Q1 2008

April 8th, 2008

ความคืบหน้าของเป้าหมายในปีนี้ ไตรมาสแรก

  • BMI (ดัชนีมวลกาย) ของทุกเดือนในปีนี้ต้องไม่เกิน 23 (ค่าที่เหมาะสมของคนเอเชีย) : ผ่านหมดทั้ง 3 เดือน
  • วิ่งต่อเนื่อง 20 - 30 นาที ให้ได้มากกว่า 60 ครั้ง : อาการหนักมากยังวิ่งได้ไม่ถึง 10 % เลย
  • ขึ้นเวรดึกมากกว่า 5 คืนต่อเดือน ไม่เกิน 2 เดือน : สามเดือนที่ผ่านมาขึ้นเวรดึกยังไม่เกิน 3 คืนต่อเดือนเลย
  • ทำให้เกิด medication error ระดับ C ขึ้นไป (ความผิดพลาดถึงตัวคนไข้แล้ว) เป็น 0 : ล้มเหลวไปแล้ว
  • ทำให้เกิด medication error ระดับ B ไม่เกิน 1 ครั้งต่อเดือน (นับรวมทั้งสองโรงพยาบาล) : ล้มเหลวไปแล้ว
  • เขียนโปรแกรมสำหรับใช้ในงานเภสัชกรรม 1 โปรแกรม : ยังไม่ได้ทำ
  • implement ZTD ให้ได้อย่างน้อย 8 Habit : ไปถึง habit ที่ 4 แล้ว
  • เขียนข่าวที่บล็อกนั้นให้ได้ view เกิน 1000 ในหนึ่งสัปดาห์ 5 ข่าว : ยังไม่ได้สักข่าวเลย
  • ไปเที่ยวกับแฟนในที่ๆ ไม่เคยไป 3 ครั้ง : ไปมาแล้ว 1 ที่
  • สร้าง profit จากเงินลงทุนทั้งหมดให้ได้มากกว่า 10 % : ตอนนี้ -5% เพราะยังไม่ได้เงินปันผลจากหุ้นส่วนใหญ่ในพอร์ต คาดว่าไตรมาสหน้าจะปรับเป็นบวกแล้ว

สรุปแล้วจาก 10 เป้าหมาย มีแนวโน้มที่ดี 4 แนวโน้มไม่ดีอีก 4 หมดโอกาสสำเร็จไปแล้ว 2 ที่ทำได้ตอนนี้คือเร่งทำเป้าหมายที่แนวโน้มไม่ดี และรักษาเป้า่หมายเชิงป้องกันสองอันสุดท้ายนั่นคือ การรักษา BMI กับการขึ้นเวรดึก แล้วก็เพิ่มเงื่อนไขพิเศษสำหรับเป้าหมายสุดท้าย ถ้าทำ profit ได้มากกว่า 15 % พร้อมกับเคลียร์เป้าหมายที่ 2 ได้ จะให้รางวัลตัวเองเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ 1 ชิ้น

personal income tax

March 17th, 2008

หลังจากพูดเรื่องการยื่นภาษีไว้หน่อยนึง ที่เอนทรี่นี้ ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากความใจร้อนของตัวเอง ปีนี้เลยวางแผนใหม่ แยกรายได้ตามมาตราต่างๆ ซึ่งปีนี้มี 3 ส่วนคือ รายได้ตามมาตรา 40(1),(3) และ (5) ซึ่งแต่ละอันก็หักลดหย่อนได้ไม่เท่ากัน

  • เริ่มจาก รายได้ตามมาตรา 40(1) คือรายได้จากงานหลัก อันนี้หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 60,000 บาท
  • รายได้ตามมาตรา 40(3) มาจากการลงทุน อันนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ขอเครดิตภาษีคืนได้
  • รายได้ตามมาตรา 40(5) มาจากงานเสริม อันนี้หักค่าใช้จ่ายได้ 60% เหลือที่ต้องเสียภาษีแค่ 40% ก่อนหน้านี้เกือบจะเอาไปรวมกับ 40(1) อยู่แล้ว ยังดีได้อ่านนี่ และนี่ก่อนเลยประหยัดภาษีจากรายได้ส่วนนี้ไปเป็นหมื่น

ส่วนการลดหย่อนเพิ่มเติมนี่แทบไม่มีเลย เพราะพ่อแม่อายุไม่เกิน 60 ปีทั้งคู่ ลูกก็ยังไม่มี (ถ้ามีก็แปลกแล้ว ยังไม่ได้แต่งงานเลย) ประกันชีวิตก็ไม่ได้ทำ RMF/LTF ก็ไม่ได้ซื้อ เหลือแต่บริจาคนี่แหละ ที่ปีนี้ว่าจะไปหาโรงเรียนบริจาคจากรายชื่อในนี้อยู่ สรุปแล้วปีนี้พยายามไม่ให้รายได้แตะฐาน 20 เพราะนั่นเป็นการบ่งบอกว่าทำงานหนักเกินไปแล้ว พักซะบ้างนะเรา 

