Paracetamol 4 (dose in obese children)

September 27th, 2008

ตอนแรกคิดว่าเรื่องเกี่ยวกับยาตัวนี้จะจบแค่ 3 ตอน แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อนที่เป็นอาจารย์ได้คำถามมาจาก นักศึกษาปริญญาโท คณะทันตแพทย์ว่า

เด็กอายุ 7 ขวบ แต่น้ำหนัก 51 กิโลกรัมค่ะ ทีนี้จะสั่งจ่ายยา paracet พี่ก็กลัวจะมีปัญหาเรื่องตับรึป่าว คือ 10 - 15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม นี่มันใช้ได้มั้ยคะ หรือมีแนวทางอะไรแนะนำมั้ยคะ

ทำให้ได้เขียนตอนที่ 4 ของเรื่องนี้ออกมาอีก ซึ่งห่างกับตอนที่ 3 อยู่ประมาณปีนึงพอดี
จากคำถามนี้ พวกเราก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้ แล้วก็สรุปคำตอบออกมาเป็นแบบนี้

เนื่องจากเด็กอ้วนจะมีน้ำหนักมาก แต่น้ำหนักที่มากนี้ไม่ได้หมายความว่าตับจะกำจัดยาได้มากเท่า จึงจำเป็นต้องมีการหาน้ำหนักสำหรับคำนวณขนาดยาใหม่ ซึ่งมีอยู่ 2 กรณีคือ

1. ถ้าไม่ทราบส่วนสูงเด็ก ให้เอาอายุมาหาน้ำหนักตามเกณฑ์การเจริญเติบโต (ดูได้จาก CDC growth chart) แล้วค่อยเอาน้ำหนักที่หามาได้ คำนวณขนาดยาที่ต้องใช้

2. ถ้าทราบส่วนสูงเด็ก ให้เอามาคำนวณหา Lean Body Weight (LBW) เพื่อใช้ในการคำนวณขนาดยาที่ต้องใช้อีกที

เนื่องจากผู้ถามไม่ได้ให้ส่วนสูงเด็กมา จึงต้องใช้วิธีแรก เปิดหาน้ำหนักตามเกณฑ์การเจริญเติบโตของเด็กอายุ 7 ปีได้ประมาณ 23 กิโลกรัม จึงได้ขนาดยาที่ต้องใช้ออกมาประมาณ 230 - 345 mg/dose ครับ

จะเห็นว่าขนาดยาจากน้ำหนักจริง กับน้ำหนักสำหรับคำนวณยาต่างกันเป็นเท่าตัวเลย ดังนั้นระวังไว้นะครับ จะให้เด็กอ้วนกินยา paracetamol อย่าคิดขนาดยาตามน้ำหนักจริงนะครับ

ที่มา - Safe use of paracetamol in children

Paracetamol 3

September 5th, 2007
  • ในกรณีที่ซื้อยามากินเอง ควรไปพบแพทย์เมื่อกินยาไปแล้ว 3 วันไข้ยังไม่ลดลง หรือกินเพื่อแก้ปวดไปแล้ว 5 วัน (เด็ก) หรือ 10 วัน (ผู้ใหญ่) แล้วอาการยังไม่ไดีขึ้น ไม่ควรฝืนกินยาต่อไป
  • หลังจากกินยาไปแล้วประมาณ 30 นาทียาจึงจะออกฤทธิ์ เพราะฉะนั้นในช่วง 30 นาทีนี้ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ไม่ควรกินยาเพิ่มเข้าไป
  • หลังจากยาออกฤทธิ์แล้ว ฤทธิ์นี้จะคงอยู่ประมาณ 4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรกินยา ครั้งถัดไปก่อนครบ 4 ชั่วโมง
  • ถ้าไม่อยากให้ตับทำงานมากขึ้นจนอักเสบ ระหว่างที่ใช้ยานี้ อย่าดื่มเหล้ามาก หรือทางที่ดีหยุดดื่มไปเลยดีกว่า
  • Tylenal 650 มิลลิกรัม ถูกออกแบบมาให้ค่อยๆ ปลดปล่อยตัวยาจึงออกฤทธิ์ได้นานถึง 8 ชัวโมง ทำให้กินแค่วันละ 3 ครั้งได้
  • ยาตัวนี้ค่อนข้างปลอดภัยในการใช้ในสตรีมีครรภ์ จึงเป็นยาตัวแรกๆ ที่แนะนำให้ใช้ในการแก้ปวด ลดไข้ในสตรีมีครรภ์
  • ยาตัวนี้ไม่ระคายกระเพาะอาหาร และมีผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือดน้อย จึงสามารถใช้ในผู้ที่มีประวัติเป็นโรคกระเพาะได้
  • ยานี้ราคาถูกมาก แต่ในท้องตลาดก็มีการขายยาตัวนี้ในราคาตั้งแต่เม็ดละไม่กี่ 10 สตางค์ จนถึงเม็ดละ 6 บาท ลองคิดดูว่าตัวที่แพงน่าจะเป็นยี่ห้ออะไร และขายที่ไหน

จบแล้วครับ สำหรับบทความชุด Paracetamol
เตรียมพบกับบทความแนวนี้อีกได้ ถ้าผมนึกออกว่าจะเขียนถึงยาอะไรดี

Paracetamol 2

September 4th, 2007

จากตอนที่แล้ว ผมได้บอกขนาดการใช้ยาปกติไปแล้ว
ต่อไปเราจะมาดูขนาดการใช้ยาสูงสุดที่สามารถใช้ได้ ว่าเป็นเท่าไหร่กัน

เริ่มจากเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี ไม่ควรใช้ยาในขนาดสูงกว่า 2.6 กรัมภายใน 24 ชั่วโมง
ส่วนผู้ใหญ่ ไม่ควรใช้ยาในขนาดสูงกว่า 4 กรัมภายใน 24 ชั่วโมง

