Clinical study designs

September 9th, 2008

มีการวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ ที่จำเป็นต้องวิจัยเชิงคุณภาพค่ะ
เช่น การหาสาเหตุของโรคบางโรค ทำอย่างไรจึงจะได้ ความจริงจากคนในพื้นที่
ถ้าให้ตอบแบบสอบถาม questionaire ข้อมูลที่ได้ จะเป็นเชิงปริมาณ

ประเด็นที่จะสื่อใน twitter debate คือ
สถานการ์นี้ เรา (คนเดียว) เห็นว่าเชิงคุณภาพเหมาะสมกว่าเชิงปริมาณค่ะ (อย่าถามนะ ว่าดีกว่าเท่าไร :P)
แต่ถ้าปฏิเสธในข้อมูลเชิงคุณภาพเสียแล้ว ไม่มีอะไรจะต่อในประเะด็นนี้อะค่ะ

จากคอมเม้นต์นี้ที่ nice ตอบผมในบล็อกเรื่อง biological marker
ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นมาว่า 1) งานวิจัยเชิงคุณภาพหมายความว่าอย่างไร มีตัวอย่างของงานวิจัยที่ที่ทำเห็นความแตกต่างของงานวิจัยเชิงคุณภาพ กับเชิงปริมาณ หรือไม่

เพราะรูปแบบงานวิจัย หรือการศึกษาที่ผมเรียนมา ไม่ได้แยกเป็นเชิงคุณภาพ กับเชิงปริมาณ แต่แยกเป็นเชิงสังเกตุ กับเชิงทดลองตามรูป

From misc

[บทความเต็มของเรื่องนี้อ่านได้ที่นี่ครับ]

แล้วประเด็นที่ผมต้องการสื่อคือ การวัดได้ ไม่ได้บอกว่าเชิงปริมาณ ดีกว่าเชิงคุณภาพ เพราะเชิงคุณภาพ != วัดไม่ได้ ดังนั้นการที่ผมเน้นเรื่องวัดได้ ไม่ได้หมายความว่าผมต่อต้านข้อมูลเชิงคุณภาพ

ในที่สุดแล้ว ผมจึงคิดว่า เราน่าจะคุยกันต่อเรื่องนี้ได้ครับ
แล้วก็ฝากคำถามอีกข้อครับ ถ้าการวัดได้ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ 2) การวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ ที่จำเป็นต้องวิจัยเชิงคุณภาพ มีอะไรบ้างครับ อธิบายตัวอย่างเรื่องการหาสาเหตุของโรคที่ nice ยกมาก็ได้ครับ เพราะผมเข้าใจว่าการสาเหตุโรคเป็นการเก็บข้อมูลแบบ case series ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ สาเหตุต่างๆ ในรูปแบบของความถี่ ซึ่งมันวัดได้อยู่ดีครับ

ปล. ผมลองหาคำตอบข้อ 1 ด้วยตัวเอง เจอบทความเรื่อง Quality, Quantity, and Qualitative Social Work Research ได้ความหมายมาว่างานวิจัยเชิงคุณภาพคือการศึกษาเชิงลึก และลึกลงไปเพื่อค้นหาผลลัพธ์ที่ไม่สามารถวัดได้ง่ายๆ อย่างความชุก หรือความถี่ ซึ่งหาได้ในงานวิจัยเชิงปริมาณ

ปล. 2 คำที่ผมคุ้นเคยมากกว่างานวิจัยเชิงคุณภาพ คือคุณภาพงานวิจัยครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยแบบไหนๆ ถ้าไม่มีคุณภาพ ก็ยากที่จะทำให้ผู้ใช้งานวิจัยเชื่อผลลัพธ์งานวิจัยได้ครับ

แล้วคุณภาพงานวิจัยก็วัดได้ แต่ไม่ได้วัดด้วยไม้บรรทัด แต่วัดด้วยคำถามหลักๆ กับการทำตามแนวทางการทำงานวิจัย ซึ่งมันเป็น check list สามารถสรุปออกมาเป็นปริมาณได้อยู่ดี

Tips for Medical Bloggers

September 2nd, 2008

Write as if your boss and your patients are reading your blog every day

  • ช่วงทำงานใหม่ เขียนไปโดยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่เดี๋ยวนี้ต้องคิดทุกครั้งก่อนเขียนและ publish บางทีเขียนจนจบแล้วต้องลบทิ้งเพราะนึกถึงข้อนี้แหละ

Comply with HIPAA

  • ปกติเวลานำเสนอเคสจะปกปิดแค่ ชื่อ กับที่อยู่ แต่พออ่าน HIPAA Rules ก็คิดว่าควรทำตามทั้งหมด เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยแค่วันที่ผู้ป่วยมารับการรักษา ก็อาจทำให้ระบุตัวผู้ป่วยได้แล้ว

List your name and contact information

  • อันนี้ทำไว้แล้ว เพราะปกติ expert opinion ก็ความน่าเชื่อถือต่ำอยู่แล้ว ถ้าทำตัวเองเป็น anonymous บทความหลายๆ อันคงจะเสียเปล่า

If your blog is work-related, it is better to let your employer know

  • ตอนนี้พยายามเขียนเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานที่ทำโดยตรง แต่พยายามเขียนในภาพของงานในวิชาชีพมากกว่า

Inquire if there are any blogging guidelines. If there are, comply with them strictly

  • คุ้นๆ ว่าเคยเห็นแต่จำไม่ได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็ไม่ได้ตาม คิดว่าเขียนโดยไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นก็น่าจะพอมั้ง

Use a disclaimer, e.g. “All opinions expressed here are those of their
authors and not of their employer. Information provided here is for
medical education only. It is not intended as and does not substitute
for medical advice.”

