ทำอะไรกันในห้องยา (1)

October 21st, 2008

เอนทรี่ที่แล้ว ได้เขียนถึงประเภทของเจ้าหน้าที่ในห้องยาไปแล้ว ต่อไปจะเป็นการแนะนำงานต่างๆ ในห้องยา ซึ่งผมจะเน้นเฉพาะงานที่เกี่ยวกับยา และเวชภัณฑ์ ส่วนงานของฝ่ายอื่นเช่น ตรวจสอบสิทธิ์ หรือการเงินที่มีแจมๆ เข้ามาบ้าง ผมจะไม่เขียนถึง

เริ่มจากงานแรก เมื่อใบสั่งยามาถึงนั่นคือการคีย์ยาของมือคีย์ยา ในโรงพยาบาลที่แพทย์ยังไม่ได้สั่งยามาทางคอมพิวเตอร์ ยังคงใช้วิธีเขียนใบสั่งยาอยู่ จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่อ่านใบสั่งยาและคีย์ยาเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งทักษะที่จำเป็นสองอย่างของมือคีย์คือ ความเข้าใจ คุ้นเคยในลายมือแพทย์ และความสามารถในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล (HIS) เพราะงานนี้เป็นจุดเริ่มของกระบวนการต่างๆ ในห้องยาถ้าจุดนี้ช้า ก็จะพากันช้าไปทั้งระบบ

ในอดีตงานนี้จะเป็นของเภสัชกร เพราะมีทักษะในการอ่านลายมือหมออยู่แล้ว (ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ความคุ้นในลายมือหมอ กับฐานข้อมูลยาที่อยู่ในหัวเอาไว้เทียบกับสิ่งที่แพทย์เขียน) แต่ในปัจจุบันเภสัชกรมีงานอื่นที่จำเป็นกว่า จึงมีการฝึกให้จพง. กับผู้ช่วยมาทำแทน ซึ่งทำได้เทียบเท่า หรืออาจจะเหนือกว่าเภสัชกรด้วยซ้ำ ทำให้บางโรงพยาบาลไม่ให้แพทย์คีย์ยาเอง เพราะคิดว่าแทนที่จะเสียเวลาให้แพทย์คีย์ยา สู้จ้างเจ้าหน้าที่มาคีย์ยาเยอะๆ คุ้มกว่า แต่ในที่สุดแล้ว การที่แพทย์คีย์ยาเองดีที่สุดครับ เพราะจะช่วยลดความผิดพลาดจากการอ่านลายมือผิดได้มากมายเลยครับ

พอคีย์ยาเสร็จ ก็ต้องพิมพ์ใบสั่งยากับสติ๊กเกอร์ฉลากยาออกมา ทีนี้ก็ถึงคิวของมือจัดซอง เพื่อความสะดวกของผู้จัดยา ในบางโรงพยาบาลจำเป็นต้องมีคนคอยจับคู่ฉลากยากับซองใส่ยาเพื่อที่ผู้จัดยาจะได้นำซองไปจัดยาได้เลยไม่ต้องเสียเวลามาเลือกซอง ทักษะสำคัญของงานนี้ก็คือความคุ้นเคยกับแพ็คเกจของยาทั้งหมดในโรงพยาบาล รู้ขนาดของแผงยาทุกแผง มีความสามารถในการคะเนปริมาณยากับซองใส่ยา รู้ว่ายาตัวไหนต้องใส่ซองกันแสง เพื่อที่จะได้เลือกซองใส่ยาได้เหมาะสม เจ้าของงานนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ช่วยนะครับ

ทีนี้ก็มีซองใส่ยาที่ติดฉลากพร้อมจัดแล้ว แต่ก่อนที่จะจัดยาได้ก็ต้องมีการเตรียมยาให้พร้อมจัดก่อน และการที่จะมียาพร้อมจัดได้ก็ต้องมีการเบิกยาเข้าคลังย่อยซึ่งเป็นงานของมือเบิกยา มือเบิกยาจะเป็นผู้บริหารจัดการเบิกจ่ายยามาใช้ในห้องยา โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเบิกยาจากคลังยา มาไว้ในคลังย่อยที่ห้องยา เพื่อรอมือจัดยาเบิกไปจัดไว้บนชั้นยาอีกที เพื่อให้ห้องยามียาใช้อย่างเพียงพอในแต่ละรอบการเบิกยา (1 สัปดาห์) มือเบิกจะต้องมีความสามารถในการคำนวณปริมาณยาที่ต้องเบิกจากอัตราการใช้ยาในแต่ละรอบ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดยา หรือเบิกยาไว้มากเกินจนล้นคลังย่อย ทำให้งานนี้มักตกเป็นของจพง. โดยมีเภสัชกรเป็นผู้กำกับ และควบคุมอีกที

