Hospital pharmacist (1)

April 15th, 2008

เภสัชกรจ่ายยา (1)

หลังจากเกริ่นนำไปในเอนทรี่ที่แล้ว ทีนี้ผมจะพาทุกคน เข้าสู่อาณาจักรอันแสนวุ่นวายของชาวเภสัชกรโรงพยาบาลกันเลยครับ โดยงานแรกที่ผมจะพูดถึงก่อนคืองานจ่ายยา งานที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้สัมผัส ได้รู้จักกับเภสัชกร ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่างานของพวกเรามีอยู่แค่นั้น ขนาดลุงๆ ป้าๆ หลายคนยังชอบเรียกเราว่า “หมอจ่ายยา” เลย

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ความผิดของพวกท่านหรอก เป็นความผิดของพวกเราเอง ที่ไม่เจอพวกท่านในรูปแบบอื่นเช่น ไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน ให้คำปรึกษาเรื่องยากับผู้ป่วยที่อื่น ที่ไม่ใช่เคาน์เตอร์จ่ายยาบ้าง

งานจ่ายยา หรือ ส่งมอบยาเป็นหนึ่งในงานพื้นฐานที่เภสัชกรทุกคนควรทำได้ และควรทำได้ดีกว่าผู้ช่วยด้วย แต่ทุกสิ่งในโลกล้วนไม่สมบูรณ์ ดังนั้นไม่แปลกที่จะมีเภสัชกรที่จ่ายยาไม่ค่อยได้ จนถึงขั้นจ่ายยาไม่เป็นเลย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าคุณได้รับการจ่ายยาโดยเภสัชกรจริงๆ หรือเปล่าเวลาเจอคนที่จ่ายยาให้คุณแบบงงๆ เพราะด้วยมาตรฐานโรงพยาบาลในปัจจุบัน เภสัชกรต้องเป็นผู้ส่งมอบยาให้กับผู้ป่วยโดยตรงเกือบจะ 100% แล้ว (ยกเว้นบางโรงพยาบาลที่ไม่มีเภสัชกรขึ้นเวรดึก)

ทราบหรือไม่ว่า เภสัชกรที่จ่ายยา ต้องให้ข้อมูลอะไรกับคุณบ้าง?

ตามมาตรฐานแล้ว พวกเราต้องให้ข้อมูลต่อไปนี้

  1. ชื่อสามัญของยา เช่น พาราเซตามอล
  2. ข้อบ่งใช้ เช่น แก้ปวดลดไข้
  3. ขนาด และวิธีใช้ เช่น ใช้รับประทานครั้งละ 2 เม็ดทุก 4 - 6 ชั่วโมงเวลาปวดหรือมีไข้
  4. ข้อควรระวัง และคำแนะนำเพิ่มเติม เช่น ไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 7 วัน ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องตับ

แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลของรัฐที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ในขณะที่จำนวนบุคลากรอย่างพวกเราค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละนิด ทำให้ 4 ข้อนี้ค่อยๆ ลดลงเหลือแค่ข้อ 2 กับ 3 เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจชื่อสามัญ แต่สนใจข้อบ่งใช้หรือชื่อยาตามโรคตามการแบ่งของหมอแมว ส่วนข้อ 4 ส่วนใหญ่จะถูกพิมพ์ลงไปในฉลากยาแล้ว Dispensing hack ที่ผมเคยเขียนถึง ก็เป็นวิธีหนึ่งในการรับมือกับผู้ป่วยที่มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่อย่างไร ก็ตามผู้ป่วยยังมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ข้อ 1 - 4 รวมถึงข้อมูลเรื่องยา หรือโรคจากพวกเรา ดังนั้นถ้าอยากรู้ชื่อสามัญของยา ถามเราได้ครับ พวกเราไม่กัดหรอก แต่ถ้าบังเอิญมีใครกัดคุณเช่น จะรู้ไปทำไม บอกไปจะรู้จักหรือประมาณนี้ ผมแนะนำให้ไปถามเภสัชกรคนอื่น หรือไม่ก็เขียนใบร้องเรียนไปเลย เพราะมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคุณที่จะรับรู้ข้อมูลพวกนี้

