unclutter my medication

January 1st, 2009

นอกจากเก็บกวาดบ้านส่งท้ายปีเก่าแล้ว อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือการจัดระเบียบยาในครอบครองครับ ซึ่งผ่านมา 1 ปีก็ป่วยเล็ก ป่วยน้อยสะสมยามาได้มากมาย จะหยิบใช้ทีก็เสียเวลาหาใช่น้อย เลยต้องจัดระเบียบกันหน่อย


เริ่มจากเอายามาแยกเป็นแต่ละตัวก่อน ยาไหนที่อยู่ในฟอยล์ก็ตัดฟอยล์เปล่าที่แกะยาออกไปแล้วทิ้ง ยาแบ่งบรรจุที่ไม่มีฉลากก็แยกออกมารวมกับยาที่หมดอายุแล้ว นำมาละลายน้ำก่อนทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหรือสัตว์เอาไปกินจนเกิดอันตรายได้


จากนั้นก็เอามาจัดกลุ่มเป็นกลุ่มใหญ่ซึ่งผมแบ่งเป็นยากลุ่มบรรเทาอาการปวด ยาของระบบทางเดินหายใจ ยาของระบบทางเดินอาหาร และยาอื่นๆ


เสร็จแล้วก็เอามาแบ่งใส่กระเป๋าตามกลุ่มที่จัดไว้ และนำยาราคาแพง กับยาสงบระงับที่เก็บเอาไว้ใช้เวลาคลั่ง (ล้อเล่นเอาไว้กินตอนปวดหัวมากๆ ต่างหาก) มาไว้ในถุงเล็ก เท่านี้สารพัดยาก็กลับมาเป็นระเบียบอีกครั้ง

สวัสดีปีใหม่ 2552

Happy New Year 2009

ขอให้ทุกคนมีความสุขในปีใหม่นี้ และตลอดไปครับ

ทำอะไรกันในห้องยา (1)

October 21st, 2008

เอนทรี่ที่แล้ว ได้เขียนถึงประเภทของเจ้าหน้าที่ในห้องยาไปแล้ว ต่อไปจะเป็นการแนะนำงานต่างๆ ในห้องยา ซึ่งผมจะเน้นเฉพาะงานที่เกี่ยวกับยา และเวชภัณฑ์ ส่วนงานของฝ่ายอื่นเช่น ตรวจสอบสิทธิ์ หรือการเงินที่มีแจมๆ เข้ามาบ้าง ผมจะไม่เขียนถึง

เริ่มจากงานแรก เมื่อใบสั่งยามาถึงนั่นคือการคีย์ยาของมือคีย์ยา ในโรงพยาบาลที่แพทย์ยังไม่ได้สั่งยามาทางคอมพิวเตอร์ ยังคงใช้วิธีเขียนใบสั่งยาอยู่ จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่อ่านใบสั่งยาและคีย์ยาเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งทักษะที่จำเป็นสองอย่างของมือคีย์คือ ความเข้าใจ คุ้นเคยในลายมือแพทย์ และความสามารถในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล (HIS) เพราะงานนี้เป็นจุดเริ่มของกระบวนการต่างๆ ในห้องยาถ้าจุดนี้ช้า ก็จะพากันช้าไปทั้งระบบ

ในอดีตงานนี้จะเป็นของเภสัชกร เพราะมีทักษะในการอ่านลายมือหมออยู่แล้ว (ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ความคุ้นในลายมือหมอ กับฐานข้อมูลยาที่อยู่ในหัวเอาไว้เทียบกับสิ่งที่แพทย์เขียน) แต่ในปัจจุบันเภสัชกรมีงานอื่นที่จำเป็นกว่า จึงมีการฝึกให้จพง. กับผู้ช่วยมาทำแทน ซึ่งทำได้เทียบเท่า หรืออาจจะเหนือกว่าเภสัชกรด้วยซ้ำ ทำให้บางโรงพยาบาลไม่ให้แพทย์คีย์ยาเอง เพราะคิดว่าแทนที่จะเสียเวลาให้แพทย์คีย์ยา สู้จ้างเจ้าหน้าที่มาคีย์ยาเยอะๆ คุ้มกว่า แต่ในที่สุดแล้ว การที่แพทย์คีย์ยาเองดีที่สุดครับ เพราะจะช่วยลดความผิดพลาดจากการอ่านลายมือผิดได้มากมายเลยครับ

