Hospital pharmacist (3)

July 8th, 2008

เภสัชกรตรวจสอบยา

หลังจากดองเรื่องนี้ไว้นาน จำเป็นต้องกลับมาเขียนต่อ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่อง pharmacy robot ที่พึ่งได้ข้อมูลมา

งานตรวจสอบยาเป็นอีกงานที่เภสัชกรโรงพยาบาลทุกคนต้องทำได้ นอกจากการจ่ายยา เพราะงานนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากความรู้ทั้งหลายที่เรียนมา 5 - 6 ปีได้คุ้มค่างานหนึ่ง แต่เรื่องน่าแปลกคืองานนี้ ไม่มีการสอนโดยตรงในมหาวิทยาลัย และตอนฝึกงานพวกเราส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำ เพราะงานนี้เป็นงานที่ค่อนข้างเสี่ยง เพราะคนที่เซ็นต์ชื่อว่าตรวจสอบแล้ว ต้องรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้น ทำให้พวกเราส่วนใหญ่ได้มาเรียนรู้งานนี้กันตอนเริ่มทำงานจริง

งานตรวจสอบยาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

  1. ตรวจสอบแพทย์ที่สั่งใช้ยา ว่าสั่งจ่ายยาได้ถูกต้องตรงกับโรคหรือไม่ มีประสิทธิภาพพอหรือเปล่า ปลอดภัยหรือไม่ ขนาดถูกต้องหรือเปล่า ผู้ป่วยจะสะดวกในการใช้ยานี้หรือไม่ และสุดท้ายยานี้มีความคุ้มค่าในแง่ราคาหรือไม่ โดยหลักการนี้พวกเรารู้จักกันดีในชื่อย่อว่า IESAC ซึ่งในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อาจมีการแยกงานส่วนนี้ออกมาเป็นอีกงานหนึ่ง เรียกว่างาน verify ใบสั่งยา เภสัชกรที่ทำหน้าที่นี้ เมื่อพบว่ามีอะไรไม่ตรงตามหลักการข้างต้น ก็จะมีการปรึกษากับแพทย์ เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป
  2. ตรวจสอบเจ้าหน้าที่จัดยา ว่าจัดยาได้ถูกต้องหรือไม่ ติดสติ๊กเกอร์ถูกซองหรือเปล่า จัดยาครบจำนวนหรือไม่ งานนี้ก็ตรงไป ตรงมา คือควบคุมให้มีการจัดยาได้ตรงตามที่แพทย์สั่ง ในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ เภสัชกรที่ทำหน้าที่นี้จะเป็นคนเดียวกับที่ทำส่วนแรก

งานตรวจสอบยาเป็นอีกงานหนึ่งที่ลดความผิดพลาดได้โดยการใช้วิธี double check หรือ triple check ซึ่งสิ้นเปลืองคนตามจำนวนของการตรวจสอบซ้ำ ทุกวันนี้จึงมีการใช้เทคโนโลยีมาทดแทนงานในส่วนที่สอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เภสัชกรก็ได้ ซึ่งผมจะเขียนถึงในครั้งต่อไป

งานนี้เป็นงานที่ดูเหมือนงาน routine ทั่วไปซึ่งเพื่อนร่วมสายคลินิกบางคนคิดว่าเป็นงานที่น่าเบื่อ ไม่ได้ใช้ความรู้ด้านคลินิกมาก ซึ่งเป็นการคิดที่ผิดถนัด เพราะงานนี้เป็นการดักที่ต้นน้ำ ต่างกับงานคลินิกที่เป็นการดักที่ปลายน้ำ ถ้าต้นน้ำปล่อยหลุดไปมากๆ คิดหรือว่า ปลายน้ำจะดักได้หมด ดังนั้นไม่ควรแบ่งแยกงานว่าอันนี้ใช่งานคลินิกควรทำ อันนี้ไม่ใช่งานคลินิกไม่ควรทำ เพราะพวกเราต่างก็เป็นฟันเฟืองในระบบยา งานของพวกเราทุกคนมีผลกับคนไข้ทั้งนั้น ไม่มีใครสำคัญกว่ากันหรอกนะ

สุดท้ายนี้เวลาไปรับยา ลองมองเข้าไปในห้องยา มองหาคนที่หยิบยาพลิกไป พลิกมา หมกหมุ่นอยู่กับตะกร้ายา นานๆ ทีจะเรียกคนอื่นมาเปลี่ยนยา นั่นแหละครับ พวกเรา เภสัชกรตรวจสอบยา

look alike drug names

June 30th, 2008

คราวที่แล้วได้เขียนถึง look alike drug bottle หรือ ยาที่มีบรรจุภัณฑ์คล้ายกัน จนทำให้เกิดความผิดพลาดทางการแพทย์ คราวนี้จะเขียนถึง look alike เหมือนกัน แต่เป็น look alike drug names หรือยาที่มีชื่อมองคล้ายกัน จนทำใ้ห้เกิดการหยิบผิด จ่ายผิดได้ ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ลองดูชื่อยาต่อไปนี้

