Hiranwong
Posts tagged pharmacy
ทำไมถึงเลือกมาเรียนเภสัช
Jun 20th
ทำไมถึงมาเรียนเภสัช
คำถามนี้เป็นคำถามที่ผ่านมาแล้ว 9 ปี แต่ผมก็ยังไม่เคยตอบมันอย่างจริงจังได้เลย
คำถามนี้เป็นหนึ่งในงานที่ได้รับมอบหมายของวิชา Pharmacy Orientation วิชาแนะนำงานของเภสัชกรว่าเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง
คำตอบที่ผมตอบไปตอนนั้นคือ
มาเรียนเพราะไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดี แล้วก็ไม่ได้ชอบวิชาชีพนี้เป็นพิเศษ
สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นตอบไปแบบส่งๆ เพราะเห็นเพื่อนๆ ตอบกันประมาณว่า “รักวิชาชีพนี้ ฝันอยากจะเป็นมาตั้งแต่เด็ก” ก็เลยหมันไส้ตอบมันกวนทีนแบบนี้แหละ (นึกแล้วก็ขำตัวเองตอนนั้น นิสัยเด็กจริงๆ ที่เพื่อนตอบก็ถูกของเพื่อน ก็พวกเค้าฝันแบบนี้กันจริงๆ นี่)
แล้วคำตอบนี้มันก็ส่งผลให้ผมได้เกรดบีในวิชานี้ วิชาที่แจกเอเกือบหมดชั้นปี มีแค่ผมกับเพื่อนอีกคนที่ได้บี แล้วมันก็ซิ่วไปเรียนแพทย์จนกลายเป็นนายแพทย์ไปแล้วด้วย แต่จะโทษคำตอบนี้อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมชอบเลี่ยงการออกไปนำเสนอด้วย ก็สมควรหรอกที่จะได้คะแนนน้อย
ถึงผมจะย้อนเวลากลับไปแก้คำตอบนี้ไม่ได้แล้ว ผมก็อยากหาคำตอบของคำถามนี้ให้ได้ ก่อนที่ผมจะลืมความรู้สึกของตัวเองเมื่อ 9 ปีที่แล้วไปซะก่อน
ขั้นแรกก็ต้องย้อนอดีตกลับไปว่าตอนนั้นผมกำลังคิด กำลังทำอะไรอยู่ มีอะไรที่พอจะเป็นคำตอบได้บ้าง
- ช่วงก่อนจะยื่นคะแนนโควต้าของมหาวิทยาลัยนเรศวรประมาณ 2 เดือน น้าชายที่ใกล้ชิดกับผมมาตั้งแต่เด็ก ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับอาชีพเภสัชให้ผมฟัง ซึ่งผมจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่สรุปได้ว่าอาชีพนี้น่าสนใจ และเหมาะกับผมดี
- แพทย์เป็นอาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่มัธยมต้น แล้วก็ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนมาค่อนข้างเยอะ แล้วก็ได้รู้ว่าต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย แล้วผมก็กลัว แล้วผมก็คิดเอาเองว่าเรียนเภสัชไม่ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ แล้วผมก็ได้รู้ว่าผมเข้าใจผิด เภสัชก็ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย แค่ไม่ต้องผ่าเท่านั้นเอง
- ทันตแพทย์ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ผมคุ้นเคย แต่ก่อนจะยื่นคะแนนไม่กี่เดือน เพื่อนของน้าชายในข้อแรกที่เป้นทันตแพทย์ มาบอกกับผมว่าทำฟันมันปวดหลังนะ แค่นั้นแหละความทรงจำของความทรมานจากการปวดหลังเพราะโดนลงโทษตอนเรียนนักศึกษาวิชาทหารจนหมอนรองกระดูกสันหลังอักเสบกลับมาหลอกหลอนเลย แล้วมันก็มีผมต่อลำดับการเลือกคณะของผมจาก 1.แพทยศาสตร์ 2.ทันตแพทยศาสตร์ 3.เภสัชศาสตร์ กลายเป็น 1.เภสัชศาสตร์ 2……… 3………… (สุดท้ายโดนอาจารย์ที่รับสมัครให้เขียนคณะที่เลือกให้ครบสามลำดับจนได้)