  • อันนี้ขอคิดก่อน ไปดูตัวอย่างจากบล็อกของนายแพทย์วัลลภก็รู้สึกว่าละเอียดดี แต่อยากได้ประโยคที่มันกระชับกว่านี้

Get your blog accredited by the Heath on the Net Foundation

  • อันนี้รอเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษก่อน

เอามาจาก How to write a medical blog and not get fired?

What’s specialist for me ?

August 24th, 2008

เมื่อ 19 เดือนก่อน สนใจจะเรียนต่อด้าน cardiology กับ infectious แต่ด้วยศักยภาพของที่ทำงานในปัจจุบัน ที่ไม่สามารถให้ผมลาเรียนได้นานถึง 4 ปี (สูงสุดที่ขอได้คือให้ลา 2 ปีไปเรียนโท) บวกกับเป้าหมายชีวิตของตัวเองที่รอเวลา 4 ปีนี้ไม่ได้เหมือนกัน ผมเลยต้องเบนมาสนใจด้าน Adverse drug reaction (ADR) หรือการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา (แพ้ยา) แทน

ก่อนที่จะไปไกลกว่านี้ ขอเล่าคร่าวๆ เกี่ยวกับการต่อเฉพาะทางของเภสัชกรอย่างพวกผมก่อน
การเรียนต่อของเภสัชกรจะคล้ายๆ กับแพทย์คือมีสองสาย

  • สายแรกคือสายเรียน (learn) และวิจัยเพื่อเอาปริญญาโท เอก แบ่งเป็นสาขาต่างๆ ตามวิชาเอกที่เคยเรียนตอนปริญญาตรีเช่น เภสัชวิทยา เภสัชชุมชน เทคโนโลยีเภสัช และเภสัชเวช เป็นต้น
  • สายที่สองคือสายฝึกฝน (train) และวิจัยเพื่อเอาประกาศนียบัตร หรืออนุมัติบัตรซึ่งตอนนี้มีแค่ ประกาศนียบัตรของเภสัชกรเตรียมยาเคมีบำบัด กับอนุมัติบัตรของสภาเภสัชบำบัด

ซึ่งสายที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้คือสายฝึกฝน ที่เก็บประสบการณ์จากเคสที่เจออยู่ทุกวัน บวกกับงานประชุมวิชาการของกลุ่มเภสัชติดตาม ADR (ADCoPT) ที่ active สูสีกับกลุ่มเภสัชกรสาขาโรคมะเร็ง (GTOPP) เพียงแต่ยังไม่มีการออกประกาศนียบัตรเฉพาะของกลุ่มออกมาเหมือน GTOPP

ตอนนี้ก็เลยต้องหวัง อนุมัติบัตรของสภาเภสัชบำบัดแทน ซึ่งการได้มาก็ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะคนที่ได้มาตอนนี้ก็มีแต่อาจารย์ที่จบบอร์ดจากอเมริกา กับพี่ๆ ที่มีประสบการณ์งานโรงพยาบาลสิบกว่าปีขึ้นทั้งนั้น ส่วนรุ่นพี่ที่เข้าฝึกในหลักสูตร 4 ปีก็พึ่งผ่านไปได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น สงสัยผมคงต้องรออย่างน้อย 10 ปีเหมือนกัน

แต่ถึงไม่มีอนุมัติบัตร ก็ใช่ว่าจะทำงานด้านนี้ให้ดีไม่ได้ ตอนนี้เลยฝึกฝนให้มาก ดูเคสให้มาก คุยกับคนไข้ให้มาก เพื่อเปลี่ยนจุดด้อยของผมคือการคุยกับคนไข้ให้เป็นจุดแข็งให้ได้ เพราะเภสัชกรอย่างผมไม่มีสิทธิ์ตรวจร่างกายเหมือนแพทย์ (ถึงตรวจได้ก็ทำไม่เป็น) การได้ข้อมูลจากคนไข้เกิด ADR ที่ไม่ค่อยมีค่า lab อะไรมาช่วย จึงต้องพึ่งการสัมภาษณ์ประวัติมากถึงมากที่สุด

คำตอบของชื่อเอนทรี่นี้ หลังจากสรุปความคิดตนเองได้ออกมาแบบนี้ครับ

My specialist is ADR Specialist.

ปล. จริงๆ แล้วมีอีกสาขาหนึ่งที่พยายามจะฝึกเพียงแต่ตอนนี้พึ่งเริ่มทำ ยังไปได้ไม่ไกลเท่างานติดตาม ADR ตอนนี้เลยตั้งเข็มมุ่งไว้ที่งานติดตาม ADR อย่างเดียวก่อน