สิ่งมีชีวิตในห้องยา

October 14th, 2008

เคยสงสัยไหมครับ นอกจากเภสัชกร กับผู้ช่วยแล้ว ในห้องยายังมีสิ่งชีวิตอื่นอีกมั้ย

คำตอบถ้านับเฉพาะคนก็มีอยู่แค่นี้แหละครับ เว้นแต่จะนับสิ่งมีชีวิตอย่างหนู มด หรือแมลงสาบ (อย่าคิดว่าไม่มีนะครับ) 

ในห้องยาโรงพยาบาลของรัฐจะมีการแบ่งเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 กลุ่มตามวุฒิการศึกษา เรียกกันง่ายๆ ไม่มีชื่อหรูๆ เหมือนสิ่งมีชีวิตในโรงแรม หรอกครับ

  1. เภสัชกร (pharmacist) แน่นอนครับก็ต้องจบเภสัชศาสตรบัณทิตอยู่แล้ว งานก็มากมายตามที่เคยเขียนไปแล้ว
  2. เจ้าพนักงานเภสัชกรรม, จพง. (pharmacy technician) มีประกาศนียบัตรเทคนิคเภสัชกรรม ทำงานบางอย่างของเภสัชกรเช่น จ่ายยาได้ในช่วงที่ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติงาน แต่งานส่วนใหญ่จะเป็นการ ดูแลสต็อคยา คีย์ยาตามใบสั่งยาของแพทย์ จัดยา เบิกจ่ายยาเสพย์ติด เป็นต้น
  3. ผู้ช่วยเภสัชกร หรือลูกจ้างห้องยา จบตั้งแต่ ม.6 ยันป.ตรี ทำงานแทบทุกอย่างในห้องยา ยกเว้นการเบิกจ่ายยาเสพย์ติด  แล้วก็ไม่สามารถตรวจสอบยา หรือจ่ายยาแทนเภสัชกรได้  

ส่วนใหญ่แล้วงานของจพง. กับลูกจ้างจะค่อนข้างทับซ้อนกัน แล้วแต่การบริหารจัดการของเภสัชกรผู้ดูแลห้อง (หัวหน้าห้อง) แต่ที่ต้องแบ่งเป็นกลุ่มแบบนี้ เพราะค่าเวรครับ

งานคล้ายๆ กันแต่ค่าเวรต่างกันค่อนข้างมาก ทำให้หัวหน้าห้องที่จัดการงานของแต่ละกลุ่มไม่ดี อาจจะโดนเหล่าลูกน้องเล่นงานเอาได้ ซึ่งผมรอดตัวไป เพราะเป็นน้องเล็กสุดในกลุ่มเภสัชกร แค่ควบคุมลูกน้องรุ่นพ่อ แม่ ให้อยู่ในกฎระเบียบตอนอยู่เวรก็เครียดแล้ว 

ใครที่ไม่รู้จักสิ่งมีชีวิตในห้องยา ได้อ่านที่ผมเขียนไปก็อาจจะรู้จักมากขึ้นหรือเปล่า เพราะงานของพวกเราเป็นงานเบื้องหลัง งานจ่ายยาที่คนส่วนใหญ่ได้สัมผัส เป็นแค่ส่วนหนึ่งของงานทั้งหมดเองครับ

Protection suits

October 11th, 2008

งานเตรียมยาเคมีบำบัด หนึ่งในงานผลิตยาของเภสัชกรโรงพยาบาล งานที่ตั้งแต่ผมจบมา ยังไม่ได้ทำเลย ภาพที่เห็นข้างบนนี้ จึงเป็นภาพตอนฝึกงานเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

สิ่งที่ยังจำได้ดี นอกจากเทคนิคการเตรียมยาก็คือขั้นตอนก่อนจะได้เตรียมยานี่แหละ ยุ่งยากมาก ถึงมากที่สุด หมอผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 5 นาทีในการล้างมือ และทำร่างกายให้ปราศจากเชื้อ แต่ผมกว่าจะได้เข้าห้องเตรียมยาจำได้ว่าเร็วสุดก็ปาไป 10 นาทีแล้ว ไหนจะล้างหน้า ล้างมือ ทำความสะอาดถุงมือ ใส่ถุงมือ 2 ชั้น ใส่หมวกคลุมผม ใส่ชุดป้องกัน ใส่หน้ากากสุดรัด ถอดแล้วหน้ายังเป็นรอยอยู่ครึ่งชั่วโมง ทำให้เป็นคนหน้าประหลาดตอนกินข้าวกลางวัน

แต่ถึงจะเบื่อก็ต้องทำ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เพราะยาเคมีบำบัดไม่ใช่สิ่งที่ควรเสี่ยงด้วย ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า cytotoxic drug แค่หยดใส่ถุงมือก็หลอนเป็นสัปดาห์แล้ว ดังนั้นสิ่งสำคัญนอกจากการทำให้ยาที่เตรียมไม่ปนเปื้อนแล้ว ก็คือการระวังไม่ให้ยามันมาปนเปื้อนตัวคนเตรียมนี่แหละ (ทั้งการสัมผัส และสูดดม)