- หลังจากสอบติดโควต้าแล้ว ผมยังมีโอกาสไปยื่นคะแนน และสอบที่อื่นได้อีกตั้งหลายที่ แต่แม่บอกให้ไปมอบตัวเลย ไม่ต้องไปสอบอีกแล้ว ผมก็เลยตามใจแม่
- ตอนนั้นผลโควต้าออกประมานเดือนพฤศจิกายน กว่ามหาวิทยาลัยจะเปิดเทอมก็ตั้งเดือนมิถุนายนปีถัดไป ผมเลยคิดว่าถ้าไปมอบตัวก็ไม่ต้องอ่านหนังสือ ไม่ต้องตั้งใจเรียนอีกตั้งครึ่งปีกว่า แล้วผมก็ไม่ตั้งใจเรียนจริงๆ เช้ามาเรียน บ่ายโดดออกไปร้านเกม ทำอย่างนี้แทบทุกวันจนเรียนจบ เกรดก็เลยร่วงจาก 3.2 เหลือ 2.6 สมควรแล้วจริงๆ
- เคยไปซื้อยาที่ร้านยา เคยไปรับยาที่โรงพยาบาล แล้วประทับใจเภสัชกร เลยฝันอยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง เอ่อคงไม่ใช่เรื่องของผมหรอก ในความทรงจำไม่มีเรื่องแบบนี้อยู่เลย
- อยากคิดค้น วิจัยยาใหม่ นี่ก็คงไม่ใช่เรื่องของผมอีกแหละ ถึงตอนนั้นผมจะชอบประดิษฐ์สิ่งของ แต่ก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องยาเลย
- อยากรู้เรื่องยาเยอะๆ จะได้เอาความรู้ไปดูแลพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง หรือคนรู้จัก เรื่องอยากดูแลคนอื่นนะใช่ แต่ความอยากรู้เรื่องยานี่รู้สึกว่ามันจะไม่มีอยู่ในควาทรงจำตอนนั้นนะ
โอเคผมเหมือนจะรู้แล้วว่าทำไมตอนนั้นผมถึงเลือกมาเรียนเภสัช
ผมไม่เคยฝันอยากเป็นเภสัชกร ไม่เคยประทับใจเภสัชกรคนไหนๆ มาก่อน ไม่เคยอยากคิดค้นยา ไม่เคยสนใจเรื่องยาเป็นพิเศษ
ผมคิดอย่างเดียวว่า การเรียนมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเรียนคณะอะไร ผมก็จะได้พบกับผู้คนมากขึ้น ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้พบกับความรัก ได้เจอกับความเสียใจ ได้เปิดโอกาสให้ผมได้ค้นหาความรู้ ได้อ่านหนังสือมากขึ้น ได้เจอกับคนเก่งๆ ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผม ได้สอนให้ผมคิดเป็น เปิดมุมมองของผมให้กว้างขึ้น และได้ไว้ผมยาว
ดังนั้นผมเรียนคณะอะไรก็ได้ ที่ไม่ทำให้แม่ต้องผิดหวังและเสียใจ และคณะเภสัชศาสตร์ก็เป็นคณะที่ผมตั้งใจแล้วว่าจะมาเรียนเอง
ถึงผมจะไม่รักอาชีพนี้มาก แต่ผมก็ไม่เคยเกลียดเลยนะครับอาจารย์
- ศิษย์เก่ารุ่น 9 รหัสเข้า 44
Smartphone and Healthcare Market
Aug 23rd
ช่วงนี้มีพี่ๆ หลายคนมาถามอยู่เรื่อยว่าควรใช้ smartphone ตัวไหนดีสำหรับใช้งานทางการแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการเรียกใช้ข้อมูลยา การคำนวณเป็นต้น ซึ่งคำตอบผมก็ง่ายๆ เลือกรุ่นที่มีบุคลากรทางการแพทย์ใช้เยอะๆ ไง (กำปั้นทุบดินมาก) บริษัทที่ผลิตโปรแกรมจะได้ตามไปผลิตโปรแกรมออกมาให้ได้ใช้กันมากๆ จะได้ไม่ต้องเสียใจที่เห็นโปรแกรมที่ต้องการใช้ไปลงบนระบบปฏิบัติการอื่น แต่ไม่มีบนเครื่องตัวเอง
แล้วรุ่นไหนหละที่ใช้กันเยอะ ?
จาก การสำรวจนี้ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ใช้ iPhone ที่เหลือก็ใช้ Windows mobile, Palm Pre, Google phone และ Blackberry ส่วนเหตุผลหลักในการเลือกใช้คือ โปรแกรมที่มีให้เลือกใช้ เพราะโปรแกรมทางการแพทย์มักไม่มีให้ใช้ครบทุกระบบปฏิบัติการ
ถ้าไม่อยากใช้ iPhone เพราะมันไม่มีคีย์บอร์ดหละ?