Hydroxyzine - Hydralazine

Zantac - Zyrtec

Bupropion - Buspirone

ถ้าดูผ่านๆ จะแยกชื่อยาแต่ละคู่ออกจากกันได้ค่อนข้างยาก บวกกับฟอนท์ที่ใช้กันในฉลากยา ใบสั่งยา ป้ายติดชั้นยา เป็นฟอนท์คล้ายๆ กัน ทำให้แยกยากไปกันใหญ่ ถ้าไม่ดูอย่างตั้งใจคงแยกชื่อยาสองตัวนี้ไม่ออก (ซึ่งทำไม่ได้ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนที่คนไข้รอคอยยากันมากมาย)

และยาแต่ละคู่นี่ ชื่อคล้ายกันแต่ออกฤทธิ์ต่างกันคนละเรื่องเลย

อย่างคู่แรก Hydroxyzine เป็นยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก แต่ Hydralazine เป็นยาขยายหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ถ้าคนไข้มีผื่นคันได้ Hydralazine ไปแทน Hydroxyzine ก็คงไม่หายคันสักที แถมความดันโลหิตอาจลดต่ำลงจนเป็นอันตรายด้วย และกลับกันถ้าคนไข้โรคความดันโลหิตสูงได้ Hydralazine แทน Hydroxyzine อาจจะมีความดันโลหิตสูงขึ้นจนอันตราย เพราะไม่ได้ยาลดความดันโลหิต

เนื่องจากเราแก้ปัญหานี้โดยการตั้งใจดูชื่อยา แต่ทำงานได้ช้าลงไม่ได้ (ลองอ่านเรื่อง โรงพยาบาล กระต่าย กับเต่า ของหมอแมวแล้วจะเข้าใจ) จึงมีการนำวิธีต่างๆ มาช่วยในการแยกแยะความแตกต่างของชื่อยา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวหนา การใช้สีที่แตกต่าง การเน้นบางส่วนของชื่อ แต่วิธีที่นิยมใช้กันคือ การใช้ Upper case letter ในบางส่วนของชื่อ หรือการใช้ Tall Man Letters นั่นเอง

Tall Man Letters ใช้ได้ง่ายเพราะแค่การทำอักษรตัวเล็กให้เป็นตัวใหญ่ ซึ่งทำได้ในทุกงานพิมพ์ ไม่ต้องมีการดัดแปลงอะไรเพิ่ม การนำไปใช้ก็ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เพียงแค่เน้นตรงส่วนของชื่อที่ต่างกันเท่านั้นเอง จากตัวอย่างเดิม พอนำ Tall Man Letters มาใช้แล้วจะกลายเป็นแบบนี้

hydrOXYzine - HydrALAzine

zANTac - zYRTec

buPROPion - busPIRone

ทีนี้ก็ดูไม่คล้ายกันแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ดูเล็กน้อยนี้ อาจช่วยลดความผิดพลาดได้มากจนคาดไม่ถึงเลยนะ

ที่มา The Role of Typography in Differentiating Look-Alike/Sound-Alike Drug Names

Medical Terminology Concerto

May 27th, 2008

วิดีโอสอนเรื่องศัพท์แพทย์ พร้อมกับกัดเรื่องนี้ไปในตัว (ดูแล้วจุดประสงค์หลักคงเป็นกัดมากกว่าสอน)

ที่วิดีโอพูดถึงมันก็จริงอยู่ ว่าทำไมต้องใช้ลาติน ในเมื่อมีศํพท์ทั่วไปที่แทนกันได้อยู่แล้ว อันนี้ก็คงต้องไปถามอาจารย์ที่สอนพวกผมมากันอีกที เพราะผมเรียนกันมาแบบนี้แล้ว พอจะพูดถึงโดยไม่ใช้ลาตินก็พาลทำให้งงไปใหญ่ แต่เท่าที่จำได้ในส่วนของวิชาชีพผม อาจารย์บอกว่าที่ต้องใช้ลาตินในใบสั่งยา เพราะไม่อยากให้คนไข้รู้สูตรยา ไม่อยากให้คนไข้อ่านใบสั่งยาเข้าใจ ซึ่งในปัจจุบันก็คงใช้กับเหตุผลนี้ไม่ได้แล้วละ เพราะแค่ค้นอินเทอร์เน็ตก็ได้คำตอบแล้ว

จะว่าไปทุกวันนี้ลาตินที่ใช้ๆ ในใบสั่งยากันอยู่นี่ ผมก็จำคำเต็มได้ไม่กี่ตัว เพราะใช้เป็นคำย่อกันตลอด แต่ถึงยังไงก็ต้องใช้ เพราะมันเป็นภาษาที่สายการแพทย์ใช้สื่อสารกันผ่านใบสั่งยานี่

Paracetamol 2 tab prn, Ibuprofen 1 x 3 pc, Etoricoxib 1 x 1 pc, Kapanol 1 tab prn q 3 hr

สวัสดีครับ จบแบบดื้อๆ แบบนี้แหละ