พอคีย์ยาเสร็จ ก็ต้องพิมพ์ใบสั่งยากับสติ๊กเกอร์ฉลากยาออกมา ทีนี้ก็ถึงคิวของมือจัดซอง เพื่อความสะดวกของผู้จัดยา ในบางโรงพยาบาลจำเป็นต้องมีคนคอยจับคู่ฉลากยากับซองใส่ยาเพื่อที่ผู้จัดยาจะได้นำซองไปจัดยาได้เลยไม่ต้องเสียเวลามาเลือกซอง ทักษะสำคัญของงานนี้ก็คือความคุ้นเคยกับแพ็คเกจของยาทั้งหมดในโรงพยาบาล รู้ขนาดของแผงยาทุกแผง มีความสามารถในการคะเนปริมาณยากับซองใส่ยา รู้ว่ายาตัวไหนต้องใส่ซองกันแสง เพื่อที่จะได้เลือกซองใส่ยาได้เหมาะสม เจ้าของงานนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ช่วยนะครับ

ทีนี้ก็มีซองใส่ยาที่ติดฉลากพร้อมจัดแล้ว แต่ก่อนที่จะจัดยาได้ก็ต้องมีการเตรียมยาให้พร้อมจัดก่อน และการที่จะมียาพร้อมจัดได้ก็ต้องมีการเบิกยาเข้าคลังย่อยซึ่งเป็นงานของมือเบิกยา มือเบิกยาจะเป็นผู้บริหารจัดการเบิกจ่ายยามาใช้ในห้องยา โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเบิกยาจากคลังยา มาไว้ในคลังย่อยที่ห้องยา เพื่อรอมือจัดยาเบิกไปจัดไว้บนชั้นยาอีกที เพื่อให้ห้องยามียาใช้อย่างเพียงพอในแต่ละรอบการเบิกยา (1 สัปดาห์) มือเบิกจะต้องมีความสามารถในการคำนวณปริมาณยาที่ต้องเบิกจากอัตราการใช้ยาในแต่ละรอบ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดยา หรือเบิกยาไว้มากเกินจนล้นคลังย่อย ทำให้งานนี้มักตกเป็นของจพง. โดยมีเภสัชกรเป็นผู้กำกับ และควบคุมอีกที

เนื่องจากยาทุกตัวไม่ได้อยู่ในแพ็คเกจที่พร้อมจัด ยาบางตัวยังอยู่ในกระปุกยาที่ต้องนับมาใส่ซองแบ่งบรรจุอีกทีโดยการแบ่งบรรจุจะมีการทำอยู่สองจุดคือที่คลังยา มักทำโดยเครื่องแบ่งบรรจุอัติโนมัติซึ่งความทันสมัย และความสามารถขึ้นกับขนาดของโรงพยาบาล อีกจุดหนึ่งคือที่ห้องยา ที่ทำในยาบางรายการที่คลังยาไม่สามารถทำให้ได้ จึงต้องพึ่งพามือแบ่งบรรจุ ที่มักจะทำในช่วงที่คนไข้น้อย งานนี้ไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมาก อาศํยความอดทนที่จะต้องทำงานซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน งานนี้จึงเป็นอีกงานหนึ่งที่ทำให้เกิดการร่วมแรงของผู้ช่วย จพง. และเภสัชกร

ผ่านไปสี่งานแล้วยังไม่ได้จัดยากันเลย สงสัยต้องรอตอนต่อไปแล้ว ตอนนี้ขอตัวไปอ่านหนังสือที่ซื้อมาจากงานหนังสือก่อนนะครับครับ

