Posts tagged pharmacy

Smartphone and Healthcare Market

ช่วงนี้มีพี่ๆ หลายคนมาถามอยู่เรื่อยว่าควรใช้ smartphone ตัวไหนดีสำหรับใช้งานทางการแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการเรียกใช้ข้อมูลยา การคำนวณเป็นต้น ซึ่งคำตอบผมก็ง่ายๆ เลือกรุ่นที่มีบุคลากรทางการแพทย์ใช้เยอะๆ ไง (กำปั้นทุบดินมาก) บริษัทที่ผลิตโปรแกรมจะได้ตามไปผลิตโปรแกรมออกมาให้ได้ใช้กันมากๆ จะได้ไม่ต้องเสียใจที่เห็นโปรแกรมที่ต้องการใช้ไปลงบนระบบปฏิบัติการอื่น แต่ไม่มีบนเครื่องตัวเอง

แล้วรุ่นไหนหละที่ใช้กันเยอะ ?
จาก การสำรวจนี้ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ใช้ iPhone ที่เหลือก็ใช้ Windows mobile, Palm Pre, Google phone และ Blackberry ส่วนเหตุผลหลักในการเลือกใช้คือ โปรแกรมที่มีให้เลือกใช้ เพราะโปรแกรมทางการแพทย์มักไม่มีให้ใช้ครบทุกระบบปฏิบัติการ

ถ้าไม่อยากใช้ iPhone เพราะมันไม่มีคีย์บอร์ดหละ?
Windows mobile รุ่นที่มีคีย์บอร์ดสไลด์ ยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า Blackberry เพราะบุญเก่าสมัยที่เป็นเจ้าตลาดนี้ ทำให้มีโปรแกรมให้เลือกใช้มากมาย แต่ในอนาคตอาจจะไม่แน่ถ้านักพัฒนาหนีไปเขียนโปรแกรมให้ iPhone กันหมด

ถ้าให้คาดการณ์คิดว่าในอนาคต iPhone น่าจะเป็นเจ้าตลาดของบุคลากรทางการแพทย์ได้ ถ้า WM 7 ไม่ได้มีอะไรที่เหนือหรือเทียบเท่า iPhone แล้ว Android ไม่คิดจะบุกตลาดนี้

ส่วนผมตอนนี้รอ ipod touch gen 3 ออกมาก่อนจะได้ตัดสินใจได้ว่าจะเอา iPhone หรือ iPod touch ดี

Hospital pharmacist (7) : Definition of Thai pharmacist career

ช่วงนี้มีเพื่อนคุยเรื่องเรียนต่อเฉพาะทางกันอีกแล้ว ในขณะที่รุ่นน้องนั้นไม่ต้องพูดถึง เริ่มเรียนกันไปแล้ว เป็นเภสัชกรประจำบ้านปี 1 มาบรรยายในงานประชุมกันกันซะหลายคน รวมถึงเพื่อนที่เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยด้วย

ในขณะที่แพทย์นั้นมี extern, intern, resident, fellow หรือ staff กันมานมนานแล้ว เภสัชกรไทยพึ่งจะเริ่มมีระบบการเรียนต่อเฉพาะทางได้ยังไม่ถึง 5 ปีเลย ซึ่งชื่อเรียกเภสัชกรในแต่ละช่วงจะคล้ายแพทย์ แต่ระยะเวลาที่ใช้เรียน กับสาขาที่มีให้เรียนอาจจะต่างกันบ้าง

เริ่มจากนิสิตเภสัชชั้นพรีคลินิก (pharmacy student, pre – clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ที่มีการเรียนวิชาพื้นฐานสำหรับไว้ใช้ตอนขึ้นเรียนคลินิก

นิสิตเภสัชชั้นคลินิก (pharmacy student, clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 4, 5 และ 6 ที่เป็นการเรียนวิชาสำหรับใช้ดูแลคนป่วย โดยเป็นการเรียนจากคนป่วยจริงๆ และคนป่วยในกระดาษสลับกันไป และในชั้นปีที่ 6 ที่ในบางประเทศเรียกว่า pre – registered pharmacist จะต้องทำงานได้ทุกอย่างได้เหมือนกับเภสัชกร เพียงแต่ยังไม่จบและยังไม่มีใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งในปีสุดท้ายนี้จะได้ฝึกงานแบบ rotation ไปทำทุกงานที่เภสัชกรต้องทำเป็นช่วงสั้นๆ 1 – 2 เดือน พอทำงานนั้นได้

เภสัชกรโรงพยาบาล (hospital pharmacist) คือเภสัชกรที่ทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ไม่ต้องใช้ทุนแล้ว แต่เป็นการสอบคัดเลือกเข้าไปบรรจุ ต้องทำงานในโรงพยาบาลประมาณ 2 ปี ถึงจะมีสิทธิ์ขอทุนไปเรียนต่อเฉพาะทางได้

