The Gastrointestinal System Represented As A Subway Map

September 28th, 2008

You’re trying to get to the liver? See, what you wanna do is take the red line past the stomach, then switch trains at the small intestine. Green line’ll take you right there. Oh, you need to get to the appendix after that? Get back on the green line, back to the small intestine, switch to the red southbound, then get off at the large intestine station. The purple express goes right to the appendix. Whatever you do, stay off the blue line. It winds up in a pretty bad neighborhood.

พอทำทางเดินอาหารเป็นแผนที่รถไฟนี่ดูง่ายกว่าเดิมเยอะเลย

Laughing Squid [via FFFFOUND]

Clinical study designs

September 9th, 2008

มีการวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ ที่จำเป็นต้องวิจัยเชิงคุณภาพค่ะ
เช่น การหาสาเหตุของโรคบางโรค ทำอย่างไรจึงจะได้ ความจริงจากคนในพื้นที่
ถ้าให้ตอบแบบสอบถาม questionaire ข้อมูลที่ได้ จะเป็นเชิงปริมาณ

ประเด็นที่จะสื่อใน twitter debate คือ
สถานการ์นี้ เรา (คนเดียว) เห็นว่าเชิงคุณภาพเหมาะสมกว่าเชิงปริมาณค่ะ (อย่าถามนะ ว่าดีกว่าเท่าไร :P)
แต่ถ้าปฏิเสธในข้อมูลเชิงคุณภาพเสียแล้ว ไม่มีอะไรจะต่อในประเะด็นนี้อะค่ะ

จากคอมเม้นต์นี้ที่ nice ตอบผมในบล็อกเรื่อง biological marker
ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นมาว่า 1) งานวิจัยเชิงคุณภาพหมายความว่าอย่างไร มีตัวอย่างของงานวิจัยที่ที่ทำเห็นความแตกต่างของงานวิจัยเชิงคุณภาพ กับเชิงปริมาณ หรือไม่

เพราะรูปแบบงานวิจัย หรือการศึกษาที่ผมเรียนมา ไม่ได้แยกเป็นเชิงคุณภาพ กับเชิงปริมาณ แต่แยกเป็นเชิงสังเกตุ กับเชิงทดลองตามรูป

From misc

[บทความเต็มของเรื่องนี้อ่านได้ที่นี่ครับ]

แล้วประเด็นที่ผมต้องการสื่อคือ การวัดได้ ไม่ได้บอกว่าเชิงปริมาณ ดีกว่าเชิงคุณภาพ เพราะเชิงคุณภาพ != วัดไม่ได้ ดังนั้นการที่ผมเน้นเรื่องวัดได้ ไม่ได้หมายความว่าผมต่อต้านข้อมูลเชิงคุณภาพ

ในที่สุดแล้ว ผมจึงคิดว่า เราน่าจะคุยกันต่อเรื่องนี้ได้ครับ
แล้วก็ฝากคำถามอีกข้อครับ ถ้าการวัดได้ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ 2) การวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ ที่จำเป็นต้องวิจัยเชิงคุณภาพ มีอะไรบ้างครับ อธิบายตัวอย่างเรื่องการหาสาเหตุของโรคที่ nice ยกมาก็ได้ครับ เพราะผมเข้าใจว่าการสาเหตุโรคเป็นการเก็บข้อมูลแบบ case series ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ สาเหตุต่างๆ ในรูปแบบของความถี่ ซึ่งมันวัดได้อยู่ดีครับ

ปล. ผมลองหาคำตอบข้อ 1 ด้วยตัวเอง เจอบทความเรื่อง Quality, Quantity, and Qualitative Social Work Research ได้ความหมายมาว่างานวิจัยเชิงคุณภาพคือการศึกษาเชิงลึก และลึกลงไปเพื่อค้นหาผลลัพธ์ที่ไม่สามารถวัดได้ง่ายๆ อย่างความชุก หรือความถี่ ซึ่งหาได้ในงานวิจัยเชิงปริมาณ

ปล. 2 คำที่ผมคุ้นเคยมากกว่างานวิจัยเชิงคุณภาพ คือคุณภาพงานวิจัยครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยแบบไหนๆ ถ้าไม่มีคุณภาพ ก็ยากที่จะทำให้ผู้ใช้งานวิจัยเชื่อผลลัพธ์งานวิจัยได้ครับ