     
 

Pain Assessment Tools

September 8th, 2008

พอดีโดนคุณ mk อ้างถึงเรื่อง VAS scale ที่ผมเขียนในคอมเม้นต์ตอบ nice ไว้หน่อยนึง เลยขอให้รายละเอียดเรื่อง Pain Assessment Tools เพิ่มเติมแล้วกัน

ปกติแล้วเวลาคุณรู้สึกปวด คุณจะบอกว่าปวดมากๆ ปวดจะตายแล้ว หรือว่าปวดนิดๆ แต่คุณไม่สามารถบอกได้ว่าตอนนี้ปวด 70 หน่วย หรือปวด 5 หน่วย เพราะอาการปวดมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรง เหมือนระดับน้ำตาลในเลือด หรือจำนวนเม็ดเลือด ไม่อย่างนั้นเวลาใครมีอาการปวดมาแพทย์คงสั่งว่า “เจาะ blood pain (สมมุติ) ดูสิว่าคนไข้ปวดระดับไหน จะได้สั่งยาถูก”

ทีนี้พอวัดค่าไม่ได้ การจะเปรียบเทียบว่ายาตัวไหน บรรเทาอาการปวดได้ดีกว่ากันก็ทำได้ยาก เพราะความรู้สึกปวดมันเป็น subjective data ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน การนำมาใช้เพื่อเปรียบเทียบกัน จึงไม่สมเหตุสมผล จะใช้ค่าแสดงอาการอักเสบ หรืออุณหภูมิร่างกายมาใช้ประมาณอาการปวด ก็ทำไม่ได้เพราะปัจจัยที่ทำให้ปวดมันมีมาก และซับซ้อนเกินกว่าที่จะเอาค่าบางค่ามาแทน ทางองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงสร้างเครื่องมือสำหรับวัดความปวดของคนไข้ออกมา สำหรับใช้ในงานวิจัย และดูแลคนไข้ที่มีอาการปวดเรื้อรังอย่างคนไข้โรคมะเร็ง ทำออกมาในรูปแบบของสเกล ซึ่งที่นิยมใช้กันมีอยู่ 4 แบบดังนี้

Numerical scale เป็นการใช้เส้นตรงที่มีขีดเลข 1 -10 ให้คนไข้บอกระดับอาการปวดที่ตนเองรู้สึกเป็นตัวเลข ยิ่งเลขมาก ยิ่งปวดมาก

Visual analog scale (VAS) เป็นการใช้เส้นตรงหนึ่งเส้น ให้คนไข้จุดบอกระดับความปวด โดยตำแหน่งจุดที่เยื้องมาทางขวามาก ยิ่งปวดมาก

visual analog scale pain

Pain Faces Scale เป็นการใช้หน้าการ์ตูนแสดงความรู้สึกปวด ให้คนไข้เลือกหน้าการ์ตูนที่ตรงกับความรู้สึกปวดตนเองที่สุด

Pain Faces Scale

Categorical Scale เป็นการแบ่งระดับการปวดออกเป็น 4 ระดับคือ none (0), mild (1 - 3), moderate (4 - 6), severe (7 - 10)

แต่เครื่องมือประเมินการปวดที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันคือ Visual analog scale;VAS แม้แต่งานวิจัยในข่าว ฤทธิ์ยาแก้ปวด: ยิ่งแพงยิ่งหายปวด ใน blognone ก็ยังใช้ VAS เป็นตัวช่วยในการเปรียบเทียบความปวดของผู้เข้าร่วมการศึกษาเลยครับ

ที่มา - National Comprehensive Cancer Network

ปล. แม้แต่คุณค่าทางอาหารที่มีปัจจัยในการวัดหลายอย่าง ยังมีการคิดค้น ค่าดัชนีรวมคุณค่าทางโภชนาการ ออกมาเพื่อวัดคุณค่ามันเลย