แล้วคนอื่นละครับ จะสิ้นเดือนแล้ว ยื่นภาษีกันหรือยังครับ

บทความน่าสนใจ

NPV and life insurance

March 16th, 2008

ในช่วงฤดูถอนขนห่านนี้ ได้เห็นเทคนิคการลดหย่อนภาษีหลายรูปแบบของพี่ที่ทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการทำประกันชีวิต เพราะดูเหมือนจะคุ้มค่าที่สุด ในความคิดของหลายๆ คน ในขณะที่ผมซึ่งค่อนข้างไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะถ้าไม่นับเรื่องการคุ้มครองชีวิต (คุ้มครองความเป็นอยู่ของคนข้างหลัง ไม่ได้คุ้มครองชีวิตเราตรงๆ อยู่ดี) การทำประกันชีวิตนั้นเป็นการออมเงินที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ

เวลาบอกเรื่องนี้กับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเชื่อกัน เพราะไม่มีตัวเลขที่เข้าใจได้ง่ายให้เพื่อนดู บังเอิญวันนี้ไปไล่อ่านบล็อกของคุณสุมาอี้ แล้วได้รู้จักกับค่า NPV จากความเห็นนี้ อ่านดูจาก wikipedia และlemontree blog ก็พอเข้าใจระดับหนึ่ง เลยลองเอามาเปรียบเทียบกับการออมเงินรูปแบบต่างๆ ตามนี้

โดยสมมติว่าผมทำของไทยประกันชีวิตแบบทรัพย์ทวี ๑๕๐ (มีเงินปันผล) ทุนประกันชีวิต 200,000 บาท

  • จ่ายเบี้ยประกันปีละ 15,500 บาทต่อปี เป็นเวลา 20 ปี
  • ได้ปันผลคืน 10% ทุก 4 ปี รวมเป็น 40% ของทุนประกัน
  • ปีสุดท้ายได้ปันผลอีก 20% ของทุนประกัน
  • บวกกับอีก 110% ของทุนประกัน
  • นอกจากนี้ยังเอาไปลดหย่อนภาษีได้อีกปีละ 15,500 บาท ถ้าฐานภาษี 10% ก็ประหยัดเงินไปได้อีกปีละ 1,550 บาท

ลองหา NPV โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีคือ 2.5% เป็น discount rate (ดูตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณทั้งหมดที่นี่)จะได้ค่า NPV ประมาณ 4,080 บาท จะเห็นว่ามากกว่า 0 คือคุ้มค่ากว่าการฝากประจำ 1 ปีอยู่เล็กน้อย

ทีนี้ลองใช้อัตราเงินปันผลของกองทุนรวมหุ้นระยะยาวอย่าง 1SG-LTF ซึ่งมีปันผลต่อปีหักค่าจัดการกองทุนเหลือประมาณ 13.75 % จะได้ค่า NPV ประมาณ - 48,000 บาท จะเห็นว่าการทำประกันคุ้มค่าน้อยกว่ามาก

แล้วถ้าเทียบกับการลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองแล้วได้ผลตอบแทน 15% ต่อปีละ ได้ NPV ประมาณ - 46,000 บาท (งงเหมือนกันว่าทำไม NPV มันดันมากกว่าrate 13.75% ไม่รู้ผิดพลาดตรงไหน) จะเห็นว่าการทำประกันชีวิตนั้นไม่คุ้มค่าเลยถ้าเทียบกับการลงทุนในหุ้นด้วยตัวเอง   

ถึงแม้จะงงกับตัวเลขเล็กน้อย แต่ค่า NPV นี้ก็ชี้ให้เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ว่าการทำประกันชีวิตมีความคุ้มค่าน้อยมาก จนเกือบจะไม่คุ้มค่าเลย ถ้าเทียบกับการฝากประจำ 1 ปี นอกจากนี้ในอนาคตก็ไม่มีใครบอกได้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากมันจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินไปตลอด มันอาจจะปรับตัวขึ้นก็ได้ ใครจะไปรู้ แล้วที่สำคัญที่สุด การออมเงินวิธีอื่นๆ เราสามารถหยุดออมได้ แต่ทำประกันเราต้องส่งเบี้ยประกันไปจนครบเวลาหยุดไม่ได้

สรุปความเห็นล่าสุด ไม่ทำครับ