Hospital pharmacist (2)

April 20th, 2008

เภสัชกรจ่ายยา (2)

จากตอนที่แล้ว ได้แนะนำงานพื้นฐานของเภสัชกรจ่ายยาไปแล้ว แต่ยังไม่หมดครับ เพราะงานนี้ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกอย่างนั่นคือ อธิบายวิธีการใช้ยาเทคนิคพิเศษให้กับผู้ป่วย ซึ่งในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ จะแยกงานนี้ให้เภสัชกรให้คำปรึกษาประจำแผนกผู้ป่วยนอกรับผิดชอบ แต่โรงพยาบาลส่วนใหญ่ในประเทศไทย งานนี้ยังเป็นหน้าที่ของเภสัชกรจ่ายยาอยู่

ยาเทคนิคพิเศษคือยาที่ใช้ด้วยวิธีอื่นนอกเหนือจากการกิน ดื่ม เคี้ยว ทา หรือการกระทำทั่วไป ที่ทุกคนเข้าใจได้ดีอยู่แล้ว โดยต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำที่เภสัชกรต้องให้ในปัจจุบัน เพราะในแต่ละวันจะมีการพัฒนายาที่มีรูปแบบการใช้ใหม่ ออกมาเรื่อยๆ

  • การเตรียมยาฉีดและการฉีดยาอินซูลิน
  • การรับประทาน ยา Fosamax ในการรักษาโรคกระดูกพรุน
  • การใช้ฮอร์โมนทดแทนในภาวะหมดประจำเดือน (Hormone Replacement Therapy)
  • วิธีการใช้ยาเม็ดคุมกําเนิด
  • การใช้ยาเหน็บช่องคลอด
  • การใช้ยาครีมใส่ช่องคลอด
  • การใช้ยาสวนทวารหนัก
  • การใช้ยาเหน็บทวารหนัก
  • การใช้ยาหยอดตา
  • การใช้ยาป้ายตา
  • การใช้ยาหยอดหู
  • การใช้ยาผงผสมนํ้าของเด็ก
  • การใช้ยาล้างจมูก
  • การใช้ยาพ่นจมูก
  • การใช้ Nebulizers
  • การใช้ยาพ่นคอแบบ metered-dose inhaler (MDI)
  • การใช้ยาพ่นคอแบบ Turbuhaler
  • การใช้ยาพ่นคอ แบบ Accuhaler
  • การใช้ยารักษาโรคหัวใจ(อมใต้ลิ้น)

ถึงแม้ว่าเทคนิคเหล่านี้จะมีเอกสารอธิบายอย่างละเอียด แต่การได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรโดยตรง จะทำให้เข้าใจเทคนิคเหล่านี้ได้ง่ายกว่า การศึกษาจากเอกสารด้วยตัวเอง ถ้าใครไม่เชื่อลองเอา คู่มือการให้คําแนะนําการใช้ยาเทคนิคพิเศษอันนี้ไปอ่านดูได้ครับ

แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้นในปัจจุบัน (อีกแล้ว) เภสัชกรจ่ายยาจึงไม่สามารถให้คำแนะนำได้ทุกครั้ง จำเป็นต้องมีการถามก่อนว่า “เคยใช้ยานี้มาก่อนหรือไม่” ถ้าเคยใช้แล้ว เราจะไม่แนะนำอีก เว้นแต่เราสงสัยว่าอาการที่ไม่ดีขึ้นของผู้ป่วย อาจเกิดจากการใช้ยาไม่ถูกวิธี ซึ่งมักจะเกิดกับยาสูดพ่นที่ให้คำแนะนำครั้งเดียวไม่เคยพอ ต้องมีการให้คำแนะนำซ้ำอยู่เรื่อยไป

เรื่องน่าอายของเภสัชกรผู้ชายที่ทำงานนี้ใหม่ๆ ก็คงเป็นการสอนวิธีการใช้ยาเหน็บช่องคลอดนี่แหละครับ ยิ่งสอนให้กับผู้ป่วยสาวๆ นี่บางคนอาจเขินจนพาลไม่แนะนำวิธีใช้ไปซะงั้น (ผมไม่เป็นนะครับ) เพราะฉะนั้นสาวๆ ที่ต้องใช้ยาเหน็บช่องคลอด แล้วเกิดอาการเขินเมื่อเภสัชกรผู้ชายเป็นคนจ่ายยาให้ สามารถขอให้เภสัชกรผู้หญิงมาแนะนำให้แทนได้นะครับ เพราะถ้าไม่ได้รับการแนะนำ แล้วกลับไปใช้ยาไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้หายจากโรคได้ช้าลงนะครับ