เนื่องจากยาทุกตัวไม่ได้อยู่ในแพ็คเกจที่พร้อมจัด ยาบางตัวยังอยู่ในกระปุกยาที่ต้องนับมาใส่ซองแบ่งบรรจุอีกทีโดยการแบ่งบรรจุจะมีการทำอยู่สองจุดคือที่คลังยา มักทำโดยเครื่องแบ่งบรรจุอัติโนมัติซึ่งความทันสมัย และความสามารถขึ้นกับขนาดของโรงพยาบาล อีกจุดหนึ่งคือที่ห้องยา ที่ทำในยาบางรายการที่คลังยาไม่สามารถทำให้ได้ จึงต้องพึ่งพามือแบ่งบรรจุ ที่มักจะทำในช่วงที่คนไข้น้อย งานนี้ไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมาก อาศํยความอดทนที่จะต้องทำงานซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน งานนี้จึงเป็นอีกงานหนึ่งที่ทำให้เกิดการร่วมแรงของผู้ช่วย จพง. และเภสัชกร

ผ่านไปสี่งานแล้วยังไม่ได้จัดยากันเลย สงสัยต้องรอตอนต่อไปแล้ว ตอนนี้ขอตัวไปอ่านหนังสือที่ซื้อมาจากงานหนังสือก่อนนะครับครับ

     
 

สิ่งมีชีวิตในห้องยา

October 14th, 2008

เคยสงสัยไหมครับ นอกจากเภสัชกร กับผู้ช่วยแล้ว ในห้องยายังมีสิ่งชีวิตอื่นอีกมั้ย

คำตอบถ้านับเฉพาะคนก็มีอยู่แค่นี้แหละครับ เว้นแต่จะนับสิ่งมีชีวิตอย่างหนู มด หรือแมลงสาบ (อย่าคิดว่าไม่มีนะครับ) 

ในห้องยาโรงพยาบาลของรัฐจะมีการแบ่งเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 กลุ่มตามวุฒิการศึกษา เรียกกันง่ายๆ ไม่มีชื่อหรูๆ เหมือนสิ่งมีชีวิตในโรงแรม หรอกครับ

  1. เภสัชกร (pharmacist) แน่นอนครับก็ต้องจบเภสัชศาสตรบัณทิตอยู่แล้ว งานก็มากมายตามที่เคยเขียนไปแล้ว
  2. เจ้าพนักงานเภสัชกรรม, จพง. (pharmacy technician) มีประกาศนียบัตรเทคนิคเภสัชกรรม ทำงานบางอย่างของเภสัชกรเช่น จ่ายยาได้ในช่วงที่ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติงาน แต่งานส่วนใหญ่จะเป็นการ ดูแลสต็อคยา คีย์ยาตามใบสั่งยาของแพทย์ จัดยา เบิกจ่ายยาเสพย์ติด เป็นต้น
  3. ผู้ช่วยเภสัชกร หรือลูกจ้างห้องยา จบตั้งแต่ ม.6 ยันป.ตรี ทำงานแทบทุกอย่างในห้องยา ยกเว้นการเบิกจ่ายยาเสพย์ติด  แล้วก็ไม่สามารถตรวจสอบยา หรือจ่ายยาแทนเภสัชกรได้  

ส่วนใหญ่แล้วงานของจพง. กับลูกจ้างจะค่อนข้างทับซ้อนกัน แล้วแต่การบริหารจัดการของเภสัชกรผู้ดูแลห้อง (หัวหน้าห้อง) แต่ที่ต้องแบ่งเป็นกลุ่มแบบนี้ เพราะค่าเวรครับ

งานคล้ายๆ กันแต่ค่าเวรต่างกันค่อนข้างมาก ทำให้หัวหน้าห้องที่จัดการงานของแต่ละกลุ่มไม่ดี อาจจะโดนเหล่าลูกน้องเล่นงานเอาได้ ซึ่งผมรอดตัวไป เพราะเป็นน้องเล็กสุดในกลุ่มเภสัชกร แค่ควบคุมลูกน้องรุ่นพ่อ แม่ ให้อยู่ในกฎระเบียบตอนอยู่เวรก็เครียดแล้ว 

ใครที่ไม่รู้จักสิ่งมีชีวิตในห้องยา ได้อ่านที่ผมเขียนไปก็อาจจะรู้จักมากขึ้นหรือเปล่า เพราะงานของพวกเราเป็นงานเบื้องหลัง งานจ่ายยาที่คนส่วนใหญ่ได้สัมผัส เป็นแค่ส่วนหนึ่งของงานทั้งหมดเองครับ