การจ่ายยา ที่ดูเหมือนจะง่ายในสายตาของผู้คน “ก็แค่ อ่านฉลากยาให้ฟังจะอะไรกันหนักหนา เอายามาเหอะ จะรีบกลับบ้าน” คำพูดเหล่านี้ ความคิดแนวนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรา ไม่อยากจ่ายยาเต็มรูปแบบ เพราะทุกครั้งที่จ่ายยาให้กับผู้ป่วยที่ไม่สนใจรับรู้ข้อมูล พวกเขาจะทำหน้าเซ็งๆ เบื่อๆ ใส่เรา แค่นั้นไม่พอ ผู้ป่วยที่รอคิวรับยาอีกหลายร้อยก็จะแผ่รังสีอำมหิตใส่เรา เวลาที่เราจ่ายยาช้า ถ้าใครไม่คิืดบวก แบบที่ผมทำ หรือไม่ก็คิดบวกแล้วแต่รับกับจำนวนผู้ป่วยมากมายมหาศาลไม่ไหว ก็ต้องเข้าสู่ dark side

“ป้าครับวันนี้มียาสามตัว เบาหวาน ไขมัน ความดันครับ” หรือเลวร้ายที่สุดก็ “ลุงครับ ยาเหมือนเดิม กินตามที่บอกไว้ในฉลากนะครับ”

ลุงๆ ป้าๆ ได้ยาไว ชอบใจกัน แต่พวกผมกลับกันนะครับ เพราะการจ่ายยาแบบนี้เสี่ยงกับความผิดพลาดสูงมาก ไหนจะผู้ป่วยกินยาผิด เพราะไม่อ่านฉลาก หรือไม่ก็อ่านแล้วแต่ไม่เข้าใจวิธีใช้ แถมการจ่ายยาโดยที่พวกผมไม่ได้ทวนซ้ำวิธีใช้ให้ผู้ป่วยฟัง ทำให้ผมพลาดขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องโดยการพูด เพราะคำพูดที่ออกจากปาก และกลับเข้าสู่หูอีกรอบ จะทำให้เกิดการตรวจสอบซ้ำโดยอัตโนมัติ เพราะพวกเราเภสัชกรจ่ายยา คือด่านสุดท้ายของยาก่อนที่จะไปถึงมือผู้ป่วยนอก ถ้ามันหลุดจากตรงนี้ไป ก็ยากที่จะแก้ไข ความคลาดเคลื่อนที่เกิดก็ระดับ C ขึ้นไปแล้ว

ถ้าเปรียบพวกเราเภสัชกรจ่ายยาเหมือนครู ผู้ป่วยเหมือนลูกศิษย์

ในโรงพยาบาลเอกชน ที่ลูกศิษย์มีพื้นฐานความรู้สูง จำนวนลูกศิษย์ในชั้นเรียนไม่มาก พวกเราเหล่าครูก็พร้อมที่จะให้ความรู้แบบเต็มที่ ตอบข้อสงสัยของลูกศิษย์จนหมดเปลือก

ส่วนในโรงพยาบาลของรัฐ ที่ลูกศิษย์มีพื้นฐานหลากหลาย จำนวนลูกศิษย์ในชั้นเรียนมาก ส่วนใหญ่ไม่สนใจเรียน อยากได้เอกสารประกอบการสอน กลับไปอ่านเองที่บ้าน พวกเราเหล่าครู ก็เบื่อที่จะปากเปียก ปากแฉะ สอนลูกศิษย์เหล่านี้ รีบๆ ปิ้งสไลด์ แล้วก็ปล่อยกลับบ้านจะได้ถูกใจท่านลูกศิษย์

แต่ทุกวันนี้ ผมก็ยังพยายามเป็นเหมือนครูเอกชน ไม่ว่าจะสอนที่โรงเรียนไหน ก็สอนเต็มที่ เพราะในชั้นเรียนอย่างน้อยก็ต้องมีลูกศิษย์ 5% ที่ตั้งใจเรียน ทำไมต้องปล่อยให้พวกเขากลับไปอ่านหนังสือเอง ทั้งที่พวกเขาตั้งใจมาเรียนหนังสือจากครูที่เขาเชื่อมั่น

