Pain Assessment Tools

September 8th, 2008

พอดีโดนคุณ mk อ้างถึงเรื่อง VAS scale ที่ผมเขียนในคอมเม้นต์ตอบ nice ไว้หน่อยนึง เลยขอให้รายละเอียดเรื่อง Pain Assessment Tools เพิ่มเติมแล้วกัน

ปกติแล้วเวลาคุณรู้สึกปวด คุณจะบอกว่าปวดมากๆ ปวดจะตายแล้ว หรือว่าปวดนิดๆ แต่คุณไม่สามารถบอกได้ว่าตอนนี้ปวด 70 หน่วย หรือปวด 5 หน่วย เพราะอาการปวดมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรง เหมือนระดับน้ำตาลในเลือด หรือจำนวนเม็ดเลือด ไม่อย่างนั้นเวลาใครมีอาการปวดมาแพทย์คงสั่งว่า “เจาะ blood pain (สมมุติ) ดูสิว่าคนไข้ปวดระดับไหน จะได้สั่งยาถูก”

ทีนี้พอวัดค่าไม่ได้ การจะเปรียบเทียบว่ายาตัวไหน บรรเทาอาการปวดได้ดีกว่ากันก็ทำได้ยาก เพราะความรู้สึกปวดมันเป็น subjective data ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน การนำมาใช้เพื่อเปรียบเทียบกัน จึงไม่สมเหตุสมผล จะใช้ค่าแสดงอาการอักเสบ หรืออุณหภูมิร่างกายมาใช้ประมาณอาการปวด ก็ทำไม่ได้เพราะปัจจัยที่ทำให้ปวดมันมีมาก และซับซ้อนเกินกว่าที่จะเอาค่าบางค่ามาแทน ทางองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงสร้างเครื่องมือสำหรับวัดความปวดของคนไข้ออกมา สำหรับใช้ในงานวิจัย และดูแลคนไข้ที่มีอาการปวดเรื้อรังอย่างคนไข้โรคมะเร็ง ทำออกมาในรูปแบบของสเกล ซึ่งที่นิยมใช้กันมีอยู่ 4 แบบดังนี้

Numerical scale เป็นการใช้เส้นตรงที่มีขีดเลข 1 -10 ให้คนไข้บอกระดับอาการปวดที่ตนเองรู้สึกเป็นตัวเลข ยิ่งเลขมาก ยิ่งปวดมาก

Visual analog scale (VAS) เป็นการใช้เส้นตรงหนึ่งเส้น ให้คนไข้จุดบอกระดับความปวด โดยตำแหน่งจุดที่เยื้องมาทางขวามาก ยิ่งปวดมาก

visual analog scale pain

Pain Faces Scale เป็นการใช้หน้าการ์ตูนแสดงความรู้สึกปวด ให้คนไข้เลือกหน้าการ์ตูนที่ตรงกับความรู้สึกปวดตนเองที่สุด

Pain Faces Scale

Categorical Scale เป็นการแบ่งระดับการปวดออกเป็น 4 ระดับคือ none (0), mild (1 - 3), moderate (4 - 6), severe (7 - 10)

แต่เครื่องมือประเมินการปวดที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันคือ Visual analog scale;VAS แม้แต่งานวิจัยในข่าว ฤทธิ์ยาแก้ปวด: ยิ่งแพงยิ่งหายปวด ใน blognone ก็ยังใช้ VAS เป็นตัวช่วยในการเปรียบเทียบความปวดของผู้เข้าร่วมการศึกษาเลยครับ

ที่มา - National Comprehensive Cancer Network

ปล. แม้แต่คุณค่าทางอาหารที่มีปัจจัยในการวัดหลายอย่าง ยังมีการคิดค้น ค่าดัชนีรวมคุณค่าทางโภชนาการ ออกมาเพื่อวัดคุณค่ามันเลย