ปล. สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องราวระหว่างเรียนในคณะเภสัชศาสตร์ แนะนำบล็อกของน้อง kororo ที่กำลังเล่าเรื่องการผลิตยา แล้วก็บล็อกของน้อง frankie8 ที่กำลังเรื่องการฝึกงานช่วงปิดเทอมปี 4 ครับ

Hospital pharmacist (1)

April 15th, 2008

เภสัชกรจ่ายยา (1)

หลังจากเกริ่นนำไปในเอนทรี่ที่แล้ว ทีนี้ผมจะพาทุกคน เข้าสู่อาณาจักรอันแสนวุ่นวายของชาวเภสัชกรโรงพยาบาลกันเลยครับ โดยงานแรกที่ผมจะพูดถึงก่อนคืองานจ่ายยา งานที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้สัมผัส ได้รู้จักกับเภสัชกร ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่างานของพวกเรามีอยู่แค่นั้น ขนาดลุงๆ ป้าๆ หลายคนยังชอบเรียกเราว่า “หมอจ่ายยา” เลย

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ความผิดของพวกท่านหรอก เป็นความผิดของพวกเราเอง ที่ไม่เจอพวกท่านในรูปแบบอื่นเช่น ไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน ให้คำปรึกษาเรื่องยากับผู้ป่วยที่อื่น ที่ไม่ใช่เคาน์เตอร์จ่ายยาบ้าง

งานจ่ายยา หรือ ส่งมอบยาเป็นหนึ่งในงานพื้นฐานที่เภสัชกรทุกคนควรทำได้ และควรทำได้ดีกว่าผู้ช่วยด้วย แต่ทุกสิ่งในโลกล้วนไม่สมบูรณ์ ดังนั้นไม่แปลกที่จะมีเภสัชกรที่จ่ายยาไม่ค่อยได้ จนถึงขั้นจ่ายยาไม่เป็นเลย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าคุณได้รับการจ่ายยาโดยเภสัชกรจริงๆ หรือเปล่าเวลาเจอคนที่จ่ายยาให้คุณแบบงงๆ เพราะด้วยมาตรฐานโรงพยาบาลในปัจจุบัน เภสัชกรต้องเป็นผู้ส่งมอบยาให้กับผู้ป่วยโดยตรงเกือบจะ 100% แล้ว (ยกเว้นบางโรงพยาบาลที่ไม่มีเภสัชกรขึ้นเวรดึก)

ทราบหรือไม่ว่า เภสัชกรที่จ่ายยา ต้องให้ข้อมูลอะไรกับคุณบ้าง?

ตามมาตรฐานแล้ว พวกเราต้องให้ข้อมูลต่อไปนี้

  1. ชื่อสามัญของยา เช่น พาราเซตามอล
  2. ข้อบ่งใช้ เช่น แก้ปวดลดไข้
  3. ขนาด และวิธีใช้ เช่น ใช้รับประทานครั้งละ 2 เม็ดทุก 4 - 6 ชั่วโมงเวลาปวดหรือมีไข้
  4. ข้อควรระวัง และคำแนะนำเพิ่มเติม เช่น ไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 7 วัน ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องตับ

แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลของรัฐที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ในขณะที่จำนวนบุคลากรอย่างพวกเราค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละนิด ทำให้ 4 ข้อนี้ค่อยๆ ลดลงเหลือแค่ข้อ 2 กับ 3 เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจชื่อสามัญ แต่สนใจข้อบ่งใช้หรือชื่อยาตามโรคตามการแบ่งของหมอแมว ส่วนข้อ 4 ส่วนใหญ่จะถูกพิมพ์ลงไปในฉลากยาแล้ว Dispensing hack ที่ผมเคยเขียนถึง ก็เป็นวิธีหนึ่งในการรับมือกับผู้ป่วยที่มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่อย่างไร ก็ตามผู้ป่วยยังมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ข้อ 1 - 4 รวมถึงข้อมูลเรื่องยา หรือโรคจากพวกเรา ดังนั้นถ้าอยากรู้ชื่อสามัญของยา ถามเราได้ครับ พวกเราไม่กัดหรอก แต่ถ้าบังเอิญมีใครกัดคุณเช่น จะรู้ไปทำไม บอกไปจะรู้จักหรือประมาณนี้ ผมแนะนำให้ไปถามเภสัชกรคนอื่น หรือไม่ก็เขียนใบร้องเรียนไปเลย เพราะมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคุณที่จะรับรู้ข้อมูลพวกนี้

