนนี้ใกล้เคียงกับคำว่าสมดุลอยู่บ้างหรือเปล่า

elixer

17 November, 2011

4 Years

This entry is part 12 of 15 in the series Life log

ปีที่แล้วบอกว่าจะลดเวร ในที่สุดก็ตัดเวรไปแล้ว 1 ที่ รายได้จากค่าเวรลดลงไปตามคาด แต่ก็ได้เงินเดือนที่ปรับเพิ่มมาประมาณ 20% มาทดแทนได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากผ่านไป 1 ปีที่ผมเองก็ไม่เชื่อตัวเองนั่นคือ ผมกลับรักอาชีพเภสัชกรมากขึ้นซะงั้น สาเหตุคงเป็นเพราะได้ลดงานที่บั่นทอนพลังกายลง และได้ทำงานใช้ความคิดมากขึ้น ซึ่งมันก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันตรงที่มันสนุกอะ ถ้าผมยังสนุกได้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมอาจจะทำอาชีพนี้ไปจนตายเลยก็ได้ คอยดูกันอีกทีตอนปีหน้า ตอนผมทำงานครบ 5 ปีนะครับ อาจจะเปลี่ยนไปอีกก็ได้ เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง

elixer

1 May, 2011

Last night time pharmacist

หลังจากคืนแรกเมื่อ 4 ปีก่อน เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่ SSH นึกแล้วก็ใจหายที่นี่ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ที่หลายๆ อย่างไม่อาจหาได้จากการทำงานในโรงพยาบาลของรัฐ คนไข้นอกคนสุดท้ายที่ได้ส่งมอบยาให้ ใบสั่งยาใบสุดท้ายที่ได้ตรวจสอบและเซ็นต์ชื่อ น้ำเกลือขวดสุดท้ายที่ได้ผสม KCL ให้ ยาชุดสุดท้ายที่หยิบใส่ตะกร้ายาวอร์ด ได้ล็อกอินเข้า medtrak เป็นครั้งสุดท้าย คำถามสุดท้ายที่ได้รับจากคนไข้ คำถามสุดท้ายที่ได้รับจากพยาบาล คำถามสุดท้ายที่ได้รับจากแพทย์ คนไข้แพ้ยาคนสุดท้ายที่ได้ประเมิน และการทักทายกับพี่ๆ น้องๆ ในห้องยาเป็นครั้งสุดท้าย ลาก่อนพี่น้องห้องยา SSH

elixer

25 April, 2011

trainee assignment

วันนี้รื้อสมุดโน้ตเล่มเก่าเจอ จดเก็บไว้ เดี๋ยวน้องมาฝึกงานหาไม่เจอ SOAP case – 2 เคส ให้เลือกมานำเสนอ 1 เคสพร้อมกับ journal club Journal club – 1 เรื่อง ให้สรุปมาคร่าวๆ 1 – 2 หน้า A4 เลือกหัวข้อที่เกี่ยวกับเคสที่นำเสนอ ADR monitoring – 1 เคสพร้อมประเมิน DIS – ตอบคำถามคนละ 1 คำถาม Academic in service – ให้ความรู้บุคลากร 1 เรื่อง (ทำเป็นกลุ่ม)