One Drug Many Indications

August 31st, 2008

ยาไม่ใช่ OTOP จึงไม่จำเป็นต้อง One Drug One Indications เพราะยาแต่ละตัวล้วนมีข้อบ่งใช้มากกว่า 1 อย่าง ได้อ่านบล็อกเรื่อง หมอให้ยาผิด…..หรือเปล่า ของหมอแมวทำให้นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้

ด้วยความที่ยามันมีหลายข้อบ่งใช้ จะให้ใส่มันไปทั้งหมดในฉลากยา ซองยาคงจะติดลมบน (เพราะมีฉลากยายาวเป็นหางว่าว) โรงพยาบาลส่วนใหญ่จึงเลือกใส่ข้อบ่งใช้ที่ใช้มากที่สุดหนึ่งถึงสองอย่างแทน และเลือกไม่ใส่ข้อบ่งใช้เลย กับยาที่ใ้ช้รักษาอาการที่ผู้ป่วยไม่ต้องการให้คนอื่นรู้

ดังนั้นด้วยสิทธิ์ของผู้ป่วย หรือผู้บริโภคยา และการรักษา คุณสงสัยอะไรก็ควรถามผู้เกี่ยวข้องอย่างแพทย์ และเภสัชกรให้มากที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาคิด keyword ไม่ต้องเปิดคอมให้เปลืองไฟ ใช้ความกล้าสักเล็กน้อย (หรือเปล่า) ถามให้หายสงสัย ก่อนที่จะก้าวขาออกจากโรงพยาบาล คุณจะได้กินยาอย่างสบายใจ ถ้าเจอแพทย์หรือเภสัชกรไม่ให้ความร่วมมือ แถมว่าคุณกลับ ก็ให้คิดซะว่าวันนี้คุณโชคดีมีเรื่องมาเขียนบล็อก หรือโพสในบอร์ดตั้งหนึ่งเรื่อง

ไหนๆ หมอแมวก็ยกตัวอย่างยาที่แพทย์มักเจอผู้ป่วยเข้าใจผิดแล้ว เภสัชกรอย่างผมจะไม่ยกตัวอย่างที่เภสัชกรเจอบ้างก็กระไรอยู่ เอาไปอีก 10 ตัวอย่างแล้วกันครับ

1. Ranitidine ยายับยั้งการหลั่งกรดกลุ่ม Histamine 2 antagonist ด้วยความที่มันบล็อก histamine receptor ได้ แพทย์จึงมักสั่งใช้ยานี้ในคนไข้ที่มาด้วยอาการผื่นแพ้ คัน โดยสั่งใช้ร่วมกับยา anti histamine หรือเสตียรอยด์
หลายครั้งที่คนไข้อ่านฉลากยาแล้วงงๆ ว่าตัวเองไม่ได้เป็นโรคกระเพาะนี่ จะให้ยาลดกรดมาทำไม ซึ่งเจอบ่อยมาก ถ้าไม่อธิบายตอนจ่ายยาให้ดี

2. Furosemide และ Hydrochlorothiazide ยาลดความดันโลหิตกลุ่มยาขับปัสสาวะ ด้วยฤทธิ์ของมันที่ช่วยขับน้ำที่คั่งอยู่ในร่างกายได้ดี ในบางเคสที่มีอาการบวมน้ำ จากการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ (NSAIDs) เป็นระยะเวลานานๆ หรือจากสาเหตุอื่น แพทย์อาจจะสั่งใช้ยานี้ เพื่อช่วยขับน้ำที่คั่งออกมา เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจไป ถ้าได้ยาลดความดันโลหิตมา ทั้งที่ไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูงครับ

3. ยาจิตเวช หรือยารักษาอาการผิดปกติทางจิตประสาทบางตัว นอกจากใช้รักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตประสาทแล้ว มันยังใช้รักษาอาการปลายมือ ปลายเท้าสั่น อาการอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาการทางจิตได้ ดังนั้นไม่ต้องตกใจไปถ้าคุณเอาชื่อยาที่คุณทานยาอยู่ ไปถามคนอื่นหรือค้นจากอินเทอร์เน็ต แล้วพบว่ามันเป็นยาจิตเวช