แล้วคุณภาพงานวิจัยก็วัดได้ แต่ไม่ได้วัดด้วยไม้บรรทัด แต่วัดด้วยคำถามหลักๆ กับการทำตามแนวทางการทำงานวิจัย ซึ่งมันเป็น check list สามารถสรุปออกมาเป็นปริมาณได้อยู่ดี

Pain Assessment Tools

September 8th, 2008

พอดีโดนคุณ mk อ้างถึงเรื่อง VAS scale ที่ผมเขียนในคอมเม้นต์ตอบ nice ไว้หน่อยนึง เลยขอให้รายละเอียดเรื่อง Pain Assessment Tools เพิ่มเติมแล้วกัน

ปกติแล้วเวลาคุณรู้สึกปวด คุณจะบอกว่าปวดมากๆ ปวดจะตายแล้ว หรือว่าปวดนิดๆ แต่คุณไม่สามารถบอกได้ว่าตอนนี้ปวด 70 หน่วย หรือปวด 5 หน่วย เพราะอาการปวดมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรง เหมือนระดับน้ำตาลในเลือด หรือจำนวนเม็ดเลือด ไม่อย่างนั้นเวลาใครมีอาการปวดมาแพทย์คงสั่งว่า “เจาะ blood pain (สมมุติ) ดูสิว่าคนไข้ปวดระดับไหน จะได้สั่งยาถูก”

ทีนี้พอวัดค่าไม่ได้ การจะเปรียบเทียบว่ายาตัวไหน บรรเทาอาการปวดได้ดีกว่ากันก็ทำได้ยาก เพราะความรู้สึกปวดมันเป็น subjective data ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน การนำมาใช้เพื่อเปรียบเทียบกัน จึงไม่สมเหตุสมผล จะใช้ค่าแสดงอาการอักเสบ หรืออุณหภูมิร่างกายมาใช้ประมาณอาการปวด ก็ทำไม่ได้เพราะปัจจัยที่ทำให้ปวดมันมีมาก และซับซ้อนเกินกว่าที่จะเอาค่าบางค่ามาแทน ทางองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงสร้างเครื่องมือสำหรับวัดความปวดของคนไข้ออกมา สำหรับใช้ในงานวิจัย และดูแลคนไข้ที่มีอาการปวดเรื้อรังอย่างคนไข้โรคมะเร็ง ทำออกมาในรูปแบบของสเกล ซึ่งที่นิยมใช้กันมีอยู่ 4 แบบดังนี้

Numerical scale เป็นการใช้เส้นตรงที่มีขีดเลข 1 -10 ให้คนไข้บอกระดับอาการปวดที่ตนเองรู้สึกเป็นตัวเลข ยิ่งเลขมาก ยิ่งปวดมาก

Visual analog scale (VAS) เป็นการใช้เส้นตรงหนึ่งเส้น ให้คนไข้จุดบอกระดับความปวด โดยตำแหน่งจุดที่เยื้องมาทางขวามาก ยิ่งปวดมาก

visual analog scale pain

Pain Faces Scale เป็นการใช้หน้าการ์ตูนแสดงความรู้สึกปวด ให้คนไข้เลือกหน้าการ์ตูนที่ตรงกับความรู้สึกปวดตนเองที่สุด

Pain Faces Scale

Categorical Scale เป็นการแบ่งระดับการปวดออกเป็น 4 ระดับคือ none (0), mild (1 - 3), moderate (4 - 6), severe (7 - 10)

แต่เครื่องมือประเมินการปวดที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันคือ Visual analog scale;VAS แม้แต่งานวิจัยในข่าว ฤทธิ์ยาแก้ปวด: ยิ่งแพงยิ่งหายปวด ใน blognone ก็ยังใช้ VAS เป็นตัวช่วยในการเปรียบเทียบความปวดของผู้เข้าร่วมการศึกษาเลยครับ

ที่มา - National Comprehensive Cancer Network

ปล. แม้แต่คุณค่าทางอาหารที่มีปัจจัยในการวัดหลายอย่าง ยังมีการคิดค้น ค่าดัชนีรวมคุณค่าทางโภชนาการ ออกมาเพื่อวัดคุณค่ามันเลย