Windows mobile รุ่นที่มีคีย์บอร์ดสไลด์ ยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า Blackberry เพราะบุญเก่าสมัยที่เป็นเจ้าตลาดนี้ ทำให้มีโปรแกรมให้เลือกใช้มากมาย แต่ในอนาคตอาจจะไม่แน่ถ้านักพัฒนาหนีไปเขียนโปรแกรมให้ iPhone กันหมด
ถ้าให้คาดการณ์คิดว่าในอนาคต iPhone น่าจะเป็นเจ้าตลาดของบุคลากรทางการแพทย์ได้ ถ้า WM 7 ไม่ได้มีอะไรที่เหนือหรือเทียบเท่า iPhone แล้ว Android ไม่คิดจะบุกตลาดนี้
ส่วนผมตอนนี้รอ ipod touch gen 3 ออกมาก่อนจะได้ตัดสินใจได้ว่าจะเอา iPhone หรือ iPod touch ดี
Hospital pharmacist (7) : Definition of Thai pharmacist career
Aug 17th
ช่วงนี้มีเพื่อนคุยเรื่องเรียนต่อเฉพาะทางกันอีกแล้ว ในขณะที่รุ่นน้องนั้นไม่ต้องพูดถึง เริ่มเรียนกันไปแล้ว เป็นเภสัชกรประจำบ้านปี 1 มาบรรยายในงานประชุมกันกันซะหลายคน รวมถึงเพื่อนที่เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยด้วย
ในขณะที่แพทย์นั้นมี extern, intern, resident, fellow หรือ staff กันมานมนานแล้ว เภสัชกรไทยพึ่งจะเริ่มมีระบบการเรียนต่อเฉพาะทางได้ยังไม่ถึง 5 ปีเลย ซึ่งชื่อเรียกเภสัชกรในแต่ละช่วงจะคล้ายแพทย์ แต่ระยะเวลาที่ใช้เรียน กับสาขาที่มีให้เรียนอาจจะต่างกันบ้าง
เริ่มจากนิสิตเภสัชชั้นพรีคลินิก (pharmacy student, pre – clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ที่มีการเรียนวิชาพื้นฐานสำหรับไว้ใช้ตอนขึ้นเรียนคลินิก
นิสิตเภสัชชั้นคลินิก (pharmacy student, clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 4, 5 และ 6 ที่เป็นการเรียนวิชาสำหรับใช้ดูแลคนป่วย โดยเป็นการเรียนจากคนป่วยจริงๆ และคนป่วยในกระดาษสลับกันไป และในชั้นปีที่ 6 ที่ในบางประเทศเรียกว่า pre – registered pharmacist จะต้องทำงานได้ทุกอย่างได้เหมือนกับเภสัชกร เพียงแต่ยังไม่จบและยังไม่มีใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งในปีสุดท้ายนี้จะได้ฝึกงานแบบ rotation ไปทำทุกงานที่เภสัชกรต้องทำเป็นช่วงสั้นๆ 1 – 2 เดือน พอทำงานนั้นได้
เภสัชกรโรงพยาบาล (hospital pharmacist) คือเภสัชกรที่ทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ไม่ต้องใช้ทุนแล้ว แต่เป็นการสอบคัดเลือกเข้าไปบรรจุ ต้องทำงานในโรงพยาบาลประมาณ 2 ปี ถึงจะมีสิทธิ์ขอทุนไปเรียนต่อเฉพาะทางได้
อาจารย์เภสัชกร (pharmacy teacher) คือเภสัชกรอีกกลุ่มหนึ่งที่มีสิทธิ์เรียนต่อเฉพาะทาง และอาจจะมีอัตราการเรียนต่อเฉพาะทางสูงกว่าเภสัชกรโรงพยาบาลด้วย
เพราะในปัจจุบันอาจารย์ผู้สอนที่มีวุฒิบัตรมาจากอเมริกายังมีน้อยถึงขั้นนับคนได้ จึงมีการส่งเสริมให้เรียนต่อกัน เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ผู้สอนต่ออีกทีเพื่อรองรับการเรียนต่อเฉพาะทางที่อาจจะมากขึ้นของเภสัชกรโรงพยาบาลในอนาคต
เภสัชกรประจำบ้าน (pharmacy resident) คือเภสัชกรที่เรียนต่อเฉพาะทางซึ่งปีที่ 1 จะเป็นการฝึกอยู่ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม และในปีที่ 2, และ 3 จะเป็นการฝึกแยกย่อยไปตามสาขาต่างๆ คือ Internal medicine, Pediatics, Nutrition suport, Oncology and Hematology, Infectious disease, Cardiology, Renal disease และ Critical care เป็นต้น
pharmacy fellow คือ เภสัชกรประจำบ้านที่ผ่านการฝึกในปีที่ 4 พร้อมกับทำวิจัยเชิงลึกในสาขาที่เลือกซึ่งต่างกับแพทย์ที่เป็นการเรียนลึกลงไปในสาขาย่อย หรือ minor แต่สำหรับเภสัชกรจะมีแต่สาขา major จึงสิ้นสุดการเรียนเฉพาะทางแค่นี้
Staff คือ อาจารย์ผู้สอนที่มีวุฒิบัตร หรืออนุมัติบัตร เภสัชบำบัด ซึ่งในปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่จบมาจากอเมริกา
สรุปแล้วถ้าใครอยากเรียนเภสัชกรจนได้เป็น fellow หรือ staff จะต้องใช้เวลาเรียนประมาณ 6 + (0 – 2) + 4 คือ 10 – 12 ปีนั่นเอง สำหรับผมนั้นผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว แต่ครึ่งทางหลังไม่รู้จะมีโอกาสได้ไปต่อหรือเปล่า (ทำเป็นพูดไป ทำอย่างกับตัวเองอยากเรียนต่อ)