4. ยาป้ายตา ที่ปกติเอาไว้ป้ายตาฆ่าเชื้อ แต่บางทีแพทย์ก็สั่งให้ใช้ป้ายแผลที่แขน ขา เพราะมันสามารถฆ่าเชื้อที่ผิวหนังบางชนิดได้เหมือนกับยาสำหรับป้ายแผล โรงพยาบาลขนาดเล็กหลายแห่งจึงเลือกที่จะมียาป้ายตาอย่างเดียว แทนที่จะมีทั้งสองแบบ เพราะกรอบรายการยาที่จำกัด จึงต้องเลือกเอาแต่ยาที่จำเป็นมาใว้ก่อน

5. ยาหยอดตา ทำไมไม่ให้หยอดตา แต่กลับเอามาให้หยอดหู เพราะมันมีฤทธิ์เหมือนกับยาหยอดหูไงครับ ต่างกันที่มันถูกปรับ pH ให้เหมาะสมกับตาเพื่อไม่ให้ระคายเคืองดวงตา ซึ่งหูไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลเดียวกับข้อ 4 ยาหนึ่งรายการใช้ได้สองจุดย่อมเหมาะสมกับรายการยาที่มีได้จำกัดอยู่แล้ว แต่กลับกันอย่าคิดเอายาหยอดหูมาหยอดตาเชียวนะ ได้ตาบวมเป็นลูกกอล์ฟแน่ เพราะมันไม่ได้ปรับ pH ให้เหมาะสมกับตา เผลอหยอดไป เคืองครับ

6. Ibuprofen Syrup สำหรับลดไข้สูง แต่ลูกไม่ได้มีไข้สูง เลยไม่กล้ากิน
ปัญหานี้ผมพบบ่อยในคุณพ่อ คุณแม่ขี้สงสัยมารับยาให้ลูก (ซึ่งดีครับ ผมส่งเสริม) เนื่องจากยานี้ในผู้ใหญ่จะใช้แก้ปวด ลดอาการอักเสบกล้ามเนื้อ จึงไม่มีปัญหา แต่ในเด็กจะระบุว่าสำหรับลดไข้สูง เพราะยานี้มักใช้เพื่อลดไข้ที่สูงเกินกว่าจะลดด้วยยาพาราเซตามอลได้ดี แต่ยาก็ใช้ในการแก้ปวด ลดการอักเสบกล้ามเนื้อได้เหมือนกับผู้ใหญ่ ดังนั้นไม่ต้องสงสัยถ้าลูกคุณปวดกล้ามเนื้อมา แล้วได้ยานี้ไปครับ

7. Pseudoephedrine ยาแก้คัดจมูก แต่บางทีก็ใช้เพื่อแก้หูอื้อ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มันก็มีปัญหา เพราะยานี้มักผสมรวมอยู่กับยาลดน้ำมูก บางคนอาจจะงงว่าไม่ได้มีน้ำมูกซะหน่อย จะให้ยาลดน้ำมูกมาทำไม ก็ขอให้เข้าใจว่ามันบรรเทาอาการหูอื้อได้ครับ

8. Terbutaline ยาขนาดหลอดลม สำหรับผู้ป่วยโรคหืด (หอบเป็นอาการหนึ่งของโรค) แต่ในคนท้องมันมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของมดลูก ลดความเสี่ยงของการแท้งได้ อันนี้ผู้ป่วยไม่ค่อยงง เพราะหมอสูติที่สั่งใช้ยานี้ มักจะอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจแล้ว แต่เภสัชกรมือใหม่กลับไปอธิบายว่ามันเป็นยาขยายหลอดลม คนไข้จากที่เข้าใจเลยกลายเป็นสงสัยซะงั้น