แต่การกินมากกว่าขนาดสูงสุด ก็ไม่ได้ความว่าต้องเกิดพิษเสมอ เพราะร่างกายของแต่ละคนมีความสามารถในการ ดูดซึม กระจาย เปลี่ยนแปลง และขจัีดยาออกจากร่างกายได้แตกต่างกัน

เราจึงต้องใช้ระดับยาในเลือดเป็นตัวบ่งชี้ ความเสี่ยงในการเกิดพิษแทน โดยพิษที่สำคัญของพาราเซตามอลก็คือ พิษต่อตับ เพราะตับเป็นอวัยวะที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งแปลกปลอมต่างๆ รวมถึงยาให้เป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์ และกำจัดออก เมื่อระดับยาสูงเกินกว่าตับจะรับไหว แทนที่ยาจะถูกทำให้หมดฤทธิ์ กลับถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสารที่เป็นพิษต่อตับซะงั้น

ซึ่งทางแก้ก็ไม่ยากครับ สาเหตุเกิดจากตับเปลี่ยนแปลงยาไม่ไหว เพราะสารที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงยาไม่พอใช่มั้ย เราก็เพิ่มให้มันสิ ซึ่งมันก็คือยาแก้พิษของพาราเซตามอลนั่นเอง

แต่ก่อนที่จะดูยาแก้พิษ ลองมาดูก่อนว่าระดับยาแค่ไหนถึงจะเป็นพิษต่อตับ

จากการติดตามระดับยาในเลือดเฉลี่ยของประชากรทั่วไป หลังจากกินยาในขนาดปกติเข้าไปพบว่ามีค่าอยู่ระหว่าง 10 - 30 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร ซึ่งระดับที่อาจเป็นพิษต่อตับคือ มากกว่า 200 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร

คิดแบบง่าย เทียบบัญญัติไตรยางค์ ก็จะเห็นว่าต้องกินยาเป็น 6 เท่าของขนาดปกติจึงจะเกิดพิษได้ ปกติกินวันละ 4 เม็ด ก็ต้องกินถึง 24 เม็ดถึงจะเกิดพิษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสำหรับคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย ด้วยการกินยาเม็ดใหญ่ขนาดนี้ถึง 24 เม็ด แถมไม่ตาย แล้วก็ต้องมีชีวิตแย่ลงเพราะตับเสียหายอีก สรุปแล้วอย่าฆ่าตัวตายเลยครับ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม สงสารแม่ที่ให้เราเกิดมาครับ

ขอตัดกลับมายังยาแก้พิษ ซึ่งมันมีชื่อสามัญว่า acetylcysteine หรือชื่อการค้าที่อาจจะคุ้นหูกว่าอย่าง fluimucil ซึ่งยาตัวนี้มีอยู่ 3 รูปแบบคือ ยาฉีด ยาเม็ด และผงยาสำหรับละลายน้ำดื่ม ปกติแล้วใช้เป็นยาละลายเสมหะ เพื่อลดอาการไอ

ซึ่งยานี้จะใช้หลังจากที่ผู้ป่วยได้กลืนผงถ่าน (activated chacoal) เข้าไปเพื่อดูดซํบตัวยาที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะ ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดแล้ว โดยรูปแบบที่แนะนำให้ใช้ก่อนคือ ยารับประทานซึ่งมีอยู่ 2 แบบคือ ยาเม็ด และผงยาสำหรับละลายน้ำดื่ม ส่วนยาฉีดจะเก็บไว้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทานยาได้

ดูเหมือนจะง่ายใช่มั้ยครับ แต่ไม่เลย เพราะผู้ป่วยต้องกินยาในขนาด 140 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมในครั้งแรก และกินต่อในขนาด 70 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมทุก 4 ชั่วโมงอีก 17 ครั้ง

คิดง่ายๆ ถ้าผู้ป่วยหนัก 50 กิโลกรัมต้องกินยาในขนาด 7,000 มิลลิกรัม ตามด้วย 3,500 มิลลิกรัมอีก 17 ครั้ง

ถ้าเป็นยาเม็ดขนาด 600 มิลลิกรัม ก็ต้องกิน 12 เม็ดในครั้งแรก และกินต่ออีกครั้งละ 6 เม็ดรวมทั้งหมดเป็น 114 เม็ด

แต่ความลำบากไม่ได้จบแค่นี้ครับ เพราะยาในรูปแบบเม็ดค่อนข้างแพง จึงไม่ค่อยมีใช้ในโรงพยาบาลรัฐบาลขนาดเล็ก ถึงกลาง จึงต้องใช้ยาผง ซึ่งใช้ละลายน้ำดื่มขนาด 200 มิลลิกรัมต่อ 1 แก้ว ต้องกินถึง 35 แก้วในครั้งแรก และกินต่ออีกครั้งละ 18 แก้ว รวมเป็น 341 แก้ว!

เป็นไงครับ การแก้พิษ ทรมานกว่าตอนกินยาจนเกิดพิษอีก เห็นอย่างนี้แล้ว หลายๆ คนที่อยากฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพาราเซตามอล อาจจะเปลี่ยนใจหรือเปล่า คิดเอาเองแล้วกัน

ตอนต่อไป จะเป็นการเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของพาราเซตามอล และคิดว่าคงเป็นตอนสุดท้ายแล้ว เพราะมียาที่น่าเขียนถึงอีกหลายตัวครับ

ขอทิ้งท้ายด้วยรูปซองยาแก้พิษ ที่คนกินเพื่อแก้พิษต้องจำติดตาไปอีกนาน
fluimucil