elixer

2 December, 2010

แล้วไงต่อ

คำถามนี้ไม่ได้ถามใครหรอก ถามตัวผมเองนี่แหละ จากเดิมที่คิดว่าคงได้ใช้ชีวิตชิลๆ เป็นเภสัชกรปฏิบัติการ (ก่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบแท่ง ถูกเรียกว่าเภสัชกร 3, 4 หรือ 5) ไปอีก 3 ปี แต่ชีวิตคนเรามันไม่มีความแน่นอน หลังจากพี่ๆ รุ่นแรกของหลักสูตร 6 ปีได้ส่งเรื่องไปให้กพ. ตีความเรื่องปริญญาเภสัชศาสตร์ 6 ปีว่าเทียบเท่าปริญญาโทหรือไม่ ในกรณีที่ต้องการทำเรื่องขอเลื่อนตำแหน่งเป็นเภสัชกรชำนาญการ (เภสัชกร 6, 7 เดิม) ซึ่งทางกพ. ก็ตอบกลับมาว่าได้ ทีนี้หละชีวิตชิลๆ ผมหายไป 2 ปีทันตาเพราะเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งเดิมต้องครองตำแหน่งเภสัชกรปฏิบัติการให้ครบ 6 ปีลดลงเหลือ 4 ปีทันที แล้วผมกำลังจะมีอายุงานครบ 4 ปีในปี 54 ที่จะถึงนี้แล้ว แล้วมันยังไง? คืออย่างนี้ครับอาชีพเภสัชกรโรงพยาบาลของรัฐบาลส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 ถ้าไม่ลาออกซะก่อนก็จะเกษียณไปด้วยตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ ส่วนอีก 5% ที่เหลืออาจจะขึ้นไปถึงเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เภสัชกร 8 เดิม) หรือเภสัชกรเชี่ยวชาญ (เภสัชกร 9 เดิม) […]

elixer

11 June, 2010

3 Years

This entry is part 9 of 15 in the series Life log

จากเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานหนักๆ แบบใช้พลังชีวิตวัยรุ่นเต็มที่ไม่เกิน 3 ปี และประเมินผลงานไปแล้วตอนครึ่งทางรอบนึง ตอนนี้ก็ครบ 3 ปีแล้ว ปรากฎว่าทำได้ตามเป้าหมายตั้งแต่ตอนต้นปีแล้ว คือค่อยๆ ลดชั่วโมงการอยู่เวร โดยเฉพาะเวรดึก เท่าที่มองดูตัวเองอยู่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าลงจากยอดดอยของการทำงานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห้นได้ชัดคือ รายได้ที่หายไป แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เลี้ยงชีวิต และตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อยู่ แต่ก็ได้สิ่งที่มีค่าอย่างเวลาคืนกลับมา จากการเป็นเภสัชกรมาสามปี และมีอายุครบ 27 ปีได้ไม่กี่เดือน เลยลองถามตัวเองว่ายังรักอาชีพนี้อยู่มั้ย ก็ยังตอบว่ารักอยู่ แต่คงไม่ทำจนเกษียณ เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมทำแล้วมีความสุขที่สุดเนื่องจาก อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตการเรียนก่อนอุดมศึกษา เพราะเราพึ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่เดือนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเอง จากการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาผมไม่สามารถ ทำให้ตัวเองรักอาชีพเภสัชกรได้มากกว่าตอนเข้าทำงานใหม่เลย ชีวิตผมไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากๆ เพื่อสนองความต้องการไปตลอดชีวิต ตอนนี้ผมเรียนรู้ที่จะอยู่อย่า่งมีความสุข โดยไม่ต้องใช้เงินมากได้ในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ข้อจำกัดในการประกอบอาชีพลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน (ไม่ต้องหาอาชีพที่ได้เงินเท่ากับหรือมากกว่าอาชีพเภสัชกร) และ ตอนนี้ผมค้นพบอาชีพที่ผมอาจจะทำมันไปจนตายได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นอาชีพที่ผมรักจริงๆ และเลี้ยงชีวิตผมได้ ดูรายได้ตัวเองตอนนี้เทียบกับเมื่อก่อนก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่คิดดูดีๆ ถ้ายังฝืนทำงานหนักต่อไป เงินที่เก็บได้เยอะๆ คงได้เอาไว้ใช้ซ่อมตัวเองตอนอายุมากแน่ ขอเอาพลังวัยรุ่นที่ไม่รู้ยังเหลืออยู่หรือเปล่ามาทำตามฝันดีกว่า แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังมีฝันครับ ปล. พี่ที่เคยเขียนถึงตอน half way เขาก็หยุดทำงานหนักพร้อมกันกับผมโดยไม่ได้นัดหมายครับ

elixer

16 May, 2010
1 2