9. Valproic acid ยากันชัก หรือยาควมคุมไม่ให้เกิดอาการชัก ที่ในปัจจุบันมีการนำมาใช้ป้องกันอาการปวดหัวไมเกรนมากขึ้น ถ้าปวดหัวแล้วได้ยานี้ไป ทั้งที่ไม่ได้เป็นโรคลมชักก็ไม่ต้องตกใจไปนะครับ แพทย์ไม่ได้ยัดเยียดโรคลมชักให้คุณหรอก

10. Domperidone ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน ที่กลไกการออกฤทธิ์ของมันคือการกระตุ้นให้ทางเดินอาหาร มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น ตามชื่อกลุ่มยา prokinetic drug ดังนั้นในคนที่ไม่ได้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แต่มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้อง บลาๆ ๆ ๆที่เกิดจากทางเดินอาหารเคลื่อนไหวน้อยลง แพทย์มักจะสั่งยานี้เพื่อช่วยให้ทางเดินอาหารมันทำงานดีขึ้นครับ ดังนั้นไม่รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ก็กินยานี้ได้ครับ

จริงๆ แล้วนอกจากความหลากหลายของข้อบ่งใช้แล้ว ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่พบได้เหมือนกันคือ ใช้ในข้อบ่งใช้ที่ไม่มีการรับรอง แต่มีการศึกษาวิจัยบางอัน ที่ทดลองแล้วได้ผล หรืิิอ unlabeled use ซึ่งอันนี้แม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์ด้วยกัน แต่ไม่ได้ศึกษาเรื่องนั้นมากพอ ก็อาจจะไม่รู้เหมือนกัน ผมจึงเ้น้นย้ำว่าสงสัยอะไรให้ถามเลยครับ โดยเฉพาะ unlabeled use ถ้าไม่ถามผู้สั่งใช้ แต่ไปถามคนอื่น อาจจะได้เรื่องเข้าใจผิดมาอีกมากมายครับ

Emergency Contraceptive Pills

August 11th, 2008

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน เรื่องที่ผมมักโดนถามประจำไม่่ว่าจะอยู่ร้านยา หรือโรงพยาบาล และส่วนใหญ่มักจะโดนถามตอนดึก (เรื่องปกติ) และบางทีก็โดนถามตอนกลางวัน (อันนี้ก็คงปกติมั้ง) ซึ่งจริงๆ แล้วคำถามทั่วไปเช่น วิธีใช้ ผลข้างเคียง ความเสี่ยงในการตั้งครภ์หลังใช้ สามารถหาคำตอบได้จากกูเกิล แต่บางคำถามอาจจะหาคำตอบได้ยากหน่อย เลยลองรวบรวมไว้ดู อาจจะช่วยให้ถูกถามเรื่องนี้น้อยลง

ถ้าใช้บ่อยๆ จะเป็นอย่างไร
- ผลข้างเคียงทั้งหลาย จะมีโอกาสเกิดได้มากขึ้นครับ เหมือนกับการใช้ยาทั่วไป และรอบเดือนก็ต้องผิดปกติไปอย่างน้อย 1 รอบ เพราะระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติไปเพราะยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน (ผู้ใช้ประมาณ 50% รอบเดือนจะมาภายใน 3 สัปดาห์หลังใช้ยา)

และจากเหตุการณ์ต่อไปนี้

  1. มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิดเลย
  2. ถุงยางอนามัยแตก มีรูรั่ว หรือหลุด
  3. ลืมกินยาคุมไปหนึ่งถึงสองวัน
  4. ห่วงอนามัยหลุด, ลืมฉีดยาคุม, แผ่นแปะยาคุมหลุด
  5. ไม่แน่ใจว่านับระยะปลอดภัยคลาดเคลื่อนไปหรือเปล่า
  6. ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่เต็มใจ และที่สำคัญคุณไม่ต้องการตั้งครรภ์