แล้วพวกคุณหละครับ ทุกวันนี้เป็นลูกศิษย์แบบไหนกันครับ

Swiss Cheese model

December 7th, 2007

h_swissCheese1
เก็บตกมาจากงานประชุมเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ที่พี่นายกสมาคมพูดถึง Swiss Cheese model หรือโมเดลที่เปรียบเทียบระบบงานต่างๆ (ในที่นี้คือ ระบบงานโรงพยาบาล) กับก้อนชีส

โดยพี่เค้าเปรียบเทียบงานติดตามอาการไม่พึงประสงค์เหมือนก้อนชีส ที่แบ่งย่อยออกเป็นแผ่นของแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และเจ้าหน้าที่ทุกคนในโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ถ้าเราละเลยงานในส่วนของเราไป ไม่ทำให้เรียบร้อย แล้วบังเอิญฝ่ายอื่นก็ละเลยเหมือนกัน ความผิดพลาด และอันตรายก็จะตกถึงตัวผู้ป่วยได้ เหมือนแผ่นชีสที่ทุกแผ่นบังเอิญมีรูตรงกัน

เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ ที่เวลาไปโรงพยาบาลแล้วจะถูกถามว่าเคยมีประวัติแพ้ยาหรือไม่ จากบุคลากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร (บางโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่เวชระเบียนก็ถาม) ใครที่รู้สึกเบื่อ หรือรำคาญก็ช่วยเข้าใจหน่อยว่า เราทำเพื่อคุณนะครับ

ปล. เรื่องถามแพ้ยานี่ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถามนามสกุล เพื่อยืนยันตัวผู้ป่วยนี่สิ มีหลายคนที่ไม่ยอมตอบ เพราะเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ พอถามซ้ำ ก็อารมณ์เสียใส่อีก ถ้าจ่ายยาผิดคนไป ใครละจะรับผิดชอบ ก็ผมนะสิ

My Gown

November 10th, 2007


ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย จนทำงานนี่ก็เป็นเสื้อกาวน์แบบที่สามแล้วที่ต้องใส่
เริ่มจากแบบแรกคือ กาวน์ตัวยาว แขนสั้นเอาไว้ใส่ทำแล็บ ซึ่งใส่มาตั้งแต่ปี 1 ยันเรียนจบ
ส่วนแบบที่สองคือ กาวน์ตัวสั้น แขนสั้นเอาไว้ใส่ิแทนชุดนิสิตตั้งแต่ปี 4 จนตอนนี้ทำงานแล้วก็ยังใช้เป็นชุดทำงานอยู่
และแบบที่สามข้างบนคือ กาวน์ตัวสั้น แขนยาว ที่พึ่งได้มาวันนี้ เพราะพี่ผู้จัดการต้องการความเป็นหนึ่งเดียว และเป็นระเบียบเรียบร้อย ของเภสัชกรทุกคน เลยตัดกาวน์ตัวนี้ให้เภสัชพาร์ทไทม์ใส่ จะได้เหมือนกับฟุลไทม์

ที่เขียนถึงนี่เพราะอยากจะบอกว่าเสื้อตัวนี้มันหนามาก ถ้าเทียบกับเสื้อกาวน์ที่เคยใส่มา ซึ่งมันก็เหมาะมากกับอุณหภูมิไม่เกิน 22 องศาเซลเซียสของห้องยาทั้งสองโรงพยาบาล เห็นแล้วอยากเอาไปใส่ที่ BL เสียดายตราโรงพยาบาลมันเด่นไป เอาไปใส่แล้วคนไข้อาจงงนึกว่ามาผิดโรงพยาบาล (ตั้งแต่ทำงานมา ยังไม่เคยเห็นเภสัชกรโรงพยาบาลของรัฐใส่กาวน์สั้นแขนยาวเลย ใครเคยเห็นช่วยบอกหน่อย)

ปล. เสื้อแบบมีนายแบบ