อาจารย์เภสัชกร (pharmacy teacher) คือเภสัชกรอีกกลุ่มหนึ่งที่มีสิทธิ์เรียนต่อเฉพาะทาง และอาจจะมีอัตราการเรียนต่อเฉพาะทางสูงกว่าเภสัชกรโรงพยาบาลด้วย
เพราะในปัจจุบันอาจารย์ผู้สอนที่มีวุฒิบัตรมาจากอเมริกายังมีน้อยถึงขั้นนับคนได้ จึงมีการส่งเสริมให้เรียนต่อกัน เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ผู้สอนต่ออีกทีเพื่อรองรับการเรียนต่อเฉพาะทางที่อาจจะมากขึ้นของเภสัชกรโรงพยาบาลในอนาคต

เภสัชกรประจำบ้าน (pharmacy resident) คือเภสัชกรที่เรียนต่อเฉพาะทางซึ่งปีที่ 1 จะเป็นการฝึกอยู่ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม และในปีที่ 2, และ 3 จะเป็นการฝึกแยกย่อยไปตามสาขาต่างๆ คือ Internal medicine, Pediatics, Nutrition suport, Oncology and Hematology, Infectious disease, Cardiology, Renal disease และ Critical care เป็นต้น

pharmacy fellow คือ เภสัชกรประจำบ้านที่ผ่านการฝึกในปีที่ 4 พร้อมกับทำวิจัยเชิงลึกในสาขาที่เลือกซึ่งต่างกับแพทย์ที่เป็นการเรียนลึกลงไปในสาขาย่อย หรือ minor แต่สำหรับเภสัชกรจะมีแต่สาขา major จึงสิ้นสุดการเรียนเฉพาะทางแค่นี้

Staff คือ อาจารย์ผู้สอนที่มีวุฒิบัตร หรืออนุมัติบัตร เภสัชบำบัด ซึ่งในปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่จบมาจากอเมริกา

สรุปแล้วถ้าใครอยากเรียนเภสัชกรจนได้เป็น fellow หรือ staff จะต้องใช้เวลาเรียนประมาณ 6 + (0 – 2) + 4 คือ 10 – 12 ปีนั่นเอง สำหรับผมนั้นผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว แต่ครึ่งทางหลังไม่รู้จะมีโอกาสได้ไปต่อหรือเปล่า (ทำเป็นพูดไป ทำอย่างกับตัวเองอยากเรียนต่อ)

Next big goal

อ่านที่คุณขุนอรรถรีวิวหนังสือ “เขาเรียกผมว่า คุณหมอผู้เปลี่ยนโลก” ของนายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องแวะไปที่ร้านหนังสือเพื่อหาซื้อหนังสือเล่มนี้ ซึ่ง B2S ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง วางหนังสือเล่มนี้ไว้แถวสิบอันดับหนังสือขายดี ทำให้หาได้ง่าย

หลังจากได้มาก็ใช้เวลาอ่านถึงสองครั้งจึงจบ เป็นเพราะหนังสือคุณนรินทร์ที่ซื้อมาพร้อมกันก็น่าอ่านเลยอ่านสลับไปมา ทำให้ขาดความต่อเนื่องของอารมณ์ไปหน่อยนึง นี่แหละนะผลของการทำ multi task สุดท้ายก็ให้ผลสู้ทำทีละอย่างหรือ single task ไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมก็ห้ามตัวเองไม่ให้ทำ multi task กับสิ่งหนึ่งได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งสิ่งนั่นก็คือ ความรัก

กลับมาเรื่องหนังสือต่อ ภาพรวมผมว่าขุนอรรถเขียนได้ชัดเจนแล้ว แต่ที่ผมสนใจคือ โครงการถุงยาง 100% นี่ ทำให้งานของผมยังเป็นงานที่ทำได้โดยไม่รู้ตัว เพราะถ้าไม่มีโครงการนี้ผมอาจจะถอดใจกับการดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีไปแล้ว เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่มากเกินกำลังบุคลากรอันจำกัดจะรับไหว เพราะทุกวันนี้ขนาดมีโครงการแล้วเภสัชกร 2 คนยังมีเวลาให้ผู้ป่วย 200 คน (ทั้งหมดประมาณ 800 คน) แค่ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลย เจ้าหน้าที่ทุกคนก็อยากให้เวลามากกว่านี้เหมือนกันแต่ ภาระงานทุกคนล้นมือหมดแล้ว ก็เลยต้องกัดฟันสู้กันต่อไป รอวันที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง หรือไม่ก็รอวันที่เจ้าหน้าที่ด้านนี้เพิ่มขึ้น เป็นจริงได้สักอย่างก็ดี

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ไฟในการที่จะเปลี่ยนบางสิ่งที่หลายๆ คนคิดว่าใหญ่เกินตัว กลับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เลยคิดไว้แล้วว่า เป้าหมายอันนี้จะต้องถูกกำหนดขึ้นมาทันที หลังจากเป้าหมายสำคัญที่สุดของปีนี้ผ่านไป เป้าหมายนั้นจะเป็นอะไร คอยติดตามกันต่อไปแล้วกันครับ