Syringe and needle

October 2nd, 2008


[ภาพโดย prashant_zi ]

ชื่อ: Syringe and needle (กระบอก และเข็มฉีดยา)
ข้อบ่งใช้: ใช้โยกย้ายถ่ายเทยาที่อยู่ในรูปของเหลว ไปผสมกับยาด้วยกัน หรือไปผสมกับน้ำเกลือ
ข้อห้ามใช้: ผู้ที่มีอาการกลัวเข็ม กลัวของแหลม แพ้พลาสติก
ขนาดการใช้: คืนละ 0 - 4 ครั้ง ขนาดสูงสุดไม่เกิน 10 ครั้งต่อคืน เพราะถ้ามากกว่านี้ คงไม่ต้องนอนกันแล้ว
ผลข้างเคียง: ค่าเวรลดลง (เมื่อทำขวดยาแตก) เลือดออกตามนิ้ว หรือมือ (เพราะโดนเศษแก้วบาด หรือเข็มตำมือ)
ตัวแปรที่ต้องติดตาม: เวลาที่ใช้ในการเรียกสติเพื่อเตรียมผสมยา (ต้องแปรผกผันกับจำนวนครั้งที่ผสมยา)

ด้วยมาตรฐานระดับโลกอย่าง JCI ทำให้ผมได้กลับมาคุ้นเคยกับเข็มฉีดยาอีกครั้ง หลังจากห่างเหินไปเกือบ 3 ปี ตั้งแต่ฝึกงานผสมยาเคมีบำบัด

Paracetamol 4 (dose in obese children)

September 27th, 2008

ตอนแรกคิดว่าเรื่องเกี่ยวกับยาตัวนี้จะจบแค่ 3 ตอน แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อนที่เป็นอาจารย์ได้คำถามมาจาก นักศึกษาปริญญาโท คณะทันตแพทย์ว่า

เด็กอายุ 7 ขวบ แต่น้ำหนัก 51 กิโลกรัมค่ะ ทีนี้จะสั่งจ่ายยา paracet พี่ก็กลัวจะมีปัญหาเรื่องตับรึป่าว คือ 10 - 15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม นี่มันใช้ได้มั้ยคะ หรือมีแนวทางอะไรแนะนำมั้ยคะ

ทำให้ได้เขียนตอนที่ 4 ของเรื่องนี้ออกมาอีก ซึ่งห่างกับตอนที่ 3 อยู่ประมาณปีนึงพอดี
จากคำถามนี้ พวกเราก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้ แล้วก็สรุปคำตอบออกมาเป็นแบบนี้

เนื่องจากเด็กอ้วนจะมีน้ำหนักมาก แต่น้ำหนักที่มากนี้ไม่ได้หมายความว่าตับจะกำจัดยาได้มากเท่า จึงจำเป็นต้องมีการหาน้ำหนักสำหรับคำนวณขนาดยาใหม่ ซึ่งมีอยู่ 2 กรณีคือ

1. ถ้าไม่ทราบส่วนสูงเด็ก ให้เอาอายุมาหาน้ำหนักตามเกณฑ์การเจริญเติบโต (ดูได้จาก CDC growth chart) แล้วค่อยเอาน้ำหนักที่หามาได้ คำนวณขนาดยาที่ต้องใช้

2. ถ้าทราบส่วนสูงเด็ก ให้เอามาคำนวณหา Lean Body Weight (LBW) เพื่อใช้ในการคำนวณขนาดยาที่ต้องใช้อีกที

เนื่องจากผู้ถามไม่ได้ให้ส่วนสูงเด็กมา จึงต้องใช้วิธีแรก เปิดหาน้ำหนักตามเกณฑ์การเจริญเติบโตของเด็กอายุ 7 ปีได้ประมาณ 23 กิโลกรัม จึงได้ขนาดยาที่ต้องใช้ออกมาประมาณ 230 - 345 mg/dose ครับ

จะเห็นว่าขนาดยาจากน้ำหนักจริง กับน้ำหนักสำหรับคำนวณยาต่างกันเป็นเท่าตัวเลย ดังนั้นระวังไว้นะครับ จะให้เด็กอ้วนกินยา paracetamol อย่าคิดขนาดยาตามน้ำหนักจริงนะครับ

ที่มา - Safe use of paracetamol in children

Tips for Medical Bloggers

September 2nd, 2008

Write as if your boss and your patients are reading your blog every day

  • ช่วงทำงานใหม่ เขียนไปโดยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่เดี๋ยวนี้ต้องคิดทุกครั้งก่อนเขียนและ publish บางทีเขียนจนจบแล้วต้องลบทิ้งเพราะนึกถึงข้อนี้แหละ

Comply with HIPAA

  • ปกติเวลานำเสนอเคสจะปกปิดแค่ ชื่อ กับที่อยู่ แต่พออ่าน HIPAA Rules ก็คิดว่าควรทำตามทั้งหมด เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยแค่วันที่ผู้ป่วยมารับการรักษา ก็อาจทำให้ระบุตัวผู้ป่วยได้แล้ว

List your name and contact information

  • อันนี้ทำไว้แล้ว เพราะปกติ expert opinion ก็ความน่าเชื่อถือต่ำอยู่แล้ว ถ้าทำตัวเองเป็น anonymous บทความหลายๆ อันคงจะเสียเปล่า

If your blog is work-related, it is better to let your employer know

  • ตอนนี้พยายามเขียนเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานที่ทำโดยตรง แต่พยายามเขียนในภาพของงานในวิชาชีพมากกว่า

Inquire if there are any blogging guidelines. If there are, comply with them strictly

  • คุ้นๆ ว่าเคยเห็นแต่จำไม่ได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็ไม่ได้ตาม คิดว่าเขียนโดยไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นก็น่าจะพอมั้ง

Use a disclaimer, e.g. “All opinions expressed here are those of their
authors and not of their employer. Information provided here is for
medical education only. It is not intended as and does not substitute
for medical advice.”

  • อันนี้ขอคิดก่อน ไปดูตัวอย่างจากบล็อกของนายแพทย์วัลลภก็รู้สึกว่าละเอียดดี แต่อยากได้ประโยคที่มันกระชับกว่านี้

Get your blog accredited by the Heath on the Net Foundation

  • อันนี้รอเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษก่อน

เอามาจาก How to write a medical blog and not get fired?