การจ่ายยา ที่ดูเหมือนจะง่ายในสายตาของผู้คน “ก็แค่ อ่านฉลากยาให้ฟังจะอะไรกันหนักหนา เอายามาเหอะ จะรีบกลับบ้าน” คำพูดเหล่านี้ ความคิดแนวนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรา ไม่อยากจ่ายยาเต็มรูปแบบ เพราะทุกครั้งที่จ่ายยาให้กับผู้ป่วยที่ไม่สนใจรับรู้ข้อมูล พวกเขาจะทำหน้าเซ็งๆ เบื่อๆ ใส่เรา แค่นั้นไม่พอ ผู้ป่วยที่รอคิวรับยาอีกหลายร้อยก็จะแผ่รังสีอำมหิตใส่เรา เวลาที่เราจ่ายยาช้า ถ้าใครไม่คิืดบวก แบบที่ผมทำ หรือไม่ก็คิดบวกแล้วแต่รับกับจำนวนผู้ป่วยมากมายมหาศาลไม่ไหว ก็ต้องเข้าสู่ dark side

“ป้าครับวันนี้มียาสามตัว เบาหวาน ไขมัน ความดันครับ” หรือเลวร้ายที่สุดก็ “ลุงครับ ยาเหมือนเดิม กินตามที่บอกไว้ในฉลากนะครับ”

ลุงๆ ป้าๆ ได้ยาไว ชอบใจกัน แต่พวกผมกลับกันนะครับ เพราะการจ่ายยาแบบนี้เสี่ยงกับความผิดพลาดสูงมาก ไหนจะผู้ป่วยกินยาผิด เพราะไม่อ่านฉลาก หรือไม่ก็อ่านแล้วแต่ไม่เข้าใจวิธีใช้ แถมการจ่ายยาโดยที่พวกผมไม่ได้ทวนซ้ำวิธีใช้ให้ผู้ป่วยฟัง ทำให้ผมพลาดขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องโดยการพูด เพราะคำพูดที่ออกจากปาก และกลับเข้าสู่หูอีกรอบ จะทำให้เกิดการตรวจสอบซ้ำโดยอัตโนมัติ เพราะพวกเราเภสัชกรจ่ายยา คือด่านสุดท้ายของยาก่อนที่จะไปถึงมือผู้ป่วยนอก ถ้ามันหลุดจากตรงนี้ไป ก็ยากที่จะแก้ไข ความคลาดเคลื่อนที่เกิดก็ระดับ C ขึ้นไปแล้ว

ถ้าเปรียบพวกเราเภสัชกรจ่ายยาเหมือนครู ผู้ป่วยเหมือนลูกศิษย์

ในโรงพยาบาลเอกชน ที่ลูกศิษย์มีพื้นฐานความรู้สูง จำนวนลูกศิษย์ในชั้นเรียนไม่มาก พวกเราเหล่าครูก็พร้อมที่จะให้ความรู้แบบเต็มที่ ตอบข้อสงสัยของลูกศิษย์จนหมดเปลือก

ส่วนในโรงพยาบาลของรัฐ ที่ลูกศิษย์มีพื้นฐานหลากหลาย จำนวนลูกศิษย์ในชั้นเรียนมาก ส่วนใหญ่ไม่สนใจเรียน อยากได้เอกสารประกอบการสอน กลับไปอ่านเองที่บ้าน พวกเราเหล่าครู ก็เบื่อที่จะปากเปียก ปากแฉะ สอนลูกศิษย์เหล่านี้ รีบๆ ปิ้งสไลด์ แล้วก็ปล่อยกลับบ้านจะได้ถูกใจท่านลูกศิษย์

แต่ทุกวันนี้ ผมก็ยังพยายามเป็นเหมือนครูเอกชน ไม่ว่าจะสอนที่โรงเรียนไหน ก็สอนเต็มที่ เพราะในชั้นเรียนอย่างน้อยก็ต้องมีลูกศิษย์ 5% ที่ตั้งใจเรียน ทำไมต้องปล่อยให้พวกเขากลับไปอ่านหนังสือเอง ทั้งที่พวกเขาตั้งใจมาเรียนหนังสือจากครูที่เขาเชื่อมั่น

แล้วพวกคุณหละครับ ทุกวันนี้เป็นลูกศิษย์แบบไหนกันครับ