แต่ในปัจจุบันอาจจะไม่ต้องใส่ชุดรัดกุมขนาดนี้แล้ว เพราะมีการใช้ตู้แบบปิดกันมากขึ้น ใส่เข้าไปแค่มือผ่านถุงมือ อันตรายจากการปนเปื้อนจึงลดลง (ถ้านึกภาพตู้ไม่ออก ให้นึกถึงตู้ใส่เชื้อไวรัสใน MI2) แต่ตอนฝึกงานผมใช้ตู้แบบเปิดก็เลยต้องใส่ชุดรัดกุมแบบข้างบน

ไหนๆ ก็พูดถึง งานเตรียมยาเคมีบำบัด จะไม่พูดถึงงานเตรียมสารละลายของยา และอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดดำก็กระไรอยู่

ในขณะที่งานเตรียมยาเคมีบำบัด ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้เกิดการปนเปื้อนยาสู่ผู้เตรียม งานนี้ก็ต้องระมัดระวังเหมือนกัน แต่เป็นการระวังไม่ให้เข็มทิ่มมือตัวเอง เพราะงานนี้จะมียาให้เตรียมปริมาณมาก ทำให้ผู้เตรียมต้องทำเวลา ทำให้เภสัชกรที่ทำงานนี้มีความเชี่ยวชาญในการใช้เข็มมาก ถึงขั้นควงเข็มฉีดยาได้ (ว่าไปนั่น)

เนื่องจากยาเหล่านี้ต้องทำให้ปราศจากเชื้อ ผู้เตรียมจึงต้องป้องกันไม่ให้ความสกปรกของตนเอง ปนเปื้อนยา ก่อนที่จะเข้าห้องเตรียมยาจึงต้องเปลี่ยนชุดหมด กระทั่งชุดข้างในแบบภาพด้านบน (งานเตรียมยาเคมีบำบัด แค่ใส่ชุดคลุมทับ) แล้วก็ล้างมือแบบย้ำคิด ย้ำทำ ล้างกันหลายรอบจนมือเปื่อย ก่อนจะเข้าห้องก็ต้องผ่านห้องเป่าลมฆ่าเชื้ออีก เข้าไปในห้องก็เจอกองยา ยังกับโรงงานนรก

ดังนั้นตอนฝึกงานผมเลยเลือกงานเตรียมยาเคมีบำบัดเป็นงานหลัก เพราะถึงมันจะเครียดมาก แต่ก็ใช้แรงน้อยกว่า

ดูรูปแล้วก็คิดถึงตอนฝึกงาน ไม่รู้จะมีโอกาสได้ใส่ชุดพวกนี้อีกหรือเปล่า เมื่อไหร่โรงพยาบาลเรามันจะขยายตัวจนมี oncologist รักษาคนไข้โรคมะเร็งได้เองซะทีนะ

Hospital pharmacist (5)

October 2nd, 2008

งานผลิตยาในโรงพยาบาล

งานผลิตยาในโรงพยาบาล จะมีทั้งแบบที่เหมือน และต่างกับการผลิตยาในโรงงานซึ่งผมจะเขียนเฉพาะงานที่ต่างนั่นคือ การเตรียมยาที่ไม่อาจจัดซื้อจัดหาได้ในท้องตลาด ซึ่งเราเรียกงานผลิตแบบนี้ว่า “การเตรียมยา สำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย” (extemporaneous preparation) หรือการเตรียมสดเมื่อมีการสั่งใช้นั่นเอง ซึ่งสูตรจะไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละคน

งานนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. แบบที่ต้องควบคุมให้ปราศจากเชื้อ (sterile product preparation) เช่น สารอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดดำ ยาเคมีบำบัด ยาหยอดตา และสารละลายของยาที่ให้ทางหลอดเลือดดำ  เป็นต้น

2. แบบที่ไม่ต้องควบคุมให้ปราศจากเชื้อ (non sterile product preparation) เช่น ยาครีม ยาเม็ด ยาฉีดที่ต้องเตรียมในรูปสารละลายสำหรับให้ผู้ป่วยเด็กรับประทาน และยาสำหรับให้ทางสายยาง

ซึ่งงานเหล่านี้ในอดีตเป็นของพยาบาลบนหอผู้ป่วย เนื่องจากเภสัชกรโรงพยาบาลยังขาดแคลนอยู่ แต่ในปัจจุบันนี้ เภสัชกรโรงพยาบาลเรามีจำนวนมากขึ้นแล้ว บวกกับมาตรฐานงานคุณภาพสารพัดองค์กร ต่างก็กำหนดงานนี้ให้เป็นหน้าที่ของเภสัชกร ผู้ที่สมควรมีความเชี่ยวชาญเรื่องยามากที่สุด

โดยงานเหล่านี้ เภสัชกรทุกคนต่างก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องฝึกฝนเพิ่มเติม ยกเว้นการเตรียมยาเคมีบำบัด ที่อาจต้องฝึกหัดเพื่อเอาประกาศนียบัตร เพื่อที่จะได้เตรียมยาได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

ขอบคุณ คุณเจษฎา นพวิญญูวงศ์ ที่มาของบทความนี้ครับ