คนที่ไม่ได้เกิดเหตุการณ์ในข้อ 2, 3, 4 และ 6 การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน 1 ครั้งในชีวิตก็มากเกินพอแล้วครับ เพราะ 1 กับ 5 เป็นเหตุการณ์ที่คุณรู้อยู่แล้วว่ามีความเสี่ยง การมาล้อมคอกทีหลังทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าวัวจะหายไม่ใช่เรื่องที่สมควรเลย

ถ้ามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันอีกหลังจากทานยาครบคอร์สไป 1 วันต้องกินยาอีกหรือไม่
- กลไกการออกฤทธิ์คือการขัดขวาง 3 ทาง

  1. ขัดขวางการตกไข่
  2. ขัดขวางการผสมกันระหว่างไข่กับอสุจิ
  3. ขัดขวางการฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว

จาก 3 กลไกนี้ ถ้าในครั้งนั้นป้องกันการตั้งครรภ์สำเร็จด้วยกลไกที่ 2 อย่างเดียว ถ้าหลังจากนั้นอีก 1 วันมีอสุจิเข้ามาใหม่การตั้งครรภ์ก็ยังมีโอกาสอยู่ ดังนั้นต้องกินเพราะเราไม่รู้ว่าในครั้งแรกป้องกันได้ด้วยกลไกใด

หลังจากรอบเดือนหมดไป 2 - 3 วันถ้ามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน มีโอกาสตั้งครรภ์หรือไม่

- อันนี้เป็นการใช้แนวคิดหน้า 7 หลัง 7 ซึ่งมีประสิทธิ์ภาพต่ำ ดังนั้นมีโอกาสตั้งครภ์อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าคุณจะมั่นใจว่ามีรอบเดือนที่สม่ำเสมอก็ตาม

ใช้เกิด 4 เม็ดต่อเดือน (2 คอร์ส) จะเป็นอันตรายมั้ย
- ข้อมูลล่าสุด ไม่มีข้อห้ามเรื่องนี้แล้ว แต่อย่างที่บอกไปในข้อแรก ใช้มากก็มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงมาก ทางที่ดีไม่ควรใช้เลย

ข้อแนะนำจากผมเอง
คู่รักที่ยังไม่แต่งงาน ถ้าคิดจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่พร้อมที่จะมีลูก ควรป้องกันโดยวิธีที่ถูกต้อง เช่น ใช้ถุงยางอนามัย (ป้องกันการตั้งครรภ์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่ป้องกัน HPV ไม่ได้ เพราะ HPV ต้องป้องกันโดยการไม่มีเพศสัมพันธ์) หรือกินยาคุมกำเนิดแบบเม็ด (ป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างเดียว) แนะนำให้อ่านเรื่อง คุมแล้วยังจะท้องไม๊หมอ ของหมอแมว

ทิปเล็กๆ สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้คนรอบข้างรู้ว่าตนเองกินยาคุมกำเนิด ให้แกะเม็ดยาออกจากแผงใส่ซอง แล้วบอกคนอื่นว่าทานวิตามิน หรือไม่ก็บอกว่าทานยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิวก็ได้ เพราะเท่าที่ผมเจอหลายคนไม่ยอมกินยา แล้วยอมเสี่ยงกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เพราะสาเหตุนี้ ซึ่งผมคิดว่ามัันไม่คุ้มเลยครับ

อ้างอิง

  1. ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน. วารสารสาระยา
  2. Emergency Contraception
  3. Emergency Contraception Committee on Adolescence

ปล. 100% ของผู้ที่ถามเรื่องนี้กับผมเป็นผู้หญิง ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีกับเพศเดียวกันมากในเรื่องนี้ เพราะทำด้วยกันแท้ๆ แต่กลับให้ผู้หญิงต้องรับผิดชอบคนเดียว