Protection suits

October 11th, 2008

งานเตรียมยาเคมีบำบัด หนึ่งในงานผลิตยาของเภสัชกรโรงพยาบาล งานที่ตั้งแต่ผมจบมา ยังไม่ได้ทำเลย ภาพที่เห็นข้างบนนี้ จึงเป็นภาพตอนฝึกงานเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

สิ่งที่ยังจำได้ดี นอกจากเทคนิคการเตรียมยาก็คือขั้นตอนก่อนจะได้เตรียมยานี่แหละ ยุ่งยากมาก ถึงมากที่สุด หมอผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 5 นาทีในการล้างมือ และทำร่างกายให้ปราศจากเชื้อ แต่ผมกว่าจะได้เข้าห้องเตรียมยาจำได้ว่าเร็วสุดก็ปาไป 10 นาทีแล้ว ไหนจะล้างหน้า ล้างมือ ทำความสะอาดถุงมือ ใส่ถุงมือ 2 ชั้น ใส่หมวกคลุมผม ใส่ชุดป้องกัน ใส่หน้ากากสุดรัด ถอดแล้วหน้ายังเป็นรอยอยู่ครึ่งชั่วโมง ทำให้เป็นคนหน้าประหลาดตอนกินข้าวกลางวัน

แต่ถึงจะเบื่อก็ต้องทำ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เพราะยาเคมีบำบัดไม่ใช่สิ่งที่ควรเสี่ยงด้วย ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า cytotoxic drug แค่หยดใส่ถุงมือก็หลอนเป็นสัปดาห์แล้ว ดังนั้นสิ่งสำคัญนอกจากการทำให้ยาที่เตรียมไม่ปนเปื้อนแล้ว ก็คือการระวังไม่ให้ยามันมาปนเปื้อนตัวคนเตรียมนี่แหละ (ทั้งการสัมผัส และสูดดม)

แต่ในปัจจุบันอาจจะไม่ต้องใส่ชุดรัดกุมขนาดนี้แล้ว เพราะมีการใช้ตู้แบบปิดกันมากขึ้น ใส่เข้าไปแค่มือผ่านถุงมือ อันตรายจากการปนเปื้อนจึงลดลง (ถ้านึกภาพตู้ไม่ออก ให้นึกถึงตู้ใส่เชื้อไวรัสใน MI2) แต่ตอนฝึกงานผมใช้ตู้แบบเปิดก็เลยต้องใส่ชุดรัดกุมแบบข้างบน

ไหนๆ ก็พูดถึง งานเตรียมยาเคมีบำบัด จะไม่พูดถึงงานเตรียมสารละลายของยา และอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดดำก็กระไรอยู่

ในขณะที่งานเตรียมยาเคมีบำบัด ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้เกิดการปนเปื้อนยาสู่ผู้เตรียม งานนี้ก็ต้องระมัดระวังเหมือนกัน แต่เป็นการระวังไม่ให้เข็มทิ่มมือตัวเอง เพราะงานนี้จะมียาให้เตรียมปริมาณมาก ทำให้ผู้เตรียมต้องทำเวลา ทำให้เภสัชกรที่ทำงานนี้มีความเชี่ยวชาญในการใช้เข็มมาก ถึงขั้นควงเข็มฉีดยาได้ (ว่าไปนั่น)

เนื่องจากยาเหล่านี้ต้องทำให้ปราศจากเชื้อ ผู้เตรียมจึงต้องป้องกันไม่ให้ความสกปรกของตนเอง ปนเปื้อนยา ก่อนที่จะเข้าห้องเตรียมยาจึงต้องเปลี่ยนชุดหมด กระทั่งชุดข้างในแบบภาพด้านบน (งานเตรียมยาเคมีบำบัด แค่ใส่ชุดคลุมทับ) แล้วก็ล้างมือแบบย้ำคิด ย้ำทำ ล้างกันหลายรอบจนมือเปื่อย ก่อนจะเข้าห้องก็ต้องผ่านห้องเป่าลมฆ่าเชื้ออีก เข้าไปในห้องก็เจอกองยา ยังกับโรงงานนรก

ดังนั้นตอนฝึกงานผมเลยเลือกงานเตรียมยาเคมีบำบัดเป็นงานหลัก เพราะถึงมันจะเครียดมาก แต่ก็ใช้แรงน้อยกว่า

ดูรูปแล้วก็คิดถึงตอนฝึกงาน ไม่รู้จะมีโอกาสได้ใส่ชุดพวกนี้อีกหรือเปล่า เมื่อไหร่โรงพยาบาลเรามันจะขยายตัวจนมี oncologist รักษาคนไข้โรคมะเร็งได้เองซะทีนะ